
เลื่อนเลือกตั้งฝันหรือจริง?
เลื่อนเลือกตั้งฝันหรือจริง? : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ, โอภาส บุญล้อมสำนักข่าวเนชั่นรายงาน
จากการที่ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ได้ประกาศไม่ยอมรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 และแสดงเจตนาชัดที่จะขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้ง หรือ ถ้าขัดขวางไม่ได้ก็อาจจะจำเป็นต้องหาทางล้มการเลือกตั้งให้ได้
และล่าสุดฝ่ายความมั่นคงเริ่มประเมินถึงเรื่องการเลื่อนการเลือกตั้ง เพราะเกรงว่าจะเกิดความไม่สงบขึ้นมาในบ้านเมือง
คำถามคือ "สุเทพ" จะทำได้อย่างไร ในเมื่อขณะนี้มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งที่ชัดเจนแล้ว อีกทั้งรัฐธรรมนูญกำหนดชัดเจนว่า การเลือกตั้งทั่วไปต้องมีขึ้นภายหลังจากยุบสภาไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ซึ่งหากนับจากวันที่ 9 ธันวาคม วันสุดท้ายที่จะเลือกตั้งได้คือวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ซึ่งหากตรวจสอบแล้ววันที่ 2 กุมภาพันธ์ คือวันอาทิตย์สุดท้ายที่จะมีการเลือกตั้งได้
ทั้งนี้กฎหมายไม่ได้ปิดทางสำหรับการเลื่อนเลือกตั้งเสียทีเดียว เพราะยังให้อำนาจ กกต.เลื่อนเลือกตั้งได้ หากมีเหตุจำเป็น แต่ที่ผ่านมาเป็นเพียงการเลื่อนบางหน่วย หรือ บางเขต จากเหตุสุดวิสัยเท่านั้น แต่ยังไม่เคยมีการเลื่อนทั้งประเทศมาก่อน
อย่างไรก็ตาม มีการมองว่า กฎหมายก็เป็นเพียงกฎหมาย เพราะหากจะทำให้ไม่สามารถเลือกตั้งได้จริงๆ กฎหมายก็ต้องหาทางเปิดเพื่อเลื่อนหรือกำหนดวันใหม่อีกครั้งหนึ่ง คำถามคือ "ทำอย่างไร?"
ประการแรกคือ ทำอย่างไรไม่ให้มีผู้สมัคร วิธีที่น่าจะสวยงามคือ คุยกับพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ให้ลงรับสมัคร แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ว่าอย่างไรพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลคงเดินหน้าสมัคร ดังนั้นจึงต้องทำให้สมัครไม่ได้
วิธีการก็ไม่ยากไม่ง่าย คือ ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้เกิดการสมัครขึ้น การสมัครรับเลือกตั้งมี 2 แบบ คือ แบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขต โดยแบบแบ่งเขตจะสมัครในแต่ละจังหวัดและเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2556-1 มกราคม 2557 ซึ่งการจะไปขัดขวางทุกจังหวัดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเหนือการควบคุมของพรรคประชาธิปัตย์ อย่างเหนือหรืออีสาน
ขณะที่การสมัครแบบบัญชีรายชื่อนั้น จะสมัครที่สำนักงาน กกต. ที่ กทม. เพียงแห่งเดียว ระหว่างวันที่ 23-27 ธันวาคม จะเกิดอะไรขึ้นหากม็อบนัดกันในคืนวันที่ 22 ธันวาคม และเคลื่อนไปปิดสำนักงาน กกต. เพื่อไม่ให้เกิดการสมัครได้ เอาแค่ล้อมไว้ ไม่ต้องบุกเข้าอาคาร ก็ไม่มีใครไปสมัครแล้ว และสถานที่สมัครใช่ว่าจะย้ายแบบปุบปับกะทันหัน หรือทำแบบเป็นการลับได้
หากทำสำเร็จ กกต.ต้องมาพิจารณาว่าจะยืดหรือหดเวลาในกระบวนการส่วนที่เหลือตรงไหนได้บ้าง หรือท้ายที่สุด หากไม่ว่าเมื่อไหร่ก็สมัครไม่ได้ ก็อาจจะต้องเลื่อนออกไป
ส่วนถ้าสมัครสามารถทำได้สำเร็จ ก็ต้องดูว่า ระหว่างนี้ถึงวันเลือกตั้งจะมีเหตุอะไรให้เกิดการเลือกตั้งไม่ได้ เช่น การจลาจลหรือไม่
และที่สำคัญคือ ในวันเลือกตั้ง ที่ "สุเทพ" เคยประกาศไว้แล้วว่า ในหลายพื้นที่จะไม่มีการเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลต่างๆ อาทิ การที่กรรมการประจำหน่วยไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ อาจจะมีการไม่ไปรับอุปกรณ์การเลือกตั้ง หรือที่หนักข้อและหวั่นกันมากคือ การชุมนุมปิดหน่วยเลือกตั้งจนไม่สามารถเดินหน้าได้
ซึ่งจุดนี้แม้จะทำไม่ได้ทั้งประเทศ แต่หากทำได้เกิน 5% ของทั้งประเทศย่อมหมายความว่า สภาจะยังเปิดไม่ได้ ตามที่รัฐธรรมนูญระบุว่าสภาจะเปิดได้ต้องมี ส.ส.ที่ได้รับการรับรองเกิน 95%
การขัดขวางการเลือกตั้ง แม้ในทางปฏิบัติจะทำได้ แต่ต้องไม่ลืมว่า ฝ่ายรัฐเองย่อมมีอำนาจในการป้องกันเช่นกัน เพราะการเลือกตั้งถือเป็นความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย และที่สำคัญที่ผู้ที่จะขัดขวางการเลือกตั้งก็ต้องยอมรับโทษตามกฎหมายที่จะตามมา ซึ่งย่อมไม่ใช่โทษสถานเบาแน่นอน
พลิกตำรากฎหมาย เลื่อนเลือกตั้งได้อย่างไร
1.เกิดการจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น ซึ่งอาจเกิดก่อนวันเลือกตั้ง แต่ต้องใกล้วันเลือกตั้งสัก 3-5 วัน และยืดเยื้อไม่ได้จบลงก่อนวันเลือกตั้งหรือเกิดขึ้นในวันเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในบางหน่วยเลือกตั้งหรือพร้อมกันทุกหน่วยเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็สามารถเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้ ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 78 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯ พ.ศ.2550 แต่ต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเลื่อนออกไปได้ 30 วัน แต่ถ้าเหตุการณ์ยังลุกลามไม่จบอีก ก็เลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้อีกครั้งละ 30 วัน แต่ต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่ทุกครั้ง
ดังนั้นหากมีการไปปิดล้อมที่ทำการ กกต.กลาง หรือหน่วยเลือกตั้ง จนทำให้ กกต.กลาง หรือเจ้าหน้าที่ กกต.ประจำหน่วยเลือกตั้ง ทำหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งไม่ได้หรือนับคะแนนไม่ได้ หรือทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ก็เข้าข่าย "จลาจล" ตามมาตรา 78 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ พ.ศ.2550
2.เกิดเหตุบัตรเลือกตั้งชำรุดหรือสูญหาย ก็ทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปได้ ดังนั้นถ้าการเลือกตั้งคราวนี้มีการทำให้เกิดบัตรสูญหาย เช่น ไม่ตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็ต้องเลื่อนการตั้งออกไป
ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 85 วรรคสอง ที่ระบุว่า ในกรณีที่เกิดเหตุจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น และพบว่าบัตรเลือกตั้งที่ได้มีการลงคะแนนเลือกตั้งชำรุดหรือสูญหายในหน่วยเลือกตั้งใดก็ให้รายงาน กกต.เพื่อพิจารณาสั่งให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งนั้น
3.มีผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดเพียงคนเดียว และได้รับคะแนนเลือกตั้งน้อยกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นหรือน้อยกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่มีผู้กาในช่อง "ไม่ประสงค์จะลงคะแนน" (no-vote) กกต. ก็ต้องประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 88 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ พ.ศ.2550
4.ไม่มีการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดเลือกตั้งหนึ่ง กรณีนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งไม่มีกฎหมายเขียนไว้ว่าจะต้องทำอย่างไร กกต.จึงทำการประชุมกัน และ 3 เสียงเห็นว่า ควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติ ดังนั้นเมื่อต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเพื่อรอฟังผลวินิจฉัย
5.กรณีที่มีเหตุการณ์ใดๆ ทำให้ได้จำนวน ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งน้อยกว่าร้อยละ 95 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ซึ่งมี 500 คน คือ มี ส.ส.น้อยกว่า 475 คน ก็ทำให้เปิดประชุมสภาผู้แทนฯ ไม่ได้ และต้องมีการดำเนินการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ถึงร้อยละ 95 จึงจะเปิดประชุมสภาได้ ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 93 วรรคหก
-----------------
(หมายเหตุ : เลื่อนเลือกตั้งฝันหรือจริง? : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ, โอภาส บุญล้อมสำนักข่าวเนชั่นรายงาน)



