ข่าว

ตร.แนะเอาผิดเหลือบสังคมรุมทึ้งเด็กหัวโต

ตร.แนะเอาผิดเหลือบสังคมรุมทึ้งเด็กหัวโต

28 ม.ค. 2552

ตำรวจประสานเสียง แนะเหยื่อแจ้งความเอาผิดเหลือบสังคมรุมทึ้งเด็กหัวโต ทั้งพ่อแม่เด็ก-ผู้บริจาค ชี้ตรวจสอบไม่ยากแต่ต้องมีเจ้าทุกข์ หรือประสานศูนย์ประชาบดี พม.ช่วยอีกแรง

ความคืบหน้าเหลือบสังคมรุมทึ้งน้องปังปอนด์ หรือ ด.ช.ธันวา อินทร์จันทร์ เด็กพิการหัวโต วัย 2 ขวบ โดยทำทีเป็นยื่นมือเข้าช่วยเหลือขอรูปถ่ายจากครอบครัว นำไปตั้งกระทู้ขอรับบริจาคเงินผ่านอินเทอร์เน็ต ก่อนแจ้งกลับว่าได้เงินบริจาคกว่า 2 แสนบาท เตรียมนำมามอบให้พ่อแม่เด็ก แต่สุดท้ายกลับหายเข้ากลีบเมฆติดต่อไม่ได้ ตำรวจแนะนำเหยื่อทั้งพ่อแม่เด็กและผู้บริจาคแจ้งความเอาผิดตามกฎหมายฐานฉ้อโกง พ.ต.อ.ชาติชาย วรกุล ผู้กำกับการศูนย์สวัสดิภาพเด็กเยาวชนและสตรี (ผกก.ศดส.) เปิดเผยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นแบ่งผู้ได้รับความเดือดร้อนออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกคือ "ลอย อินทร์จันทร์" กับ "ปวีณา เล็กนิยม" พ่อและแม่ของน้องปังปอนด์และตัวน้องปังปอนด์เอง ที่ถูกนำชื่อไปแอบอ้างหากิน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียอับอาย ฝ่ายที่สองคือ ประชาชนที่หลงเชื่อตามกระทู้และฟอร์เวิร์ดเมล แล้วโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝาก ซึ่งผู้ที่กระทำมีความผิดในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์สิน พ.ต.อ.ชาติชาย บอกด้วยว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ พ่อแม่และตัวเด็กต้องไปแจ้งความดำเนินคดีต่อคนที่นำชื่อไปแอบอ้างหากิน จากนั้นพนักงานสอบสวนจะดำเนินการสืบสวนเพื่อเรียกตัวผู้กระทำมาสอบสวนหาข้อเท็จจริง เช่นเดียวกับผู้ที่โอนเงินเข้าบัญชีก็สามารถแจ้งความเอาผิดได้ด้วยเช่นกัน การสืบสวนจะเน้นไปที่ผู้กระทำได้รับเงินบริจาคไปจริงหรือไม่ หากไม่ได้ก็คงไม่สามารถเอาผิดได้ ด้าน พ.ต.ท.มนตรี เบ้าทอง พงส.(สบ 3) กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็กเยาวชนและสตรี (บก.ปดส.) กล่าวว่า หากมีการแจ้งความร้องทุกข์แล้ว เชื่อว่าจะสามารถตรวจสอบได้ไม่ยากนัก โดยจะตรวจสอบได้จากบัญชีเงินฝากที่ผู้กระทำทิ้งเอาไว้ให้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาคดีลักษณะนี้เกิดขึ้นน้อยมาก และไม่เคยมีคนร้องเรียนมาเข้า ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากผู้พิการเป็นคนด้อยโอกาส บางคนไม่มีความรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต จึงไม่ทราบว่าใครเอาชื่อของตัวเองไปแอบอ้างบ้าง อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายสามารถแจ้งความเอาผิดได้ใน 2 ข้อหา คือ ฉ้อโกงและทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ขณะที่นายศุภฤกษ์ หงษ์ภักดี ผู้อำนวยการศูนย์ประชาบดี 1300 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า ผู้เสียหายหรือใครที่ถูกกลุ่มมิจฉาชีพเอาเปรียบลักษณะนี้ สามารถร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์ประชาบดี หมายเลขโทรศัพท์ 1300 ศูนย์ประชาบดีจะประสานไปยังตำรวจ ปดส.เพื่อติดตามผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดเหตุลักษณะนี้มาก่อน ส่วนใหญ่จะรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็ก "ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือคนที่ถูกแอบอ้าง หากรู้เบาะแสหรือพบการกระทำลักษณะนี้อยู่ที่เว็บไซต์ไหน ควรตรวจสอบบ่อยๆ ถ้าปรากฏว่ามีคนแอบอ้างชื่อก็ควรชี้แจงข้อเท็จจริงให้คนที่ไม่รู้มาก่อนทราบ จากนั้นให้ไปแจ้งความกับตำรวจ" นายศุภฤกษ์ กล่าว ผู้สื่อข่าวสุ่มสำรวจทางอินเทอร์เน็ตตามเว็บบอร์ดต่างๆ พบว่ามีฟอร์เวิร์ดเมลและเว็บบอร์ดจำนวนหนึ่งได้ลงประกาศและส่งข้อความพร้อมรูปภาพเด็กหรือคนพิการ ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน จากการตรวจสอบพบว่าหลายรายเป็นผู้พิการหรือได้รับความเดือดร้อนที่มีตัวตนอยู่จริง ไม่ได้มีลักษณะนำรูปภาพผู้ด้อยโอกาสมาหากินเหมือนกับที่ครอบครัวน้องปังปอนด์ถูกหลอก อย่างเช่นกรณีของ "กิติกร" พนักงานเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง ที่ทำจดหมายลูกโซ่ขอรับบริจาคเงินนำไปรักษาบุตรชายวัย 4 ขวบ ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หัวหน้างานของกิติกรยืนยันว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และปัจจุบันได้ปิดบัญชีรับบริจาคไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากบุตรชายของกิติกรอาการดีขึ้นตามลำดับ ถึงกระนั้นก็ตามจดหมายลูกโซ่ฉบับดังกล่าวก็ยังมีการส่งต่อไปเรื่อยๆ หลายคนอาจจะยังไม่ทราบและประสงค์จะให้ความช่วยเหลือ มีติดต่อเข้ามาเป็นระยะๆ อย่างไรก็ดีหากผู้ต้องการบริจาคติดต่อไปตามหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้ แล้วมีคนต้องการเงินบริจาคก้อนนั้น สำหรับบุตรชายของกิติกรขอให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นกลุ่มมิจฉาชีพ