ข่าว

'ปลอด'วอนทุกฝ่ายหันหน้าคุยกัน

'ปลอด'วอนทุกฝ่ายหันหน้าคุยกัน

15 ธ.ค. 2556

'ปลอดประสพ' วอนทุกฝ่ายหันหน้าคุยกัน แนะทุกพรรควาง 'Platform' ชูหาเสียงเลือกตั้ง ด้าน 'จาตุรนต์' ชี้สังคมต้องคิดออกแบบกติกา ก่อนทำประชามติ

 

                          15 ธ.ค. 56  นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ว่า

 

                          " ขณะที่ผมกำลังเดินทางกลับจากการไปราชการกับท่านนายกฯ ที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวานนี้ ผมนึกถึงภาพพี่น้องประชาชนที่ต้องการให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไป แต่ตอนนี้มีแนวความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป ผมเลยอยากส่งข้อความ และขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะคิดเพื่อบ้านเมือง และเชิญชวนทุกฝ่ายมาร่วมกันครับ

                          สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปกล่าวไว้อาลัยในพิธีรำลึกถึง อดีตประธานาธิบดี Nelson Mandela ที่นั่นได้มีการพูดถึงความพยายามอย่างไร้ความเหน็ดเหนื่อย ด้วยความอดทน ท่ามกลางความเจ็บปวดของท่าน Nelson เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพและความเท่าเทียมกัน ซึ่งที่สุดแล้วก็ประสบความสำเร็จ และเป็นชัยชนะของมวลมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน และเชื้อชาติอะไร

                          ประเทศไทยเรามีเสรีภาพอยู่แล้ว มีอิสรภาพมานานมาแล้ว สิ่งที่ยังขาดอยู่บ้าง และที่ดูเหมือนกำลังแสวงหากันอยู่คือ “ประชาธิปไตย” และ “ความเท่าเทียมกัน” แต่ดูเหมือนขบวนการค้นหาที่กำลังปะทุ และดำรงอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นเส้นทางที่มีผู้ยั่วยุให้ใช้ความรุนแรง และเต็มไปด้วยการเผชิญหน้า ซึ่งผลลัพธ์ที่อาจจะได้ในอนาคตนั้น อาจไม่ใช่ ความสามัคคีปรองดองก็เป็นได้ บางทีความบาดหมางแบ่งแยกจะบังเกิดมากขึ้น และขยายตัวไปอีกอย่างกว้างขวาง ซึ่งนั้นคือหายนะของประเทศ

                          ในเวลาสั้นๆ อีก 40 กว่าวันก่อนการเลือกตั้ง เราควรที่จะร่วมกันค้นหา และกำหนดกรอบอนาคตของประเทศเรา จากนั้นพรรคการเมืองก็นำกรอบดังกล่าวนี้ไปสังเคราะห์ ว่าชอบไม่ชอบอย่างไร แล้วเลือกส่วนที่ตนเห็นว่าเหมาะสมไปประกาศเป็นนโยบายหาเสียง ซึ่งฝรั่งเขาเรียกว่า Platform ในการเลือกตั้ง ประชาชนก็เลือกดูเอาว่านโยบายของพรรคไหนโดนใจมากที่สุด พรรคที่ชนะเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วก็ใช้ Platform หรือคำมั่นสัญญานั้นไปปฏิบัติบริหารจัดการประเทศ

                          ผมคิดว่า หากเราทำเช่นนี้ ประชาชนก็จะเลิกทะเลาะกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ประชาชนก็จะหันมาสร้างโจทย์และเป้าหมายเพื่อการพัฒนาประเทศ พรรคการเมืองก็จะใช้เวลาไปศึกษาหาทางออกตามโจทย์เหล่านั้น ราษฎรก็ช่วยกันไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้ได้คนที่ตนไว้วางใจและชื่นชอบ ไหวไหมครับสำหรับเวลา 40 กว่าวันที่เหลืออยู่ ผมว่าเราเลิกพูดคนเดียวได้แล้ว หันหน้ามาพูดคุยกันเถอะครับ ภาษาเขามีไว้พูดและสื่อสารระหว่างกันครับ "

 

 

'จาตุรนต์' แนะสังคมคิดออกแบบกติกา ก่อนทำประชามติ

 

                          นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ว่า

 

                          " ขอขยายความเรื่องการทำประชามติหน่อยครับ การที่สังคมไทยกำลังอยู่ในวิกฤตจากความขัดแย้งแตกต่างทางความคิดอย่างมาก ชนิดเป็นคนละขั้ว คนละข้างกันอย่างชัดเจน ทำให้มีข้อเสนอจากหลายฝ่ายให้จัดให้มีการลงประชามติขึ้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้ก็ถูกปิดตายไปแล้ว จนเป็นไปไม่ได้ เมื่อการแก้รัฐธรรมนูญเป็นไปไม่ได้ การจะปฏิรูปการเมืองก็ดี ปฏิรูปประเทศก็ดี ก็จะเป็นไปไม่ได้ด้วย เพราะการปฏิรูปในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะปฏิรูปการเมือง ไม่อาจทำได้โดยไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญ

                          ศาลรัฐธรรมนูญ บอกไว้ว่า ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ควรจะลงประชามติเสียก่อน ความเห็นนี้ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญรองรับ แต่ถ้ามีการพยายามแก้รัฐธรรนูญทั้งฉบับอีก ศาลฯ ก็คงวินิจฉัยว่าทำไม่ได้อีก แม้แต่จะแก้บางมาตราศาลฯ ก็ไม่ให้ทำแล้วด้วย ดังนั้นถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญกันจริงๆ ก็คงต้องทำประชามติเสียก่อน ส่วนการที่สังคมไทยยังมีความเห็นต่างกันอย่างมากในเรื่องต่างๆ ที่จะปฏิรูปกันนั้น การลงประชามติ น่าจะเป็นวิธีที่เป็นประโยชน์อย่างมากวิธีหนึ่ง คือ ให้คนส่วนใหญ่ของประเทศมาช่วยกันคิด และช่วยกันตัดสิน แต่มีปัญหาอยู่ว่า กติกาเกี่ยวกับการลงประประชามติที่มีอยู่ในขณะนี้ ไม่เอื้อต่อการนำมาใช้แก้ปัญหาต่างๆ ที่สังคมกำลังต้องการจะแก้

                          ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการลงประชามติเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ มีแต่เรื่องที่รัฐบาลขอคำปรึกษา หรือเรื่องที่ต้องการให้เป็นที่ยุติ ซึ่งจะเอามาใช้สำหรับการแก้รัฐธรรมนูญโดยอนุโลมก็คงจะไม่ได้ ถ้าจะจัดให้มีการลงประชามติเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ ก็จะต้องแก้รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการทำประชามติเสียก่อน ปัญหาต่อมา คือ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติเกี่ยวกับการลงประชามติไว้ว่า ถ้าต้องการหาข้อยุติในเรื่องใด จะต้องมีเสียงสนับสนุนมากว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด ไม่ใช่เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ์เหมือนกติกาที่เคยใช้ในการทำประชามติเพื่อผ่านร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 หรือกติกาที่ใช้สำหรับการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร หรือการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนฯ กติกาเกี่ยวกับการลงประชามติที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะมีประโยชน์อยู่บ้างก็เพื่อให้รัฐบาลขอคำปรึกษาจากในบางเรื่อง แต่จะไม่เป็นประโยชน์ในกรณีที่ประชาชนต้องการให้มีข้อยุติในเรื่องสำคัญๆ โดยเฉพาะเรื่องที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ

                          ยกตัวอย่างว่า ถ้าจะมีการลงประชามติ ว่าจะให้มีสภาประชาชนแทนสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่ฝ่ายสนับสนุนสภาประชาชนจะได้เสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ซึ่งจะตกประมาณ 24 ล้านเสียง ที่เป็นเช่นนี้เพราะกติกานี้กำหนดให้ผู้ที่ไม่มาออกเสียงกลายเป็นฝ่ายคัดค้านสภาประชาชน ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับสภาประชาชนจึงแทบไม่ต้องทำอะไรก็ค้ัดค้านได้ง่ายๆ ด้วยการนอนอยู่กับบ้านเท่านั้นเอง ผมเห็นด้วยว่าควรนำเอาการลงประชามติมาใช้ในการแก้ปัญหารที่สังคมยังมีความเห็นต่างกันอยู่มาก รวมทั้งนำมาใช้เพื่อหาทางออกสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย และเพื่อเปิดทางให้เกิดการปฏิรูปประเทศ ที่หลายฝ่ายกำลังต้องการให้เกิดขึ้นได้ แต่ด้วยเหตุผลข้างต้น ผมจึงเห็นว่า หากจะทำเช่นนั้นสังคมไทยจำเป็นต้องมาช่วยกันคิดออกแบบกติกาสำหรับการลงประชามติให้ดีเสียก่อนครับ "