ข่าว

จับตาปฏิรูปปชป.'ก้าวย่าง'สำคัญบนความขัดแย้ง

จับตาปฏิรูปปชป.'ก้าวย่าง'สำคัญบนความขัดแย้ง

16 ธ.ค. 2556

จับตาปฏิรูปปชป.'ก้าวย่าง'สำคัญบนความขัดแย้ง : ประภาศรี โอสถานนท์ @prapasri_nnaรายงาน

             พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่เก่าแก่ ที่อยู่กับการเมืองไทยมายาวนาน จนกลายเป็นสถาบันการเมืองไปแล้ว เป็นพรรคการเมืองใหญ่ ที่เป็นทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล แต่ในช่วงหลังกลับ "ผูกขาด" แพ้การเลือกตั้ง เป็นฝ่ายค้านมาตลอดในช่วงหลายปี ล่าสุดได้เป็นรัฐบาลเมื่อปลายปี 2551 แต่ก็ถูกกล่าวหาว่า เป็นรัฐบาลที่ถูกจัดตั้งในค่ายทหาร ดังนั้น กระแสการปฏิรูปพรรคจึงเกิดขึ้น เพื่อให้พรรคชนะการเลือกตั้ง จุดเริ่มต้นก็มาจาก อลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค ที่เสนอแนวคิดและพิมพ์เขียวปฏิรูปพรรคออกสู่สาธารณะ

             แม้ว่าก่อนหน้านี้คนในพรรคไม่เห็นด้วยกับแนวงทาง "ปฏิรูปพรรค" โดยเฉพาะคนเก่าแก่ และแกนนำพรรคหลายคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็น แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทนกระแสสังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ จึงได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อออกแบบพิมพ์เขียวปฏิรูปจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพรรค ซึ่งวันที่ 17 ธันวาคมนี้ จะมีการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรค เพื่อให้มีมติรองรับการปรับโครงสร้างใหม่ของพรรค ถือเป็นการปฏิรูปพรรคครั้งสำคัญอีกครั้งของพรรคประชาธิปัตย์

             การปรับโครงสร้างครั้งนี้อยู่ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองมีความขัดแย้ง ที่สำคัญแกนนำหลักของพรรคอย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรค ที่เลิก "เล่น" การเมืองตามระบบรัฐสภา ไปเล่นการเมืองนอกรัฐสภาอย่างเต็มตัว ด้วยการไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) พร้อมควงลูกพรรคอีก 8 คนลาออกจาก ส.ส.ไปร่วมวงศ์ไพบูลย์ครั้งนี้ โดยมีข้อเรียกร้องให้มีการตั้งสภาประชาชน และไม่ยอมรับให้มีการเลือกตั้ง ก่อนการปฏิรูปประเทศ ขณะที่ซีกรัฐบาลโดย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ได้ประกาศยุบสภา และมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปีหน้า

             วาระสำคัญการประชุมใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ คือ การรับรองข้อบังคับพรรคใหม่ ทำให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบันหมดวาระลงทันที จากนั้นที่ประชุมจะเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรคตามโครงสร้างใหม่ 25 คน ซึ่งกรรมการบริหารชุดใหม่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางการทำงานของพรรค รวมถึงการตัดสินใจในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ หรือไม่ นอกจากนี้ข้อบังคับพรรคใหม่ ยังกำหนดให้มีรองหัวหน้าพรรคทั้งหมด 10 ตำแหน่ง แบ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคภาคทั้ง 5 ภาค และรองหัวหน้าพรรคด้านฟังก์ชันต่างๆ อีก 5 ตำแหน่ง โดยการปรับโครงสร้างพรรค หรือการปฏิรูปพรรคมีเป้าหมายสำคัญคือการชนะการเลือกตั้งและครองใจประชาชน

             การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคนี้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ได้สร้างแรงกระเพื่อมขึ้นภายในพรรคจากขั้วและก๊วนต่างๆ ในพรรคที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

             อีกทั้งยังต้องการรักษาอำนาจเก่าไว้ ขณะที่อีกฝ่ายต้องการขึ้นมากุมอำนาจในพรรคบ้าง โดยเฉพาะกระแสข่าวการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคอย่าง ”หล่อใหญ” อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ที่เริ่มมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา "อภิสิทธิ์" ขึ้นนั่งเป็นหัวหน้าพรรค แต่ไม่เคยนำพาพรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งแม้แต่ครั้งเดียว

             พลันที่มีข่าวการเปลี่ยนหัวหน้าพรรค ชื่อของ สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ก็โผล่ขึ้นมา ในฐานะแคนนิเดต “หัวหน้าพรรคคนใหม่” ทันที ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า สมัยที่ "สุเทพ" ยังเป็น ส.ส.และแกนนำพรรคอยู่ก็ออกตัวไปทาบทาม "สุรินทร์" ในช่วงที่ใกล้หมดวาระเลขาธิการอาเซียน ยิ่งตอกย้ำน้ำหนักอีกนั่น คือหลังหมดวาระ "สุรินทร์" ได้เข้ามาเป็นประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ของมูลนิธิควง อภัยวงศ์ ซึ่ง "สุรินทร์" ยังไม่ตอบรับหรือตอบปฏิเสธในเรื่องดังกล่าว ล่าสุด ส.ส.รุ่นใหม่ของพรรคให้การสนับสนุน เพราะ "สุรินทร์" เป็นคนที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งทางการเมือง และภาพลักษณ์ที่ดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเชื่อว่า "สุรินทร์" จะนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จได้

             นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวกดดันให้มีการเปลี่ยนตัวเลขาธิการพรรค "เฉลิมชัย ศรีอ่อน” ด้วยเช่นกัน ซึ่งสมาชิกพรรคในซีกตรงข้ามมองว่า "เฉลิมชัย" ไม่มีบทบาทในการนำพาพรรคเหมือนเช่นอดีตเลขาพรรคอย่าง "สุเทพ" อีกทั้งไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับ ส.ส.พรรค มักจะทำงานเงียบๆ และต้องยอมรับการทำงานของหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรคคนนี้มักไม่ค่อยราบรื่น ต่างฝ่ายต่างทำงานและต่างมีแกนนำ และส.ส.ของพรรคให้การสนับสนุน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงตัวกรรมการบริหารพรรค รองหัวหน้าพรรค จึงมีแรงดันภายในพรรค พร้อมๆ ไปกับการวางตัวของรองหัวหน้าพรรคจากกลุ่มต่างๆ ภายในพรรคแล้ว

             อย่างไรก็ตาม ความเห็นของสมาชิกพรรคที่ให้มีการเปลี่ยนตัวทั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยังแยกออกเป็น 2 ฝ่าย โดยบางส่วนยังคงเห็นว่า การปรับโครงสร้างพรรคนั้นควรทำเพื่อรองรับการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ยังไม่ควรเปลี่ยนตัวผู้บริหาร ทั้งนี้เพื่อการทำงานเดินไปอย่างต่อเนื่องไม่สะดุดกลางคัน เพราะเหลือเวลาเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งไม่กี่เดือน หากพรรคประกาศลงสมัครรับเลือกตั้ง

             ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า ควรพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด และทาบทามคนที่มีชื่อเสียง มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างและสังคมให้การยอมรับ เพื่อให้มากอบกู้ภาพลักษณ์ของพรรค ตรงนี้จะทำให้คนในสังคมหันมาให้การสนับสนุนพรรคเพื่มขึ้น ตรงนี้ก็จะเป็นแรงช่วยให้สามารถต่อสู้กับพรรคเพื่อไทยได้

             แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเปลี่ยนแปลงชุดผู้บริหารใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ ที่ไม่อาจมองข้ามได้ นั่นก็คือ อิทธิพลของ อดีตแม่บ้านพรรค "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ที่เอาตัวอออกจากพรรค ไปลุยปลุกม็อบประกาศโค่นระบอบทักษิณ เพราะคนคนนี้ยังคงมีสิทธิมีเสียงอยู่ในพรรค แม้เจ้าตัวประกาศตัดขาด แต่การตัดขาดเป็นเพียงวาทะกรรม แต่ลึกๆ "สุเทพ" ยังคงมีบทบาทสำคัญภายในพรรคนี้ ยังมีลูกพรรคหลายคนยังอยู่ในพรรค ซึ่งการดำเนินการใดๆ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า "สุเทพ" จะมีส่วนในการกำหนดทิศทางการเดินของพรรคอย่างหนีไม่พ้น

             การประชุมใหญ่วิสามัญ 17 ธันวาคมนี้ จึงน่าจับตามองการปรับโครงสร้างพรรคประชาธิปัตย์อย่างยิ่งว่า สถาบันการเมืองแห่งนี้จะปรับตัวได้สำเร็จหรือไม่ ไม่ว่าคนของใคร กลุ่มใด จะเข้ามาเป็นผู้บริหารพรรค สิ่งสำคัญที่สุดคือการเดินหน้าให้พรรคการเมืองนี้ครองใจประชาชน ลบคำประมาท "เลือกตั้งครั้งใด ก็แพ้ทุกครั้ง" หรือต้องเดินย่ำอยู่กับที่

             หากคนในพรรคยังแตกแยกไม่พอใจ ก่อคลื่นใต้น้ำ หลังการปรับโครงสร้างก็เป็นเรื่องยากที่พรรคจะชนะ และคงอยู่ภายใต้ร่มเงาของพรรคเพื่อไทยต่อไป

...................................

(หมายเหตุ : จับตาปฏิรูปปชป.'ก้าวย่าง'สำคัญบนความขัดแย้ง  : ประภาศรี โอสถานนท์ @prapasri_nnaรายงาน)