ข่าว

ข้อเสนอทางออกและทางตันของประเทศไทย!

ข้อเสนอทางออกและทางตันของประเทศไทย!

16 ธ.ค. 2556

ข้อเสนอ ทางออก และทางตัน ของประเทศไทย!! : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน

             ตอนนี้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันแล้วว่า ต้องมีการปฏิรูปการเมืองเกิดขึ้นในประเทศไทย ยังติดอยู่เพียงว่า จะเดินไปสู่การปฏิรูปการเมืองอย่างไร และจะให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เกิดขึ้นหรือไม่

             ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจัดเวทีเพื่อหาทางออกให้ประเทศไทยหลายเวที เริ่มตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ (13 ธ.ค.56) "ภาคเอกชน 7 องค์กร" อันได้แก่  สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ได้จัดเวทีหาทางออกประเทศไทยขึ้นที่ศูนย์สิริกิติ์

             จุดยืนของภาคเอกชน 7 องค์กรที่สะท้อนออกมาจากเวทีดังกล่าว คือ ต้องมีการปฏิรูปการเมือง โดยพรรคการเมืองจะต้องมาทำสัญญาประชาคมเพื่อร่วมกันปฏิรูปการเมืองคู่ขนานไปกับการเลือกตั้ง และรัฐบาลที่เกิดขึ้นมาภายหลังการเลือกตั้ง ควรดำเนินการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จภายใต้ระยะเวลาที่กำหนดไว้และเมื่อดำเนินการเสร็จก็ควรยุบสภา เลือกตั้งใหม่ตามแนวทางการปฏิรูป

             เวทีต่อมาที่พยายามย้ำเช่นเดียวกันว่า ดำเนินการในฐานะ "คนกลาง" เพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศไทย คือ "กองทัพ" ที่จัดเวทีขึ้นที่ "กองบัญชาการกองทัพไทย" เมื่อบ่ายวันเสาร์ แล้วเชิญ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เลขาธิการ กปปส. ไปให้ความกระจ่างต่อภาคส่วนต่างๆ ในรูปแบบของเวทีเสวนา

             แม้ว่าในเวที "กำนันสุเทพ" จะยืนยันในจุดยืนของ กปปส. แบบ "ไม่มีการต่อรอง" คือ 1.ต้องมีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง 2.ต้องไม่มีการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 และ 3.นายกฯและคณะรัฐมนตรีต้องลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ เพื่อเปิดทางให้มีรัฐบาลคนกลาง และสภาประชาชนมาปฏิรูปประเทศ โดยย้ำว่า หากนายกฯและ ครม.ไม่ยอมลาออกแต่โดยดี กปปส.ก็จะกดดันต่อไปจนกว่านายกฯจะลาออก แม้ว่าจะต้องนานเป็นปีก็จะทำ

             แต่ภายหลังจบเวทีเสวนา พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ก็ได้ประกาศจุดยืนของกองทัพออกมาอย่างชัดเจน คือ สนับสนุนให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และหากลไกทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างที่สุด การแสดงบทบาทดังกล่าวของกองทัพ ทำให้ข้อสงสัยที่ว่า ทหารอาจจะออกมา "ปฏิวัติ" คลี่คลายลงไป และนักวิเคราะห์บางคนยังมองด้วยซ้ำว่า กองทัพได้แสดงจุดยืนชัดเจนแล้วว่า "ยืนอยู่ฝ่ายรัฐบาล"

             อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีการตั้งคำถามว่า นี่เป็นแผน "ลับ ลวง พลาง" ของทหารหรือไม่ เพราะการ "ยอม" เปิดเวทีให้สุเทพ ก็ถือเป็นบทบาทใหม่ของกองทัพ ที่ไม่เคยทำมาก่อน

             ล่าสุด คือ "เวทีของรัฐบาล" ที่ศูนย์สิริกิติ์ เมื่อวันอาทิตย์ โดยมี "ธงทอง จันทรางศุ" ปลัดสำนักนายกฯ เป็นแม่งานตามบัญชาของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งมีภาคส่วนต่างๆเข้าร่วมจำนวนมาก แต่ไม่มีตัวแทนของ กปปส.ไปร่วมในเวทีด้วย

             ในภาพรวมของเวทีรัฐบาล มีความเห็นตรงกันว่า ต้องมีการปฏิรูปเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เสียงส่วนใหญ่ในเวทีเห็นไปในทางว่า ควรให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และรัฐบาลที่เข้ามาควรเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ เข้ามาทำเฉพาะเรื่องการปฏิรูปการเมืองเท่านั้น พักการทำเรื่องอื่นไว้ก่อน อยู่ไม่ครบ 4 ปี โดยในรายละเอียดนั้นมีการเสนอให้พรรคการเมืองมาทำสัตยาบันร่วมกัน

             ทั้งนี้ "วีรพัฒน์ ปริยวงศ์" นักวิชาการอิสระ เสนอให้ กกต.ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งตามมาตรา 10 และ มาตรา 25 มาสร้างกลไกดำเนินการเลือกตั้งที่เข้มข้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยอาจจะให้ทหารเข้ามาช่วย และให้มวลมหาประชาชนจาก กปปส.หรือจากภาคส่วนต่างๆ มาร่วมตรวจสอบการเลือกตั้งในทุกจังหวัด

             ทั้งนี้ มาตรา 10 เป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. ในการออกประกาศหรือวางระเบียบกำหนดการทั้งหลายอันจำเป็น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมาตรา 25 เป็นช่องทางให้องค์กรเอกชนเข้ามาช่วยเหลือการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการตรวจสอบการเลือกตั้ง

             นอกจากนี้ ในเวทียังมีการเสนอให้มีการทำแผนแม่บทการปฏิรูปโดยให้มี 3 ฝ่ายเข้าร่วม ได้แก่ 1.ปลัดกระทรวงต่างๆ ที่เป็นกลาง ต้องไม่เอาคนในรัฐบาลมาเกี่ยวข้อง 2.มวลชนกลุ่มต่างๆ รวมทั้ง กปปส., นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) และ ทปอ. (ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย) และ 3.จัดตั้งตัวแทนภาคส่วนต่างๆ เข้ามา และเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาก็ให้ดำเนินการปฏิรูปตามแผนแม่บทที่ได้นี้

             อย่างไรก็ตาม "จาตุรนต์ ฉายแสง" รองนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ที่ไปร่วมเวทีด้วย แสดงความเห็นว่า เรื่องการปฏิรูปหลังการเลือกตั้ง โดยให้รัฐบาลที่เข้ามาเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ มาเพื่อปฏิรูปการเมืองเท่านั้นและอยู่ไม่ครบวาระ 4 ปีนั้น มีความเป็นไปได้ แต่ต้องหมายถึงพรรคการเมืองทุกพรรคต้องมาทำสัตยาบันร่วมกันก่อน หากไม่มาทำสัตยาบันก็คงไม่สามารถทำได้

             ประมวลจากทุกเวที สิ่งที่ทุกภาคเห็นตรงกัน คือ เรื่องการปฏิรูปการเมือง ที่ตอนนี้ไม่มีใครปฏิเสธ แต่ที่ยังไม่ชัดเจนคือ หนทางและวิธีการที่จะไปสู่การปฏิรูป แต่ถ้าดูเฉพาะเรื่องการเลือกตั้งเป็นเกณฑ์ แทบทุกภาคส่วน เห็นว่าควรให้มีการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ยกเว้น กปปส. ที่ยังยืนว่าไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และปฏิบัติการเพื่อล้มการเลือกตั้งด้วย

             แต่ในเชิงลึกนั้น มีการมองกันว่า หาก "รัฐบาล" ยื่น "เงื่อนไข" ที่ "น่าสนใจ" เช่น ดำเนินการให้มีองค์กรที่มีความเป็นอิสระอย่างชัดเจนขึ้นมาปฏิรูปการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม โดยรัฐบาลอาจจะออกคำสั่งเรื่องนี้ออกมาเป็นการเฉพาะ เหมือนกับการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ความชอบธรรมของ กปปส.ที่จะดึงดันต่อไปก็จะลดลง

             อีกจุดหนึ่งที่จะมีผลต่อแนวทางข้างหน้าของนายสุเทพคือ การตัดสินของพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังตก "ที่นั่งลำบาก" ไม่ว่าจะตัดสินใจไปซ้ายหรือขวา

             มีข้อมูลว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจเดินสู่สนามเลือกตั้ง ก็หมายถึงพรรคจะต้องแตกหักกับนายสุเทพ เพราะ ส.ส.อีก 8 คน ที่ลาออกมาพร้อมนายสุเทพ จะไม่ลงรับเลือกตั้ง และจะเดินหน้าสู่โหมด "ล้มการเลือกตั้ง" แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ก็หมายถึงการปฏิเสธ "ระบบ" ที่พรรคนี้ยึดมาตลอด

             การที่วันนี้กระแส "ปฏิรูปประเทศ" จุดติดแล้ว ถือได้ว่าเป็น "ชัยชนะ" อีกขั้นจากการลุกขึ้นมาของ "มวลมหาประชาชน" นับจากที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยอม "ยุบสภา" ไปแล้ว

             กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียวฉันใด การปฏิรูปประเทศก็เช่นกัน เพียงแต่ต้องตั้งหลักวาง "อิฐ" ก้อนแรกให้ถูกที่ถูกทางเท่านั้น!!

...........................

(หมายเหตุ : ข้อเสนอ ทางออก และทางตัน ของประเทศไทย!! :  สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน)