
'ปู'ไปอีสาน!โดนดักเป่านกหวีดใส่อีก
'ยิ่งลักษณ์'ไปบุรีรัมย์ โดนดักเป่านกหวีดใส่ขบวนรถ หลังจบภารกิจที่นางรองขบวนผ่านด้วยความเร็ว ตร.กันไว้ไร้เหตุรุนแรง กปปส.จัดถกรอบแรกแจงเหตุ'ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง'
17ธ.ค.2556 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่จังหวัดบุรีรัมย์ว่า หลังจากเดินทางถึงท่าอากาศยานบุรีรัมย์แล้ว จากนั้นเวลา 16.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคณะ เดินทางด้วยรถยนต์ถึงโรงเรียนบ้านหนองทองลิ่ม ตำบลหนองโบสถ์ อำเภอนางรอง จ.บุรีรัมย์ เพื่อเยี่ยมเยียนประชาชน และติดตามงานตามนโยบายในการซ่อมสร้างถนนสายบ้านสระขาม-บ้านเสลา
สำหรับบรรยากาศที่โรงเรียนบ้านหนองทองลิ่มได้มีประชาชนมารอต้อนรับ ชูป้าย มอบดอกกุหลาบให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก โดยนายกฯใช้เวลาที่โรงเรียนบ้านหนองทองลิ่ม 1 ชั่วโมงเต็ม โดยไม่มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน และไม้ได้กล่าวปราศัยผ่านเครื่องขยายเสียงกับประชาชนที่มาต้อนรับแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามสำหรับภารกิจของนางสาวยิ่งลักษณ์ที่เดินทางมาภาคอีสานวันนี้ พบว่าได้มีสื่อมวชนจากสำนักข่าวต่างประเทศบางสำนักมาทำข่าวด้วย
นอกจากนี้ระหว่างทางที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางด้วยขบวนรถยนต์ผ่านตัวเมืองอำเภอนางรองนั้น พบว่ามีประชาชนประมาณ 50 คน มารวมตัวกันบริเวณริมฟุตบาทด้านหน้าปั๊มน้ำมันร้าง เพื่อเป่านกหวีดและตะโกนขับไล่ใส่ขบวนรถของนายกฯ ที่แล่นผ่านด้วยความเร็ว โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรึงกำลังเอาไว้จำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ขบวนรถแล่นผ่านได้โดยไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ
กปปส.ถกรอบแรกแจงเหตุ“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”
ขณะที่ที่ตึกมหิตลาธิเบศร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ร่วมกับเครือข่ายจุฬาเชิดชูคุณธรรมนำประชาธิปไตย จัดเวทีเสวนาสมัชชามวลมหาประชาชน ภายใต้หัวข้อ “ทำไมต้องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง”
พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ตนได้คลุกคลีกับการเลือกตั้ง ตั้งแต่มียศแค่ร้อยตำรวจโท ซึ่งในยุคนั้นยังไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แต่มีจัดการเลือกตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย ขณะที่ในปี 40 ตนได้ขึ้นมาเป็นผบ.สันติบาล ที่เริ่มมีกกต.มาจัดการเลือกตั้ง ตนคิดว่าจะไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอีกแล้ว แต่ปรากฏว่ามีการซื้อเสียงมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
พล.ต.ท.สมเกียรติ กล่าวต่อว่า ต่อมาเมื่อมีรัฐธรรมนูญ 50 มาบังคับใช้ คิดว่าจะไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอีกแล้ว แต่ปรากฏว่า ได้เสร็จระบอบทักษิณไปอีก ดังนั้นระบบการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมาไม่ใช่แค่เอาเงินไปซื้อเสียง และยังทำให้เห็นว่า 80 ปี ที่ผ่านมา ระบบการเลือกตั้งไม่ได้ดีขึ้นมาเลยแต่กลับแย่ลง ส่วนระบบตำรวจที่ทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือนั้น เป็นเพราะในยุคแรกๆ มีการวางรูปแบบให้นักการเมืองมาควบคุมตำรวจ มีการซื้อขายตำแหน่ง เริ่มตั้งแต่ยุคเตี้ยเมืองสุพรรณ มาจนถึงยุคเจ๊ ด.ที่เมื่อพี่ชายมีอำนาจก็ไปหาเงินกับตำรวจในการแต่งตั้งโยกย้าย ทั้งนี้ระบบตำรวจทั่วโลกหากจะแต่งตั้งมานั้น ประชาชนต้องให้ความร่วมมือถึงจะอยู่ได้ เคยมีตำรวจอเมริกาในบางรัฐที่มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยอีก ได้บอกกับตนว่าตำรวจกลัวประชาชนมาก เพราะถ้ามีเรื่องที่ไม่ดีเขาจะออกมาประท้วงทันที
“ผมอยากฝากถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์และตระกูลชินวัตร ให้ย้อนดูประวัติศาสตร์ในปี 2500 จอมพลป. พิบูลย์สงคราม และอธิบดีเผ่า ศรียานนท์ คนเหล่านี้ยังอยู่เมืองไทยไม่ได้ทั้งที่มีอำนาจมากๆ ต้องออกไปอยู่เมืองนอก จึงขอให้ดูคนเหล่านี้เป็นตัวอย่าง” พล.ต.ท.สมเกียรติ กล่าว
นายกิตติ ธนากิจอำนวย ประธานกรรมการบริหาร บริษัทโนเบิล กล่าวว่า หากมองในภาพรวมอยากให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพ หรือภาคเอกชนที่ยังไม่ชัดเจน ออกมาแสดงตัวกับประชาชน โดยส่วนตัวทุกวันนี้ตนได้เลือกข้างเรียบร้อยแล้ว เพราะมองแล้วว่าปัญหานี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ แต่ได้สะสมมาเป็นร้อยปีกับประเทศไทยแล้ว ทำให้เห็นว่าประเทศของเราถูกผูกขาดจากคนๆ เดียว อย่างเช่นระบบธนาคารของภาครัฐในช่วง 10 ปี เติบโตเพียงแค่ 10-11 % แต่ในยุคของระบอบทักษิณเข้ามาบริหารประเทศ มีการเติบโตมากถึง 43 % แต่เขาลืมบอกไปว่ามีหนี้เสียกี่เปอร์เซ็น แล้วยังมีการผูกขาดทางการเมือง ที่สำคัญยังนำเอาเงินของประชาชนมาผูกขาด แต่หากพูดถึงความเสียหายจากการชุมนุมของประชาชนในช่วงนี้ต้องยอมรับว่ามี แต่ถ้านำไปเปรียบเทียบกับการผูกขาดประเทศจากระบอบทักษิณ ย่อมน้อยกว่าแน่นอน อย่างไรก็ตามอยากเรียนว่า ถ้าไม่ใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยที่มาจากระบอบประชานิยม อยู่แค่เอื้อม ประเทศไทยจะเป็นแบบประเทศกรีซอย่างแน่นอน
“เราต้องมีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง อย่าไปหวังให้นักเลือกตั้งกลับเข้ามาปฏิรูป ไม่ว่าจะกลุ่มก้อนไหน หรือพรรคใดก็ตามเพราะคนที่ได้รับเลือกตั้งจะไม่มีทางที่จะมาปฏิรูปตัวเอง” นายกิตติ กล่าว
ขณะที่นายวีรศักดิ์ เครือเทพ คณะนิติศาสตร์จุฬา กล่าวว่า ถ้ามองว่าจะเลือกตั้งหรือปฏิรูปก่อน ถ้าสังเกตสิ่งที่ปรากฏแล้ว การที่นักวิชาการออกมาบอกว่า ประเทศเรามีหลักนิติรัฐในการปกครองประเทศ จึงควรต้องให้มีสัญญาประชาคมร่วมกัน การเลือกตั้งไม่พอที่จะนำไปสู่การสร้างสัญญาประชาคมได้ หรือสัญญาประชาคมก็จะไม่เกิดขึ้นแม้จะมีการเลือกตั้ง บอกได้เลยว่า กระบวนการเลือกตั้งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราเชื่อใจไม่ได้ว่าเลือกตั้งเสร็จแล้วจะมีการปฏิรูปเกิดขึ้น ปัญหาของบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็น การคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม ล้วนเกิดจากการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง หรือกรุงเทพฯ จึงต้องช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรไม่ให้อำนาจหรืองบประมาณ ไม่ถูกรวมไว้ที่ส่วนกลางเพียงอย่างเดียว ซึ่งต้องมีการกระจายอำนาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ยังควรจัดให้มีการปฏิรูปการเลือกตั้ง ปฏิรูประบบบริหารจัดการภาครัฐ และการปฏิรูประบบภาษี การเงิน-การคลังของภาครัฐ อีกด้วย
“ผมอยากฝากไปยังทุกภาคส่วน สิ่งที่ต้องทำขณะนี้คือ ต้องหยุดข่มขู่คุกคามรายวัน ที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้น และสิ่งที่ต้องทำก่อนการเลือกตั้งคือ ต้องมีการปฏิรูปเสียก่อน ถ้าคิดว่ายังไม่พร้อมที่จะเลือกตั้งกกต.ต้องเข้ามมามีบทบาทในเรื่องนนี้” นายวีรศักดิ์ กล่าว
ด้านนนายสุริยะใส กตะศิลา หนึ่งในคณะกรรมการกปปส. กล่าวว่า ขณะนี้เราได้ก้าวข้ามความขัดแย้งเรื่องสี ไม่ว่าสีเหลืองหรือสีแดง ข้อเรียกร้องครั้งนี้ไม่ใช่แค่ยุบสภาหรือลาออก แต่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับระบบการเมืองที่ล้มเหลว นอกจากนี้การยุบสภาในครั้งนี้ก็ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลยุบสภาเพราะทำตัวเป็นกบฏ ฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วยังออกกฎหมายนิรโทษเพื่อพี่ชายและพวกพ้องจึงโดนประชาชนจับได้ ที่สำคัญยุบสภาแล้วรัฐบาลยังไม่พ้นผิด จึงถือเป็นสถานการณ์พิเศษ ดังนั้นวันที่ 2 ก.พ. จึงไม่ใช่ระบอบการเลือกตั้ง เป็นเพียงการต่อลมหายใจให้กับระบอบทักษิณ แล้วจะมาอ้างว่าเป็นสัญญาประชาคมคงไม่ได้ อย่างไรก็ตามการกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. ส่วนตัวคิดว่าคงไม่ทัน นอกจากนี้ ภายหลังการยุบนายกรัฐมนตรียังเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น โดยการชิงไปหาเสียงจากประชาชนเรียบร้อยแล้ว ที่จังหวัดลำปางโดยไปบอกว่าจะสร้างรถไฟความเร็วสูง นอกจากนนี้ยังอออกทัวร์นกขมิ้นทางภาคอีสานในช่วงนี้อีก ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ขยับเลย
“ถ้ามีการเลือกตั้งจริงในวันที่ 2 ก.พ. เชื่อว่าจะมีลักษณะเป็นแบบไชยยันต์โมเดล ที่มีการฉีกบัตรเลือกตั้ง ถือว่าจะเป็นการนับหนึ่งเริ่มการขัดแย้งครั้งใหม่และจะหนักกว่าเดิม ขณะที่ภารกิจของรัฐบาลยังไม่จบ เพราะกฎหมายนิรโทษกรรรมก็ยังคาอยู่ แล้วทำไมต้องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ทั้งหมดเราไม่ต้องการต่อต้านการเลือกตั้ง แต่ต้องการให้ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์” นายสุริยใส กล่าว



