
'WALK WAY'ทางเดินเพื่อผ้าขาวแดนใต้
'WALK WAY'ทางเดินเพื่อผ้าขาวแดนใต้ : สุพิชฌาย์ รัตนะรายงาน
ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ นอกจากก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนทำให้การพัฒนาชะงักลงเท่านั้น แต่ยังมีบรรดาเยาวชนและเด็กๆจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในพื้นที่
เหตุการณ์เมื่อค่ำวันที่ 11 ธันวาคม ด.ช.มูซา สะแอ วัยเพียงแค่ 2 ขวบ ต้องประสบชะตากรรม ถูกยิงจนลำไส้ทะลัก จากเหตุรุนแรงที่คนร้ายยิงสังหารนายมะนูซี สะแอ ผู้เป็นบิดา และเป็นอดีตทหารพราน ขณะนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของพ่อ และต่อมานายมะนูซีเสียชีวิตลง ทำให้เด็กน้อยผู้นี้ต้องกลายเป็นกำพร้าพ่อ ขณะเดียวกันแพทย์ได้ผ่าตัดช่วยชีวิตหนูน้อยจนพ้นขีดอันตราย และต้องนอนรักษาอาการอยู่ในห้องไอซียู โรงพยาบาลปัตตานี โดยมีแม่ คือ ซอบรียาห์ สะแอ วัย 31 ปี ครูโรงเรียนเทศบาล 3 บ้านปาตาตีมอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เฝ้าดูแลลูกชายอย่างใกล้ชิด
และยังมีเยาวชนในจังหวัดชายแดนใต้อีกมากที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทั้งที่เด็กเหล่านั้นต่างมีความปรารถนาในการเล่าเรียนศึกษาเพื่อพัฒนาตัวเองและก้าวไปสู่อนาคต ดังนั้นความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำให้มีประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นในการปกป้องได้
กระนั้นก็ตาม...คำกล่าวที่ว่าไว้ "หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ" คงจะไม่มีใครกล้าปฏิเสธกฎความจริงแห่งชีวิตนี้ได้ ทุกอย่างกว่าจะก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ต้องพานพบกับอุปสรรค และความยากลำบากมาก่อนทั้งสิ้น
เฉกเช่นเดียวกันกับทางเดินสู่รั้วโรงเรียนของสถานศึกษาของผ้าขาวในดินแดนปลายด้ามขวาน ณ วันนี้ ที่ต้องผจญปัญหานานัปการกว่าจะย่างเท้าถึงประตูห้องเรียน ด้วยเพราะสภาพพื้นที่โรงเรียนหลายแห่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ จึงต้องเผชิญปัญหาความไม่ปลอดภัยจากผลพวงความไม่สงบมาอย่างต่อเนื่อง
อุปสรรคของการศึกษาที่ไม่ได้รับความสะดวกสบาย ทำให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) โดยศูนย์สันติสุขเล็งเห็นความสำคัญ จึงเดินหน้าหาทางอำนวยความสะดวกจูงใจให้สถานศึกษาและนักเรียนได้เรียนอย่างมีความสุข ด้วยโครงการ "WALK WAY" ขึ้นมาสนับสนุนการศึกษาและสร้างกระบวนการความร่วมมือระหว่างชุมชน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและสถาบันการศึกษาให้มีความแนบแน่นมากขึ้น
พ.อ.วงศ์รัษฎ์ ศรีจันทร์ เสนาธิการศูนย์สันติสุข กอ.รมน.ภาค 4 สน. เล่าให้ฟังว่า โครงการ WALK WAY เป็นการจัดทำเส้นทางเดินเท้าภายในที่พักเด็กนักเรียนของโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจสันติสุข โดยเฉพาะโรงเรียนปอเนาะที่มีการจัดการในลักษณะโรงเรียนกินนอนที่สร้างที่พักไว้รองรับนักเรียนให้เข้าถึงการศึกษามากที่สุดเป็นการลดค่าใช้จ่ายผู้ปกครองอีกทางหนึ่ง
แต่ด้วยข้อจำกัดโรงเรียนที่ยากจนจึงอยู่ห่างไกลคำว่า "พร้อม" ทั้งด้านงบประมาณ และสาธารณูปโภคทำให้ความเป็นอยู่ต้องเป็นไปในลักษณะเรียนรู้ชีวิตคลุกฝุ่น โดยเฉพาะเมื่อยามฝนพร่ำการก้าวเท้าออกจากที่พักสู่ห้องเรียนจึงกลายเป็นเรื่องที่แสนยากลำบาก
"สภาพเด็กนักเรียนเสื้อผ้ามอมแมมและรองเท้าที่ไร้สภาพ เป็นภาพชินตาของโรงเรียนปอเนาะในยามหน้าฝน เพราะไม่ว่าจะแต่งตัวพร้อมและดีเพียงใด แต่คราใดที่ก้าวออกจากบ้านพักต้องเดินลุยและย่ำเท้าอยู่ในร่องน้ำหรือโคลนก็ไม่ปาน คือจุดเริ่มต้นการสร้างทางเดิน หรือ WALK WAY ให้น้องได้เดินสะดวกมากขึ้น" เสนาธิการศูนย์สันติสุข ระบุ และว่า ยังเป็นเส้นทางที่สร้างความปลอดภัยให้แก่เยาวชนด้วย
ปัจจุบันได้เริ่มนำร่องสร้างทางเดินตามโครงการ WALK WAY จะเป็นถนนคอนกรีตมาตรฐานหนา 8 เซนติเมตร ลัดเลาะจากที่พักไปยังอาคารเรียนและสถานที่สำคัญ โดยมีโรงเรียน 9 แห่ง (นราธิวาส 3, ยะลา 3, ปัตตานี 2, สงขลา 1) ได้แก่ โรงเรียนส่งเสริมศาส์น ต.ตันหยงดาลอ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี, โรงเรียนศาลาฟี ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี, ปอเนาะอิสลาฮุดดิน ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา
โรงเรียนมะฮัดดะวะห์อิสลามียะห์ ต.ตะโล๊ะหะลอ อ.รามัน จ.ยะลา, โรงเรียนมะอาหัดอิสลามิยะห์ ต.บาลอ อ.รามัน จ.ยะลา, โรงเรียนผดุงศีลวิทยา ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา, โรงเรียนอิสลามบูรพา ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส, โรงเรียนประทีปวิทยา ต.มะรือโบตก อ.ระแงะ จ.นราธิวาส และโรงเรียนดารุลฮิกมะห์ ต.กาลิซา อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
"การสร้างทางเดินเล็กสังคมภายนอกอาจมองเป็นเรื่องไม่สำคัญ หากเมื่อเป็นคนในพื้นที่ชายแดนใต้แล้ว นี่คือเส้นทางสายสำคัญที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผ้าขาวให้มุ่งหน้าสู่เส้นทางสายความรู้" พ.อ.วงศ์รัษฎ์ กล่าว
ด้านผู้บริหารโรงเรียนมะฮัดดะวะห์อิสลามียะห์ อ.รามัน จ.ยะลา รายหนึ่ง กล่าวถึงความร่วมมือกันในครั้งนี้ว่า ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญมีความสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับเส้นทางของเด็กนักเรียนที่ต้องเดินทางมายังสถานศึกษา เพราะวันนี้ถนนหนทางยังเป็นทั้งดินลูกรังที่พร้อมเป็นเวิ้งน้ำทุกครั้งเมื่อถึงหน้า ส่งผลให้นักเรียนไม่อยากลุยโคลน หรือย่ำเท้าฝ่าดินเลนมาเรียน
วันนี้ "WALK WAY" จึงไม่ใช่เป็นผลดีต่อโรงเรียนเท่านั้น ยังเป็นผลดีต่อคุณภาพชีวิตเด็กและคุณภาพการศึกษาของเยาวชนอย่างมากด้วย
เช่นเดียว "วันบูกิส" นักเรียนปอเนาะอิสลาฮุดดิน ที่แสดงความดีใจที่ทราบว่าจะมีทางเดินที่ปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะหนทางที่ทอดยาวไปถึงโรงเรียนย่อมทำให้ใครๆ ก็อยากไปโรงเรียน
การมอบความสุขให้ผู้คนปลายด้ามขวาน ไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการขนาดใหญ่มูลค่าสูงเฉียดล้าน เพียงแค่ถนนสายเล็กๆ ให้เด็กเดินสบาย แค่นี้ก็ถือเป็นการส่งความสุขที่ดีอีกมุมหนึ่ง
เด็กเหยื่อไฟใต้-ก่อนจะสายไป
"ลูกชอบให้นอนกอดด้วยกันตลอด เราไม่เคยห่างกัน เห็นหน้าเขาแล้วสงสาร ลูกบอกว่าเจ็บ หมอต้องมัดมือไว้ เพราะกลัวเขาไปแกะสารพัดสายที่ใส่ไว้ (สายส่งอาหาร เครื่องช่วยหายใจ) ตอนนี้ยังเข้าเยี่ยมได้บางเวลา แต่เฝ้าในห้องไม่ได้ เพราะต้องรอดูอาการให้ปลอดภัยก่อน"
เป็นเสียงของ ซอบรียาห์ สะแอ วัย 31 ปี ครูโรงเรียนเทศบาล 3 บ้านปาตาตีมอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ที่กล่าวขณะก้มลงกอดลูกชายตัวน้อยบนเตียงคนไข้ เพื่อกล่อมให้หลับและลืมความเจ็บปวดด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ
ลูกชายของ ซอบรียาห์ ชื่อ มูซา อายุแค่ 2 ขวบ แต่ถูกยิงขณะที่คนร้ายรัวกระสุนสังหารบิดา คือ มะนูซี สะแอ อดีตทหารพราน ขณะนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ที่บิดาเป็นคนขับ เธอเพิ่งจัดการศพสามีเสร็จตามพิธีกรรมทางศาสนา เธอต้องเก็บกดความเศร้าโศกเอาไว้ เพราะยังมีลูกชายวัย 2 ขวบอีกคนที่ต้องดูแล
ซอบรียาห์ แต่งงานกับ มะนูซี เมื่อปลายปี 2553 มีลูกด้วยกัน 1 คน คือ มูซา เมื่อปลายปี 2554 ชีวิตที่ผ่านมาของเธอและมะนูซีมีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยมาก ด้วยอาชีพทหารพรานของสามีที่ได้พักกลับบ้านเดือนละครั้งเดียว ครั้งละแค่ 6-7 วัน ทำให้ ซอบรียาห์ ใกล้ชิดกับลูกมากเป็นพิเศษ เพราะต้องอยู่ด้วยกันสองคนเกือบตลอด กระทั่ง 3 เดือนที่ผ่านมานี้เอง มะนูซีตัดสินใจลาออกจากการเป็นทหารพราน แล้วกลับไปอยู่บ้านกับลูกเมีย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ ซอบรียาห์ บอกว่าดีที่สุดในชีวิต
"บ้านของเรากำลังจะสร้างเสร็จ เขาตัดสินใจลาออกหลังจากที่ขอร้องให้ออกมานาน ให้กลับมาอยู่บ้านกับลูกเมีย ดูแลลูก เขาทำงานบ้านได้ทุกอย่าง ยกเว้นรีดผ้าที่เขาบอกว่าไม่ชอบเลย ส่วนฉันเป็นครู ไปสอนหนังสือทุกวัน กลับมาจากทำงาน สามีจะทำของกินรอไว้ เป็นช่วงเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกันอย่างเต็มที่หลังจากแต่งงานกันมา มูซาก็เริ่มปรับตัว ติดพ่อ เวลาพ่อจะไปละหมาดที่มัสยิดเขาจะร้องตามไปด้วย พ่อก็พาไปโน่นไปนี่ ชีวิตกำลังจะลงตัว แต่เขาก็มาจากไปเสียก่อน"
"มูซา" ไม่ใช่เด็กคนแรกที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีสถานการณ์ความไม่สงบยืดเยื้อยาวนานเกือบ 10 ปีเต็ม ที่ผ่านมามีเด็กและเยาวชนถูกลูกหลงจากความรุนแรงรูปแบบต่างๆ จำนวนไม่น้อย ทั้งกระสุนปืนและสะเก็ดระเบิด บางคนยังเป็นเจ้าชาย-เจ้าหญิงนิทรา บางคนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจไปตลอดชีวิต แต่ดูเหมือนหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยังให้ความสำคัญกับปัญหานี้น้อยมาก
ศุภวรรณ พึ่งรัศมี ประธานธาดานุสรณ์ องค์กรแห่งการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวจังหวัดชายแดนใต้ กล่าวว่า ในพื้นที่ขณะนี้จะเห็นได้ว่ามีข่าวเด็กได้รับผลกระทบจากความรุนแรงเยอะมาก แต่ไม่มีหน่วยงานไหนลงมาทำงานเรื่องเด็กโดยตรง ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลที่ชัดเจน มีแต่ข้อมูลของผู้ใหญ่ ทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเลขเด็กที่ได้รับผลกระทบจนถึงขณะนี้มีเท่าไร
"แต่ทุกคนรู้ว่ามีเด็กที่ประสบปัญหาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านจิตใจ การวางตัวในสังคม เพราะอย่าลืมว่าเด็กที่ประสบความรุนแรง จะมีปัญหาพอสมควร โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ สมาธิ จากเด็กที่ตั้งใจเรียนเมื่อพบความรุนแรงจะกลายเป็นเด็กที่ไม่ตั้งใจเรียนเลย"
"เด็กหลายคนต้องสูญเสียพ่อหรือแม่หรือทั้งสองคนจากเหตุรุนแรง เรื่องแบบนี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตของเด็กในพื้นที่เป็นอย่างมาก และเด็กบางคนกลายเป็นเด็กพิการ บางคนยังมีลูกกระสุนฝังในตัว เพราะยังผ่าไม่ได้ เนื่องจากอายุยังน้อยต้องอายุ 9 ขวบถึงจะผ่าได้ อย่างนี้เป็นต้น"
ศุภวรรณ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ลอบยิงอดีตทหารพราน อย่างกรณีของมูซา ถ้าผู้ใหญ่ไม่รู้จักวิธีเยียวยาเด็ก ต่อไปเด็กอาจแสดงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปได้หลายแบบ เช่น โยเย ร้องไห้ หวาดกลัว เกาะติดแม่ไม่ปล่อย ซึ่งเป็นพฤติกรรมของเด็กเวลาที่รู้สึกไม่ปลอดภัย แต่เด็กกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมมากกว่าปกติ หากผู้ดูแลไม่เข้าใจก็จะรู้สึกรำคาญ เมื่อรำคาญก็ทำให้เด็กไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นปลอดภัย เด็กจะเกิดความด้านชา ฉะนั้นผู้ใหญ่ที่เข้าไปดูแลเด็กในส่วนนี้ต้องเข้าใจพัฒนาการของเด็ก เข้าใจพฤติกรรม หลังจากเด็กเจอบาดแผลในชีวิต ต้องคอยประคับประคองให้เด็กยืนหยัดในสังคมให้ได้
"เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น โดยมากจะส่งผลกระทบกับเด็กทันที ไม่ว่าจะเป็นการคบเพื่อน การปรับตัว การมองโลก การยืนอยู่ในสังคม บาดแผลในใจจะไปปิดกั้นความคิดดีๆ ของเด็ก จริงอยู่ว่าเวลาจะช่วยทำให้บาดแผลตามร่างกายหายไปได้ แต่บาดแผลข้างในใจยังคงอยู่ ยิ่งเมื่อไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง พฤติกรรมก็จะแสดงออกด้วยการใช้ความรุนแรง เห็นได้จากเด็กผู้ชายเมื่อสูญเสียผู้นำในครอบครัว ก็จะหันไปคบเพื่อน ไปติดยา ซึ่งถ้าครอบครัวไม่เข้มแข็ง ก็จะไม่สามารถควบคุมห้ามปรามเด็กได้เลย"
"ฉะนั้นทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงแนวทางที่มีหน่วยงานรัฐเข้าไปดูแล ติดตามต่อเนื่องอย่างชัดเจน แต่กลับไม่มีหน่วยงานที่ดูแลด้านเด็กโดยตรง ซึ่งต้องเร่งแก้อย่างจริงจัง ก่อนที่จะสายเกินไป" ศุภวรรณ กล่าวตอนท้าย
---------------------
(หมายเหตุ : 'WALK WAY'ทางเดินเพื่อผ้าขาวแดนใต้ : สุพิชฌาย์ รัตนะรายงาน)



