ข่าว

ห่วง'การเมือง'ยาวเร่งหาช่องปั๊มศก.

ห่วง'การเมือง'ยาวเร่งหาช่องปั๊มศก.

18 ธ.ค. 2556

ครม.ห่วงการเมืองยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจปีหน้า เร่งหาช่องกระตุ้นเศรษฐกิจทดแทนเงินเบิกจ่ายล่าช้า ม.หอการค้าไทยหั่นตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 3%

              18ธ.ค.2556 นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.แสดงความเป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจไทย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการชุมนุม จึงมีความเป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2557  จึงมอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดูแลเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง โดยช่วงนี้ต้องอาศัยความเชื่อมั่นของเอกชน เพื่อให้เกิดการลงทุน และกระตุ้นเศรษฐกิจทดแทนการเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าออกไป
  
              ด้านนายกิตติรัตน์ กล่าวว่าโครงการด้านเศรษฐกิจที่สำคัญที่ ครม.ได้อนุมัติไปแล้ว เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องจึงเตรียมทำหนังสือหารือกับกกต. ในการเดินหน้าโครงการดังกล่าวไม่ให้สะดุด และไม่ได้เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อจัดสรรเงินเพิ่มเติม เช่น การยกเว้นภาษี สรรพสามิต น้ำมันดีเซล ซึ่งได้ยกเว้นต่อเนื่องมาทุกเดือน และ ครม.ยังให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจดูแลโครงการต่างๆ ให้ต่อเนื่อง เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
              นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้ปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงเหลือ 3% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.5% เนื่องจากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองยืดเยื้อ ทำให้เม็ดเงินในระบบหายไปกว่า 3-7 หมื่นล้านบาท โดยไตรมาส 4 นี้คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 1% เนื่องจากผลกระทบต่อการท่องเที่ยวจึงมีไม่มากนัก
 
              ส่วนปี 2557 เศรษฐกิจโลกมีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้การส่งออกฟื้นตัวจากปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวได้ 6.5% และหากมีรัฐบาลใหม่ น่าจะมีนโยบายเพิ่มรายได้ กระตุ้นกำลังซื้อประชาชนควบคู่ไปกับการดูแลค่าครองชีพ ทำให้คาดว่าในปีหน้าจะเติบโตได้ 4.5% แต่ปรับลดจากคาดการณ์เดิมที่น่าจะขยายตัวได้ 5.1% ซึ่งเป็นผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ส่งผลต่อนโยบายการลงทุนและเม็ดเงินที่จะเข้ามาในระบบเศรษฐกิจมีความล่าช้า
 
              อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีโอกาสที่จะขยายตัวได้ประมาณ 4-5% ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และปัจจัยด้านการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยศูนย์ฯประเมินสถานการณ์ออกเป็น 4 เงื่อนไข คือ 1.กรณีการเมืองและรัฐบาลมีเสถียรภาพ การลงทุนภาครัฐเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุนและนักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นสูง คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ที่ 4.6-5.0% และ 2.ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองและรัฐบาลค่อนข้างมีเสถียรภาพ และการลงทุนของภาครัฐดำเนินการได้ใกล้เคียงแผนที่ได้วางไว้ ประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุนและนักท่องเที่ยวมีความเชื่อนมั่นปานกลาง คาดเศรษฐกิจขยายตัวอยู่ที่ 4.0-4.5%
 
              3.หากการเมืองและรัฐบาลไม่ค่อยมีเสถียรภาพ ขณะที่การลงทุนของภาครัฐดำเนินการต่ำกว่าแผนที่วางไว้ ความเชื่อมั่นเหลือเล็กน้อย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจขยายตัวอยู่ที่ 3.4-4.0% สุดท้าย 4.กรณีสถานการณ์ทางการเมืองและรัฐบาลขาดเสถียรภาพ ประชาชนขาดความเชื่อมั่น คาดเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่า 3.0%
 

โบ้ย"การเมือง"วุ่นสรรพากรรีดภาษี

              นายสุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัวลงอย่างมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากสถานการณ์การเมือง ทำให้แประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจากสินค้าและบริการลดลงอย่างมาก โดยต่ำกว่าเป้าหมายถึง 2.1 พันล้านบาท หรือลดลง 3.7% และต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 4.5 พันล้านบาท หรือ 7.3%
 
              “สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. วิเคราะห์แล้วว่าผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองในประเทศ ทำให้การบริโภคอุปโภคภาคครัวเรือนชะลอตัวลงจริง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังรอดูสถานการณ์ทำให้ไม่กล้าใช้จ่ายและเก็บเงินสดไว้ในมือ” นายสุทธิชัย กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม มองว่าในเดือนธันวาคมสถานการณ์ของภาษีมูลค่าเพิ่มน่าจะกลับมาเป็นปกติ และประชาชนจะกลับมาใช้จ่ายมากขึ้น เพราะเป็นช่วงเทศกาลและไม่น่าจะกระทบต่อเนื่องไปถึงปีหน้า โดยกรมสรรพากรยังมั่นใจว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
 
              สำหรับในช่วง 2 เดือนของงบประมาณปี 2557 กรมยังจัดเก็บรายได้รวมเกินเป้าหมาย 2,500 ล้านบาท และสูงกว่าปีก่อน 1,200 ล้านบาท โดยภาษีตัวอื่นๆ ยังเก็บได้สูง ทั้งนิติบุคคล บุคคลธรรมดา  ธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์
 
              นายสุทธิชัยยังกล่าวถึงร่างกฎหมายของกรม ที่ตกไปหลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา มีทั้งสิ้น 11 ฉบับ ซึ่งคงต้องรอเสนอรัฐบาลใหม่ให้ผลักดันต่อไป ได้แก่ พ.ร.บ. 3 ฉบับ ประกอบด้วยร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร กรณีการเก็บภาษีคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนจำกัด ร่างแก้ไขเพิ่มเติมกรณีการขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่าย และกรณีเงินบริจาคสนับสนุนพรรคการเมือง กรณีบุคคลธรรมดา ไม่เกิน 5,000 บาท บริษัทให้ลงรายจ่ายไม่เกิน 2 หมื่นบาท


"จำนำข้าว"อ่วมยอดค้างจ่ายชาวนาแสนล้าน
  

              แหล่งข่าวจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีใบประทวนจำนำข้าวเปลือกปี 2556/57 ที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ออกให้เกษตรกร และยังไม่สามารถนำมาขึ้นเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 1.15 แสนล้านบาท แบ่งเป็นใบประทวนที่ อคส. ออกไปจำนวน 1.04 แสนล้านบาท ผลผลิตข้าว 6.3 ล้านตัน และอ.ต.ก. จำนวน 1.58 หมื่นล้านบาท ผลผลิตข้าว 0.97 ล้านตัน รวมผลผลิตที่รับจำนำไปแล้ว 7.3 ล้านตัน
 
              "เหตุผลที่ยังไม่จ่ายเงิน เพราะ ธ.ก.ส. ยังไม่ได้รับอนุมัติจาก กขช. ให้ดำเนินการ เนื่องจากหากอนุมัติตามใบประทวนจะทำให้วงเงินที่ใช้ดำเนินการในโครงการรวมทั้งหมดเกินกรอบวงเงินที่ ครม.อนุมัติไว้ไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ก็เกินกรอบวงเงินดังกล่าวมาเกือบ 2 แสนล้านบาทแล้ว" แหล่งข่าวกล่าว 
 
              ทั้งนี้ ในการประชุมครม.พิเศษเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปดำเนินการควบคุมการออกใบประทวนจำนำข้าวไม่ให้เกินกรอบวงเงินที่เคยอนุมัติไว้ เพราะที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์มักเสนอขอขยายกรอบวงเงินเพิ่มภายหลังตลอด ซึ่งนางเบญจา หลุยเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกหน่วยงานเกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำมาประชุมนอกรอบที่กรมศุลกากร เพื่อกำชับไม่ให้มีการรับจำนำและออกใบประทวนเกินกว่ากรอบที่ครม.เคยอนุมัติไป
 
              แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ที่ประชุมมีมติร่วมกันว่าหากมีการออกใบประทวนเกินกว่าที่กำหนดไว้คือ ในส่วนของอคส.จำนวน 1.12 แสนล้านบาท และ อตก. จำนวน 3.7 หมื่นล้านบาท รวมวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ทั้ง อคส.และ อ.ต.ก. ต้องรับผิดชอบหาเงินมาจ่ายตามใบประทวนเอง
 
              สำหรับแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2556/57 รอบแรกนี้ มติครม.ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังจัดหาเงินกู้ให้ ธ.ก.ส. จำนวน 4.1 แสนล้านบาท ตามกรอบวงเงินที่ใช้ในโครงการใหม่จำนวน 2.7 แสนล้านบาท แต่ปรากฏว่าการดำเนินการกู้เงินมีปัญหาทางเทคนิค ได้แก่ ตลาดเงินไม่เอื้อ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไม่เหมาะสม