ข่าว

'มาร์ค'นำถกประชุมใหญ่วิสามัญ

'มาร์ค'นำถกประชุมใหญ่วิสามัญ

17 ธ.ค. 2556

'อภิสิทธิ์' นำถกประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์ แจงปฏิรูปโครงสร้างใหม่ หวังให้คนนอกมีส่วนร่วม

 

                       17 ธ.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.45 น. โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม และนายจุติ ไกรฤกษ์ รองเลขาธิการพรรค ทำหน้าที่เลขานุการการประชุม โดยมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง รวมถึงบุคคลสำคัญ อาทิ นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรค และนายมารุต บุนนาค ด้วย

                       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวรายงานวาระการประชุมต่อสมาชิก โดยชี้แจงว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ลาออกจากเลขาธิการพรรค ซึ่งตามข้อบังคับพรรคได้มอบหมายให้นายจุติ รักษาการณ์แทน และนายอภิสิทธิ์ยังได้กล่าวขอบคุณนายเฉลิมชัยว่า เป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการผลักดันการปฏิรูปพรรคให้เสร็จ แต่ก็มีสถานการณ์ทางการเมือง มีความผันผวนตลอดเวลา ต้องยอมรับการผลักดันเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทำได้ด้วยความยากลำบาก เพราะจังหวะเวลาที่จะระดมเพื่อนสมาชิกมาช่วยคิด และช่วยทำในเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ง่าย แต่นายเฉลิมชัยก็ได้ผลักดันภารกิจดังกล่าวจนเสร็จสิ้น จนนำมาสู่การประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับพรรคในวันนี้

                       หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายเฉลิมชัยต้องการเจตนาที่ชัดว่าเมื่อมีการดำเนินการแก้ไขข้อบังคับพรรคและโครงสร้างพรรคเรียบร้อย ก็ควรจะให้มีคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เพื่อเป็นการยืนยันว่าการดำเนินการในการปรับโครงสร้างและการปฏิรูปทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวนายเฉลิมชัยที่มีบทบาทสำคัญ และถือโอกาสนี้ขอบคุณนายเฉลิมชัยที่ทุ่มเททำงานให้กับพรรคมาอย่างต่อเนื่อง

                       นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลายคนมักจะถามตนว่า ไม่ค่อยเห็นนายเฉลิมชัยมีบทบาทตามหนังสือพิมพ์มากนัก ตนก็ขอบอกว่าตั้งแต่วันแรกที่นายเฉลิมชัยรับตำแหน่ง ก็บอกกับตนว่าบทบาทการทำหน้าที่มีงานหลายอย่างทางด้านการจัดการ การสนับสนุนพรรค การสร้างเครือข่าย การจัดระบบที่เป็นงานหลักที่นายเฉลิมชัยต้องการจะผลักดัน ส่วนบทบาทที่จะไปแสดงต่อสื่อมวลชนนายเฉลิมชัยเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ที่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้แล้ว วันที่นายเฉลิมชัยมายื่นหนังสือลาออกได้บอกกับตนอย่างหนักแน่น และท่านก็ขอยืนยันคำพูดคำไหนคำนั้นว่า จะไม่ดำรงตำแหน่งใดๆ จะไม่เป็นเงื่อนไขและอุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้นในการทุ่มเทให้กับพรรค

                       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้เข้าสู่ระเบียบวาระการรับรองการประชุม โดยกล่าวถึงการแก้ไขระเบียบข้อบังคับพรรคว่า ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเห็นชอบ ให้แก้ไขข้อบังคับพรรคฉบับปี 2551 โดยเป็นการแก้ไขครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการปฏิรูปพรรค โดยมีหลักการสำคัญคือ ต้องการมีช่องทางในการเปิดกว้างให้บุคคลต่างๆ ในสังคม เข้ามามีส่วนร่วมกับการทำงานของพรรค

                       “จึงได้มีการกำหนดองค์กรใหม่ขึ้นมา คือ คณะกรรมการกลาง โดยมีองค์ประกอบด้วยอดีตหัวหน้าพรรค อดีตเลขาธิการพรรค เปิดโอกาสให้มีการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก 18 คน ที่มีความรู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งจะสามารถติดตามการทำงานของพรรคและให้ข้อเสนอแนะให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ ในการดำเนินกิจกรรมของพรรคได้ ซึ่งโครงสร้างนี้จะสอดคล้องกับกระแสสังคมปัจจุบันที่อยากเห็นการปฏิรูปประเทศ จึงหวังว่าผู้ที่มีแนวความคิด ความตั้งใจความรู้ความเชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ จะสามารถใช้ช่องทางนี้เข้ามามีบทบาทในการมีส่วนร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนโยบายปัจจุบันของเราก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปประเทศต่อไป”

                       ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับการมีส่วนร่วมบุคคลภายนอกตามข้อบังคับใหม่ จะเน้นการเพิ่มบทบาทสมัชชาประชาชน หรือสมัชชาประชาธิปัตย์ ที่เคยจัดมาหลายครั้ง โดยครั้งใหญ่ในปี 48 และถือได้ว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมาหลายหน่วยงานก็นิยมจัดทำรูปแบบสมัชชาเพื่อระดมความเห็นของประชาชนที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวม

                       ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นอกจากนี้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดเก่า และที่ประชุมส.ส. เห็นว่าสมควรขยายจำนวนกรรมการบริหาร จากเดิม 19 คน เป็น 35 คน เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆเข้ามาบริหารพรรคมากขึ้น เช่น เพิ่มจำนวนรองหัวหน้าพรรค รองเลขาธิการพรรค ตัวแทนจากสาขาพรรค ตัวแทนจากสมาชิกสภาหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นกรรมการบริหารพรรค รวมทั้งกรรมการบริหารพรรคที่เลือกจากที่ประชุมใหญ่และเพิ่มวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคจาก 2 ปี เป็น 4 ปี

                       ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ที่ประชุมยังมีการจัดระบบเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ภายในพรรค มีคณะกรรมการเพิ่มขึ้นมา 2 คณะ คือ กรรมการปฏิบัติการเขตพื้นที่ เพื่อต่อสู้กับการเลือกตั้ง เพราะการแข่งขันต่อสู้ทางการเมืองการเลือกตั้ง เดิมยึดระบบภาคเป็นสำคัญ แต่ขณะนี้อาจจะไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของการแข่งขันทางการเมืองอีกต่อไป แต่จะให้การทำงานละเอียดมากขึ้น โดยการยึดระบบเขตพื้นที่ หรือโซน โดยจะมีผู้รับผิดชอบแต่ละเขตพื้นที่ในทุกเรื่องตั้งแต่มองหาผู้สมัคร สำรวจความเห็นของประชาชน การดูแลสนับสนุนการทำงานของบุคลากรในพื้นที่

                       ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า โดยกรรมการที่ดูแลโซนจะประกอบกันเป็นกรรมการปฏิบัติการเขตพื้นที่ โดยมีหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค กำกับอีกชั้นหนึ่ง และจะมีคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในกรณีที่เรามีโอกาสเสนอชื่อคนเข้าไปทำงานในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในนามของพรรค ทั้งนี้ เพื่อให้ระบบสอดคล้อง มีประสิทธิภาพ ดำเนินงานอย่างเป็น เอกภาพมากขึ้น

                       ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ก่อน ซึ่งอาจจะต้องรอ 2-3 สัปดาห์ แต่กรรมการบริหารพรรคชุดเก่าเห็นว่า สามารถดำเนินการปรึกษาหารือกันได้เลย และคณะกรรมการรบริหารพรรคชุดใหม่จะมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ เห็นสมควรเดินหน้าเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพรรค แม้จะมีปัญหาในช่วงเปลี่ยนผ่านแต่มั่นใจจะสามารถทำความเข้าใจกับกก.บห.ชุดใหม่ให้ราบรื่นได้

 

วุ่น! 'อลงกรณ์' ขอเพิ่มตัวแทน 'ปธ.สาขา' เป็น 'กก.สรรหาผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง'

 

                      การประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์ปี 2556 เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 9.45 น.เพื่อรับรองข้อบังคับพรรคใหม่ มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคเป็นประธานที่ประชุม โดยนายจุติ ไกรฤกษ์ทำหน้าที่รักษาการเลขาธิการพรรค แทนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคไปก่อนหน้านี้

                      โดยที่ประชุมได้มีการพิจารณา เรื่องการเพิ่มจำนวนกรรมการบริหารพรรคจาก 19 คน เป็น 35 คน มีองค์ประกอบดังนี้คือ หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรคที่หัวหน้าพรรคมอบหมาย 5 คำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคจากการคัดเลือกรายภาค 5 ตำแหน่ง เลขาธิการพรรค 1 ตำแหน่ง รองเลขาธิการพรรค 5 ตำแหน่ง เหรัญญิก 1 ตำแหน่ง นายทะเบียนพรรค 1 ตำแหน่ง กรรมการบริหารพรรคทั่วไป 7 ตำแหน่ง กรรมการบริหารพรรคจากประธานสาขาพรรคภาคละ 1 คนรวม 5 ตำแหน่ง และตัวแทนท้องถิ่นเป็นกรรมการบริหารพรรคอีก 3 ตำแหน่ง รวมทั้งหมด 35 ตำแหน่ง และจะมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายพรรค คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร และคณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรค

                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมเริ่มตึงเครียดขึ้นเนื่องจากนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค ได้เสนอให้มีการปรับโครงสร้าง คณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใหม่ ให้มีการเพิ่มสัดส่วนของประธานสาขาเพิ่มเติมเข้าไปอีก 5 คน จากเดิมที่มีการกำหนดองค์ประกอบ ของคณะกรรมการไว้ 5 ข้อ คือ 1. หัวหน้าพรรคเป็นประธาน 2. เลขาธิการเป็นเลขานุการ 3. ตัวแทนคณะกรรมการบริหารพรรคซึ่งเลือกกันเอง 4 คน 4. ตัวแทนจากคณะกรรมการกลางซึ่งเลือกกันเอง 5 คน และ 5. ตัวแทนจากประธานเขตพื้นที่ซึ่งเลือกกันเอง 4 คน ทำให้เกิดข้อถกเถียงในที่ประชุมว่าหากเพิ่มข้อ 6 ให้มีตัวแทนจากประธานสาขาพรรคเข้าไปอีกก็จะทำให้เกิดความซ้ำซ้อนกัน เพราะในสัดส่วนเดิมมีสาขาพรรครวมอยู่แล้ว

                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมนายอัศวิน วิภูศิริ ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปพรรค กล่าวแย้งขึ้นว่า ข้อเสนอของนายอลงกรณ์ไม่ได้รับความเห็นชอบ จากกรรมการบริหารพรรค จึงอยากถามว่ามีการนำเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ นายอลงกรณ์ จึงลุกขึ้นชี้แจงว่าไม่ได้เสนอเรื่องดังกล่าว แต่เห็นว่าสามารถนำเสนอความเห็นนี้ต่อที่ประชุมใหญ่ในวันนี้ และยังยืนยันที่จะเดินหน้าให้มีการพิจารณาตามข้อเสนอของตัวเอง

                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นมีส.ส.หลายคนแสดงความเห็นโต้แย้งนายอลงกรณ์ อาทิ นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ ท้วงขึ้นว่าหากดำเนินการตามข้อเสนอ ของนายอลงกรณ์ก็จะทำให้มีการเสนอตัวแทนจากสัดส่วนอื่นไม่รู้จบจนเกิดความซ้ำซ้อน เช่นเดียวกับน.ส.รังสิมา รอดรัศมี ซึ่งแสดงความเห็นว่า เรื่องนี้ควรจะมีการลงมติได้แล้ว เนื่องจากเสียเวลาและพรรคได้ผ่านการพิจารณามาแล้วหลายขั้นตอน จึงควรดำเนินการตามโครงสร้างที่มีการเสนอมา

                      ผู้สื่อข่าวต่อรายงานว่า นายอลงกรณ์ยังคงยืนยันที่จะเสนอโครงสร้าง ตามแนวทางใหม่ของตัวเอง ในขณะที่ประธานสาขาพรรค ได้ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนแนวคิดของนายอลงกรณ์ เพื่อให้ประธานสาขาพรรคได้มีที่นั่งในการเป็นกรรมการสรรหา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย นายอภิสิทธิ์ จึงชี้แจงว่าเรื่องนี้ไม่เคยผ่านการพิจารณาของกรรมการบริหารพรรคมาก่อน หากจะให้มีการพิจารณาก็ต้องรื้อโครงสร้างใหม่ ไม่เช่นนั้นจะมีการเสนอขอให้มีตัวแทนจากส.ส. จากพื้นที่มาเพิ่มอีก ทั้งๆ ที่องค์ประกอบเดิมก็จะมีตัวแทนจากสาขาเข้ามาอยู่แล้ว แต่ถ้านายอลงกรณ์ยังยืนยันที่จะให้พิจารณา ก็ต้องพักการประชุมเพื่อให้กรรมการบริหารพรรคได้พิจารณาเรื่องนี้

                      ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ทำให้มีประธานสาขาพรรคเพชรบุรี คือ นางอวยพร พลบุตร ได้เสนอให้ที่ประชุมใหญ่เป็นผู้ลงมติตามแนวทางที่นายอลงกรณ์เสนอ แทนที่จะให้เป็นอำนาจของกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้พิจารณา จนนายอภิสิทธิ์ เสนอแนวทางประนีประนอมว่า ให้มีการรับเป็นข้อสังเกตไว้แล้วไปพิจารณาเพิ่มเติมในครั้งหน้า แต่นายอลงกรณ์ ก็ยังไม่ยอมจะขอให้มีการลงมติในที่ประชุมใหญ่ตามที่นางอวยพรเสนอ โดยในระหว่างนั้นได้มีการโต้เถียงในหลักคิดเป็นระยะระหว่างนายอภิสิทธิ์กับนายอลงกรณ์

                      จากนั้นนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายว่า ไม่อยากให้การแก้ไขข้อบังคับเลอะเทอะ จนทำให้ดุลอำนาจเปลี่ยน เพราะองค์ประกอบในการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นมีตัวแทนของสาขาพรรคอยู่แล้ว หากจะมีเพิ่มเป็นตัวแทนจากสาขาพรรคเข้ามา ก็จะมีคำถามว่าไม่มีตัวแทนจากส.ส. ถ้าส.ส.เสนอก็จะมีตัวแทนจากอดีตรัฐมนตรี อดีตหัวหน้าพรรค อดีตสาขาพรรค

                      นายชวน กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าพรรคให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจอยู่แล้ว จึงอยากให้สาขาพรรคเข้าใจด้วยว่าในปัจจุบันสาขาพรรค ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารพรรคอยู่แล้ว ดังนั้นเพื่อให้ข้อบังคับสำเร็จได้ด้วยดีอย่าทำให้เลอะ เพิ่มเติมอะไรมาก เพราะยืนยันว่าองค์ประกอบที่มีอยู่มีสาขาพรรคเป็นตัวแทนอยู่แล้ว แม้นายอลงกรณ์จะมีความหวังดี แต่ตนคิดว่าจะทำให้ปัญหาไม่จบ จะมีคนเสนอตัวแทนเพิ่มเข้ามาใหม่จนข้อบังคับไปไม่ได้ จึงอยากให้รับข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ที่จะรับเป็นข้อสังเกตนำไปพิจารณาอย่าลงมติเพราะไม่ใช่เรื่องจำเป็น

                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายของนายชวน ทำให้บรรยากาศคลี่คลายลง นายอภิสิทธิ์ จึงได้ขอมติจากที่ประชุมเพื่อให้รับรองข้อบังคับพรรค ซึ่งในที่สุดที่ประชุมก็มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยไม่มีการโต้แย้งให้ใช้ข้อบังคับพรรคตามที่กรรมการบริหารพรรคเสนอมา โดยไม่มีการเพิ่มสัดส่วนสาขาพรรคในคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามที่นายอลงกรณ์พยายามผลักดัน

                      ต่อมาเวลา 11.30 น. ได้มีการตั้งคณะกรรมการควบคุมการเลือกตั้ง กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ประกอบด้วย นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี นายเจริญ คันธวงศ์ นายเทอดพงษ์ ไชยนันท์ นายสุทัศน์ เงินหมื่น และนายนิพนธ์ วิศิษฐยุทธศาสตร์ ก่อนที่จะมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคได้เสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค และไม่มีการเสนอชื่อผู้ใดอีก ทำให้นายอภิสิทธิ์เป็นคนเดียวที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นหัวหน้าพรรค อย่างไร้คู่แข่ง