ข่าว

ภาษีก็อยากลด กำไรก็อยากได้

ภาษีก็อยากลด กำไรก็อยากได้

15 ธ.ค. 2556

ภาษีก็อยากลด กำไรก็อยากได้ : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

                     กลายเป็น “ปกติ” ไปแล้วสำหรับมนุษย์เงินเดือน ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ที่จะต้องวางแผนลดหย่อนภาษีโดยใช้กลไกและเครื่องมือที่กฎหมายกำหนดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นเงินบริจาค ค่าเบี้ยประกันชีวิต ดอกเบี้ยผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน รวมถึงการลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ)
 
                     เคยมีคนถามว่า ระหว่างกองทุนหุ้นระยะยาว กับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ จะลงทุนแบบไหนดีกว่ากัน เคยตอบไปว่า จริงๆ ก็ดีเหมือนกันนั่นแหละ เพราะต่างก็เป็นการลงทุนเพื่อเตรียมสำหรับ “วัยเกษียณ” แต่ทั้งสองประเภทมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน เนื่องจากกองทุนหุ้นระยะยาวหรือแอลทีเอฟนั้น อาจพูดได้ว่า เป็นการลงทุนระยะสั้น (กว่า) เพราะสามารถขายคืนได้เมื่อครบกำหนดลงทุน 5 ปี ขณะที่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรืออาร์เอ็มเอฟนั้น จะสามารถขายคืนได้ (โดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี) ก็ต่อเมื่อลงทุนต่อเนื่อง 5 ปีและผู้ลงทุนมีอายุครบ 55 ปี 
 
                     หมายถึงถ้าผู้ลงทุนเริ่มลงทุนตอนอายุ 20 ปี ถ้าลงทุนในแอลทีเอฟ พออายุ 25 ปีหรือครบ 5 ปีก็ขายคืนได้ แต่ถ้าลงทุนในอาร์เอ็มเอฟ ต้องลงทุนถึงอายุ 55 ปี หมายถึงต้องลงทุนนานถึง 35 ปีจึงจะขายคืนได้ ถ้ามองว่า นานเกินไป ก็ต้องมองกลับกันว่า อาร์เอ็มเอฟนั้นสร้างวินัยการลงทุนขั้นเทพให้กับเราเลยทีเดียว
 
                     ใครที่ยังไม่เคยรู้จักหรือลงทุนผ่านแอลทีเอฟหรืออาร์เอ็มเอฟ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน หรือลองสืบค้นข้อมูลเบื้องต้นจากเว็บไซต์ต่างๆ ก็ได้ ซึ่งจริงๆ “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ก็เคยนำเสนอหลายครั้งแล้ว
 
                     ที่จะเพิ่มเติมในวันนี้ คือ การลงทุนในกองทุน (เน้นที่แอลทีเอฟ ซึ่งใช้เวลาลงทุนสั้นกว่า) นั้น นอกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผู้ลงทุนใช้ในการตัดสินใจลงทุน ก็คือ เรื่องของ “ผลตอบแทน” หมายถึง “ส่วนต่าง” ของราคาซื้อและราคาขายหน่วยลงทุนในวันที่ครบกำหนด และเราสามารถขายคืนได้
 
                     และเพราะแอลทีเอฟ เป็นการลงทุนที่เน้นลงทุนในหุ้น (เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า กองทุนหุ้นระยะยาว) การคาดหวังผลตอบแทนจึงอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ ดังนั้น “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ฉบับวันนี้ จึงขอนำเสนอเรื่องราวของ 10 กองทุนแอลทีเอฟที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องบอกก่อนว่า ปีนี้ไม่ใช่ปีที่ดีนักของ “หุ้น” ส่งผลให้ผลตอบแทนของกองทุนในปีนี้ไม่สูงมากนัก ลองดูว่า 10 อันดับกองทุนแอลทีเอฟที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2556 มีอะไรบ้าง 
 
                     1.กองทุนเปิด Big Cap ปันผล หุ้นระยะยาว ของ บลจ.ยูโอบี ผลตอบแทนอยู่ที่ 13.02% 
 
                     มีนโยบายมุ่งเน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดรวมมากกว่า 2% เมื่อเทียบกับมูลค่าของตลาดหลักทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการดี และมีแนวโน้มการเจริญเติบโตในอัตราสูง
2.กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวอิควิตี้ ของ บลจ.กรุงศรี ผลตอบแทนอยู่ที่ 10.30%
 
                     กองทุนจะนำเงินลงทุนส่วนใหญ่ไปลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจสูงหรือมีปัจจัยพื้นฐานดี
 
                     3.กองทุนเปิดบรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว ของ บลจ.ยูโอบี ผลตอบแทนอยู่ที่ 9.80%
 
                     มุ่งเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี รวมถึงมีปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการดี และมีแนวโน้มการเจริญเติบโตในอัตราสูง
 
                     4.กองทุนเปิดธนชาตหุ้นระยะยาวปันผล ของ บลจ.ธนชาต ผลตอบแทน 9.75%
 
                     กองทุนจะลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยจะมุ่งเน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี
 
                     5.กองทุนเปิด แวลูพลัส ปันผล หุ้นระยะยาว ของ บลจ.ยูโอบี ผลตอบแทน 8.35%
 
                     กองทุนเปิด แวลูพลัส ปันผล หุ้นระยะยาว เป็นกองทุนที่มีนโยบายที่จะเน้นการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะคัดเลือกบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการดี มีแนวโน้มการเติบโตที่สม่ำเสมอ และมีเสถียรภาพทางการเงิน
 
                     6.กองทุนเปิด แมนูไลฟ์ สเตร็งค์ คอร์ หุ้นระยะยาว ของ บลจ.แมนูไลฟ์ ผลตอบแทน 7.79%
 
                     เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียน ผลตอบแทนของตราสารดังกล่าวอ้างอิงกับผลตอบแทนของหุ้น หรือกลุ่มหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ในดัชนี SET 50 และอาจลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งผลตอบแทนของตราสารดังกล่าวอ้างอิงกับผลตอบแทนของหุ้น หรือกลุ่มหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่นอกดัชนี SET 50 
 
                     7.กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวปันผล 70/30 ของ บลจ.กรุงศรี ผลตอบแทน 7.52%
 
                     กองทุนมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเน้นลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลดีเป็นลำดับแรก และหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดต่ำถึงปานกลางเป็นลำดับถัดไป
 
                     8.กองทุนเปิดภัทร หุ้นระยะยาวปันผล ของ บลจ.ภัทร ผลตอบแทน 7.37%
 
                     กองทุนดังกล่าวจะลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอหรือหุ้นที่มีแนวโน้มหรือศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลในอนาคตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีแนวโน้มการเจริญเติบโตสูง โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาในการเลือกลงทุนจากประวัติการจ่ายเงินปันผลย้อนหลังในอดีต และการคาดการณ์ในอนาคต รวมถึงพิจารณาจากผลประกอบการในปัจจุบัน และในอนาคตของบริษัทจดทะเบียน แนวโน้มของธุรกิจที่มีความมั่นคง และสภาพคล่องของหุ้น
 
                     9.กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวแอ็คทีฟ SET50 ปันผล ของ บลจ.กรุงศรี ผลตอบแทน 6.35%
 
                     กองทุนจะนำเงินลงทุนไปลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  โดยเน้นกระจายการลงทุนในกลุ่มตราสารแห่งทุนของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นส่วนประกอบในการคำนวณดัชนี SET 50 และกองทุนจะใช้กลยุทธ์ในการบริหารกองทุนเชิงรุก (Active Management Strategy) เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม
 
                     10.กองทุนเปิดวรรณเอเอ็มซีเล็คทีฟโกรทหุ้นระยะยาว ของ บลจ.วรรณ ผลตอบแทน 6.16%
 
                     กองทุนจะเน้นการแสวงหาผลตอบแทนจากหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีในระยะกลางและยาว โดยมุ่งหวังให้เกิดผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)
 
                     ทั้ง 10 กองทุนเป็นตัวอย่างของการลงทุนในแอลทีเอฟที่ได้ทั้งประหยัดภาษีและได้ทั้งผลตอบแทน แต่ถ้าปีไหนตลาดหุ้นไม่ดี นอกจากจะได้ประหยัดภาษี ก็อาจจะได้ผลขาดทุนติดมือมาด้วย เพราะ “การลงทุนมีความเสี่ยง”!
 
 
 
........................
 
(ภาษีก็อยากลด กำไรก็อยากได้ : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])