
ผลพวง'ยุบสภา'โครงการรัฐสะดุดหรือไปต่อ
เก็บตกผลพวง 'ยุบสภา' โครงการรัฐสะดุดหรือไปต่อ : ณัฐฎ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน
แม้ว่าภายหลังการประกาศยุบสภาของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" เพื่อลดกระแสความขัดแย้งอย่างรุนแรงทางการเมือง และการเดินไปสู่การ "เลือกตั้ง" ครั้งใหม่ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ดูเหมือนจะยังไม่ใช่คำตอบ หรือทางออกของปัญหา จะยังคงทำหน้าที่เป็นรัฐบาลรักษาการอยู่ แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถผลักดันนโยบาย หรือมาตรการต่างๆ ได้ จึงส่งผลให้แผนงานที่จะดำเนินการ และกฎหมายบางฉบับต้องหยุดชะงักตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม หากเป็นเพียงระยะสั้นๆ คงไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมมากนัก แต่หากว่างเว้นไปนาน ในส่วนเศรษฐกิจก็ถือว่า อาจเดินไปสู่ "จุดเสี่ยง" และจากการสำรวจพบว่ามีหลายนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ต้องชะลอลง และบางแผนงานอาจต้องหยุดพับไว้ก่อน
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแท้ง
"การเบิกจ่ายและการลงทุนล่าช้า ก็น่าห่วง แต่ที่ห่วงมากกว่าคือ การมีหรือไม่มีรัฐบาล เพราะถือเป็นกลไกสำคัญ หากมีรัฐบาลและมีกลไกการทำงาน เศรษฐกิจก็สามารถเติบโตได้ ธปท. อยู่ด่านหลัง เราก็อาจทำหน้าที่คัดท้ายได้แค่ชั่วคราว แต่การทำงานของรัฐถือเป็นกลไกสำคัญในระบบเศรษฐกิจ หากกลไกนี้ไม่ทำงาน ก็เป็นจุดเสี่ยงของเศรษฐกิจได้” นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุ
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การประกาศยุบสภาทำให้แผนการศึกษามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างชาติ การส่งเสริมการจ้างงานให้แก่ผู้ประกอบการ การส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมที่จำเป็น รวมทั้งการฟื้นฟูการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองของรัฐบาลต้องชะงักลงไปด้วย แต่เนื่องจากเพิ่งรับนโยบายมาไม่นานจึงยังไม่มีการกำหนดรายละเอียดของมาตรการแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ สศค.ยังคงทำงานไปตามปกติ รวมทั้งการศึกษามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเตรียมไว้ให้รัฐบาลชุดใหม่ได้นำไปใช้ได้ทันท่วงที แต่คงต้องขึ้นอยู่กับว่าการชุมนุมยุติเมื่อไร หากมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่เข้ามาอย่างช้าเดือนมีนาคมหรือเมษายนก็ยังไม่สายเกินไปที่จะใช้มาตรการดังกล่าว โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหากจะมีเพิ่มเติม นอกเหนือจาก 20 มาตรการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจที่เดินหน้ามาต่อเนื่องนั้น คงไม่มีมาตรการภาษี เพราะที่ผ่านมา มีการใช้ไปมากแล้ว
“ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการเมืองไทยจะไปทางไหน เพราะการชุมนุมยังไม่ยุติ แต่ในแง่ของการทำงานของข้าราชการต้องเดินหน้าต่อไป ซึ่งจริงๆ แล้วรัฐบาลรักษาการสามารถเสนอมาตรการหรือนโยบายใหม่ๆ ได้หากเห็นว่าสำคัญจำเป็นเร่งด่วน แต่ต้องเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. พิจารณาและตัดสินว่าทำได้หรือไม่” นายสมชัยกล่าว
ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสะดุด
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้รัฐบาลตั้งความหวังไว้มาก ว่าเม็ดเงินลงทุนจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 2 ล้านล้านบาท จะอัดฉีดเงินเข้าระบบในปี 2557 ได้ราว 1.4-1.6 แสนล้านบาท ซึ่งน่าจะเป็นไปได้ยากแล้ว เพราะต้องรอศาลรัฐธรรมนูญตีความ และยังต้องทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยรัฐบาลใหม่ต้องเป็นผู้เสนอ และหากไม่สามารถเลือกตั้งได้การลงทุนก็จะยิ่งลากยาวออกไป ก็แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจตามมาด้วย ดังนั้น ในปีหน้าปัจจัยทางการเมืองจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สุดสำหรับเศรษฐกิจไทย
“หากมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่ก็เชื่อว่าการลงทุน 2 ล้านล้าน จะได้รับการผลักดันต่อ เพราะเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว แต่กว่าจะชัดเจนอย่างเร็วก็น่าจะเป็นช่วงเดือนมีนาคมหรือเมษายน” นายสมชัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเดินหน้าทำอีไอเอและเอชไอเอต่อไปได้ แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ถือว่างานได้กระจายไปสู่ส่วนราชการแล้วไม่จำเป็นต้องใส่เกียร์ว่าง และหากเกิดปัญหาไม่สามารถเดินหน้าได้สามารถนำผลศึกษาดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ได้ โดยนำโครงการมาบรรจุในงบประมาณปี 2558 ต่อไป ซึ่งสามารถกู้ชดเชยขาดดุลได้ปีละ 20% ของวงเงิน และยังมีการกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอีก 10% ของวงเงินงบประมาณ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยใช้วงเงินดังกล่าว เพียงแต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอาจต้องใช้เวลานานขึ้น
อย่างไรก็ตาม สศค.อยู่ระหว่างรวบรวมงานที่คั่งค้าง หรือที่ตกไป และต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ หากมีรัฐบาลใหม่เข้ามา โดยเบื้องต้นพบว่ามีกฎหมายหลายฉบับที่สำคัญต้องตกไป เช่น พ.ร.บ.ธุรกิจบัตรเครดิต ที่เสนอเข้าสภาวาระ 2 แล้วก็ต้องตกไป พ.ร.บ.หลักทรัพย์ที่เสนอให้เพิ่มโทษทางแพ่งนอกเหนือจากโทษทางอาญา อยู่ระหว่างนำเสนอเข้าครม.ต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ ส่วนการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติที่กำลังจะเสนอให้ยกเลิกตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็เสนอเข้า ครม.ไม่ทัน ทำให้คาราคาซังอยู่ เพราะถือว่ามีผลทางกฎหมาย ขณะที่การจัดตั้งนิติบุคคลปล่อยกู้ให้รายย่อย หรือ นาโนไฟแนนซ์เพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ไม่ถือเป็นนโยบายใหม่เพราะไม่ต้องออกกฎหมายหรือใช้งบประมาณภาครัฐ และเป็นมาตรการที่ดี ต้องหารือกับรมว.คลังก่อนว่าจะให้เดินหน้าต่อไปหรือไม่
สบน.เล็งปรับแผนกู้เงินปีหน้า
นายสุวิชญ โรจนวานิช รองผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวในทำนองเดียวกันว่า การดำเนินงานทางปฏิบัติของโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท สามารถเดินหน้าต่อได้ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการลงทุนโครงการที่มีความจำเป็นต่อประเทศ เพราะแม้ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านจะไม่ถูกผลักดันต่อ ก็สามารถปรับการลงทุนมาเป็นโครงการปกติในงบประมาณได้ แต่หากเป็นพรรคเดิมเข้ามาคงสานต่อ เพียงแต่โครงการจะมีความล่าช้าออกไปเป็นเกือบกลางปีหน้า
”ระหว่างนี้ สบน.จะพับแผนกู้เงินไว้ก่อน และในปี 2557 ที่กำหนดจะกู้เงินใน 2 ล้านล้าน ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท อาจต้องปรับแผนเงินกู้ใหม่เช่นกัน เพราะคงใช้เงินไม่ถึง รวมถึงการกู้เงินลงทุนบริหารจัดการน้ำด้วย แม้พ.ร.ก.จะผ่านสภาและคัดเลือกเอกชนเข้ามาดำเนินโครงการแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนามกับบริษัทเอกชน และขอเบิกเงินกู้ในรายโครงการไม่ได้เช่นกัน คงต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาสานต่อ ระหว่างนี้คงทำได้แค่เดินหน้าทำประชาพิจารณ์เท่านั้น ส่วนที่ผ่านมาก็ใช้เงินที่ไม่เกี่ยวกับโครงการไปแล้วประมาณ 2 หมื่นล้านบาทแต่ผลของการทำสัญญากู้เงินยังคงอยู่” นายสุวิชญกล่าว
ด้านนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ระหว่างนี้หากจะดำเนินมาตรการใดๆ คงต้องหารือกับ กกต. ก่อนว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้เข้าข่ายการหาเสียงและผิดกฎหมายการเลือกตั้ง โดยจะทำสิ่งที่ใช้อำนาจปลัดกระทรวงการคลังทำได้ไปก่อน เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ส่วนของงานปกติกระทรวงการคลังยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยเฉพาะการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณปี 2557 ให้เป็นไปตามเป้าหมายซึ่งไตรมาสแรกน่าจะได้ใกล้เคียงกับที่ตั้งเป้าไว้ 6 แสนล้านบาทรวม ทั้งการจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2558 ก็น่าจะเดินหน้าต่อไปได้
จำนำข้าวเดินหน้าทุลักทะเล
นายรังสรรค์กล่าวอีกว่า ในส่วนของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิต 2556/2557 ทั้งนาปีและนาปรังนั้น ครม.ได้อนุมัติวงเงินไว้ 2.7 แสนล้านบาท โดยรอบแรกให้เริ่มแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2557 ถือว่าเป็นนโยบายต่อเนื่องที่ยังสามารถเดินหน้าได้ ในส่วนที่ชาวนาได้รับใบประทวนแล้วรอการเบิกจ่ายเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แต่โครงการทั้งหมดคงต้องรอดูความชัดเจนอีกครั้ง
“นโยบายจำนำข้าวที่ดำเนินการอยู่ ถือว่าเกษตรกรได้เข้าสู่โครงการก่อนที่รัฐบาลจะประกาศยุบสภา และเป็นภาระผูกพันตามนโยบายที่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนโครงการในอนาคตจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่จะตัดสินใจ” นายรังสรรค์กล่าว
สอดคล้องความเห็นของนายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่ยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวยังดำเนินการได้ต่อไป แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศยุบสภา เพราะได้รับการอนุมัติจากครม. มาแล้ว จึงไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีรอบแรกที่จะสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ต้องทำต่อไปให้จบ ส่วนการรับจำนำข้าวรอบสองก็คงต้องรอว่า ครม.ใหม่จะมีมติอย่างไร แต่เป็นห่วงว่าการระบายข้าวอาจสะดุด เพราะไม่แน่ใจว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะเซ็นอนุมัติได้หรือไม่
ขณะที่นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุว่า ธ.ก.ส.ยังคงเดินหน้าจ่ายเงินตามใบประทวนที่เกษตรกรยื่นตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลผลิต 2556/57 ซึ่งมีการออกในประทวนแล้วปริมาณข้าว 5.5 ล้านตัน เป็นเงินประมาณ 9 หมื่นล้านบาท แต่ ธ.ก.ส.ต้องทยอยจ่ายเงินตามลำดับที่ชาวนาแจ้งรายชื่อไว้ ซึ่งจนถึงวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา จ่ายไปทั้งสิ้น 1.7 หมื่นล้านบาท โดยสาเหตุที่ล่าช้าไม่ได้เป็นผลมาจากรัฐบาลยุบสภา แต่เป็นเพราะเงินที่ใช้ได้ยังมีจำกัดและน้อยกว่าใบประทวนที่ยื่นเข้ามา จึงต้องดูแลไม่ให้เกินกรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาทตามมติครม.เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2556
“ตอนนี้มีเงินเหลือใช้ 2.6 หมื่นล้านบาท หลังจากหักส่วนที่เกิน 5 แสนล้านบาทไป 1.8 แสนล้านบาทแล้ว โดยเป็นเงินที่มาจากการขายข้าว 1.62 แสนล้านบาท และงบประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท ระหว่างนี้รอเงินที่กระทรวงพาณิชย์ขอเบิกจ่ายเงินเพิ่มเติมจากสำนักงบประมาณในโครงการข้าวถุงธงฟ้าอีกประมาณ 7,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้สัปดาห์นี้และเงินขายข้าวที่จะส่งมาภายในเดือนธันวาคมนี้ 6,000 ล้านบาท รวมจะมีเงินเข้ามาเพิ่ม 1.2-1.3 หมื่นล้านบาท”
สำหรับสาเหตุที่ ธ.ก.ส.ไม่สามารถสำรองสภาพคล่องไปก่อนได้ แม้ว่าจะมีสภาพคล่องสูงถึง 1.8 แสนล้านบาท เนื่องจากไม่มีมติ ครม.รองรับ และหากกระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถส่งเงินระบายข้าวเข้ามาเพิ่มเติม กระทรวงการคลังก็อาจต้องจัดหาเงินกู้มาให้ก่อน ซึ่งยังมีกรอบวงเงินที่กู้ได้อีก 4.5 หมื่นล้านบาท โดยมองว่าในทางปฏิบัติน่าจะดำเนินการได้ เพราะเป็นวงเงินเดิมที่บรรจุอยู่ในแผนก่อนหนี้สาธารณะปีนี้อยู่แล้ว แต่คงต้องหารือกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ว่าดำเนินการได้หรือไม่ ส่วนการขยายกรอบการดำเนินงานมากกว่า 5 แสนล้านบาทในช่วงนี้น่าจะเป็นไปได้ยากเช่นกัน
“ระหว่างนี้ ธ.ก.ส.ไม่ได้หยุดจ่ายเงิน น่าจะมีการจ่ายได้ประมาณสัปดาห์ละ 2,000 ล้านบาท ตามลำดับ ก่อนหลังที่เกษตรกรมาแจ้งชื่อไว้ อย่างน้อยต้องหาทางทำโครงการรอบแรกตามมติครม.ให้จบก่อน โดยน่าจะใช้เงินรวม 1.5 แสนล้านบาท ส่วนของรอบสองข้าวนาปรังอีก 1.2 แสนล้านบาทนั้น ต้องให้รัฐบาลใหม่ตัดสินใจต่อไปว่าจะเดินหน้าตามมติครม.และกขช.หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร” นายลักษณ์กล่าว
-------------------------
(เก็บตกผลพวง 'ยุบสภา' โครงการรัฐสะดุดหรือไปต่อ : ณัฐฎ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน)



