
ตามธ.ก.ส.สัมผัสไอหนาวที่'วังน้ำเขียว'
15 ธ.ค. 2556
ตามธ.ก.ส.สัมผัสไอหนาวที่'วังน้ำเขียว' แวะดูเกษตรกรปลูกไม้กฤษณาทำเงิน : คอลัมน์ท่องโลกเกษตร : โดย...สุรัตน์ อัตตะ
ไม้กฤษณาได้ชื่อว่าเป็นไม้มงคล ตีมูลค่ายิ่งกว่าทองคำ ทำให้เกษตรกรให้ความสนใจหันมาปลูกไม้กฤษณากันมาก ไม่เฉพาะแถบ จ.ปราจีนบุรี จันทบุรีและตราดที่นิยมปลูก ในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนอาชีพจากทำไร่ข้าวโพดหันมาปลูกกฤษณากันมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนแหล่งทุนอย่างดีจากธนาคารเพื่อการเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มองว่าเป็นไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ทำรายได้อย่างดีให้ชาวบ้านในพื้นที่
"ท่องโลกเกษตร" อาทิตย์นี้หลบความวุ่นวายในเมืองหลวงมุ่งสู่วังน้ำเขียว เมืองโคราช ที่ได้ชื่อว่าสวิตเซอร์แลนด์แดนสยาม ภายใต้การนำทีมงานฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ธ.ก.ส.จัดทริปพิเศษนำคณะสื่อมวลชนสัมผัสไอหนาวแรกฤดู พร้อมเยี่ยมชมเกษตรกรคนเก่งของ ธ.ก.ส.ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรม
เช้าตรู่ปลายสัปดาห์ทุกคนมารวมพลพร้อมกันตามที่นัดหมายกันไว้ ณ ธ.ก.ส.สำนักงานใหญ่บริเวณสี่แยกเกษตร ก่อนมุ่งหน้าสู่วังน้ำเขียว ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 3 ชั่วโมงถึงจุดหมายแรก สวนไม้กฤษณาของ "สุวรรณ ยงกระสัน" เกษตรกรคนเก่งแห่งบ้านคลองทราย ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ที่เจียดพื้นที่ปลูกข้าวโพดมาปลูกไม้กฤษณาบนเนื้อที่ 10 ไร่เศษ เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ปัจจุบันไม้กฤษณาที่ปลูกไว้ได้ให้ผลผลิตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สวัสดีครับทุกท่าน เชิญดื่มน้ำเย็นๆ ของว่างกันก่อนครับ" เสียงต้อนรับจากเจ้าของบ้านทันทีที่ทุกคนลงจากรถตู้ที่เตรียมน้ำดื่ม ของว่างไว้พร้อมบริการ เพื่อพักเหนื่อยหลังต้องทรมานนั่งรถที่ยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนจะมานั่งเสวนาล้อมวงคุยถึงความเป็นมาในการปลูกไม้กฤษณาทำเงิน โดยสุวรรณบอกว่าก่อนหน้านี้มีอาชีพทำไร่ข้าวโพด หลังมีบริษัทมาส่งเสริมแนะนำการปลูกไม้กฤษณาก็เลยสนใจ เห็นว่าดีเพราะมีการรับประกันในเรื่องตลาดรองรับ จากนั้นก็ได้กู้เงิน ธ.ก.ส.สาขาวังน้ำเขียวมาลงทุน
สุวรรณบอกว่า การปลูกฤษณาควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ก่อนปลูกควรขุดหลุมให้มีขนาดใหญ่พอสมควร ประมาณ 30x30x30 เซนติเมตร รวมทั้งควรปรับปรุงดินโดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ และกล้าที่ปลูกควรสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร เพื่อช่วยให้กฤษณาเจริญเติบโตในช่วงแรกได้ดี สำหรับการปลูกในที่โล่งแจ้งอาจมีการปลูกพืชพี่เลี้ยงเพื่อให้ร่มเงากล้ากฤษณา เช่น กล้วย หรืออาจใช้ตาข่ายพลาสติกสีดำช่วยกำบังแสงก็ได้
"การใส่ปุ๋ย ควรมีการใส่ปุ๋ยมูลสัตว์ เช่น มูลวัว ในช่วงกล้าอายุ 1-3 ปี ประมาณ 3-4 ครั้งต่อปี อัตราส่วน 1-2 กก.ต่อต้น หลังจากนั้น 3 ปีก็ใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 3-5 กก.ต่อต้น ส่วนปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช ในช่วงอายุ 1-3 ปี จะมีแมลงศัตรูพืชที่สำคัญได้แก่ หนอนกินใบ โดยจะกัดกินใบอ่อนแทบหมดลำต้น จึงควรฉีดยากำจัดหนอน เช่น เซปวิน 85 หลังจากกฤษณามีอายุมากขึ้นจะไม่ค่อยพบโรคและแมลงศัตรูพืช"
เจ้าของสวนไม้กฤษณาเผยต่อว่าในส่วนการกระตุ้นให้เกิดสารกฤษณาในเนื้อไม้ จะเริ่มทำตั้งแต่ 5-7 ปี หรือมีขนาดความโตประมาณ 10-15 เซนติเมตร โดยการกระตุ้นเพื่อชักนำให้เกิดสารในเนื้อไม้ โดยที่สวนจะใช้วิธีการสับ เพราะการตอกตะปูจะมีปัญหาการเกิดสนิมในเนื้อไม้ ทำให้มีปัญหาในเรื่องน้ำมันสกัด แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1 ปี จะเก็บเอาส่วนของเนื้อไม้ที่เกิดสารกฤษณานำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย
"ราคาเนื้อไม้ที่มีสารกฤษณาตอนนี้จะตกอยู่ประมาณ 5-7 พันบาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพของชิ้นไม้ว่ามีสารอยู่มากน้อยเพียงใด ส่วนราคาน้ำมันหอมระเหยกฤษณาจะขายเป็นโตร่า (โตร่าละประมาณ 12.5 ซีซี หรือ 1,200 กรัม) ขายกรัมละ 230 บาทขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำมันกฤษณา ตกประมาณ 2.7 แสนบาท" สุวรรณเผย พร้อมย้ำว่าเรื่องการตลาดไม่น่าเป็นห่วง เพราะมีตลาดรองรับชัดเจน เพียงแต่ขณะนี้ยังผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า โดยมีตลาดหลักอยู่ย่านซอยนานา กรุงเทพฯ
หลังพูดคุยข้อมูลอยู่พักใหญ่จากนั้นทั้งหมดขึ้นรถอีแต๊กเพื่อไปสำรวจพื้นที่ปลูกไม้กฤษณา ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านที่พักประมาณ 1 กิโลเมตร จากนั้นมีการทดลองทำขั้นตอนการเร่งสารแก่นกฤษณาให้ดูในหลายวิธี พร้อมอธิบายถึงข้อดีข้อเสียให้ฟัง ก่อนทั้งหมดกลับมาที่บ้านพักอาศัยอีกครั้งเพื่อชมขั้นตอนการสกัดน้ำมันจากแก่นกฤษณา หลังนำแก่นไม้มาตากแห้งจากนั้นเข้าสู่กระบวนการหีบน้ำมัน โดยกากก็จะนำไปขายให้บริษัทผู้ผลิตธูปหอม ส่วนน้ำมันที่สกัดได้ก็เอาไปจำหน่ายต่อไป
อนัญญา คุณคุปต์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.สาขาวังน้ำเขียว กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมสวนไม้กฤษณาว่าในพื้นที่วังน้ำเขียวเกษตรกรส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่ข้าวโพด แต่ก็มีบางส่วนก็ปลูกไม้กฤษณา ซึ่งก็เป็นไม้เศรษฐกิจอีกชนิดที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดย ธ.ก.ส.ก็ให้การสนับสนุนในด้านแหล่งทุนตลอดมา เนื่องจากเห็นว่าจะช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น
"เกษตรกรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส.ส่วนใหญ่จะมีอาชีพปลูกข้าวโพด ทำไร่มันสำปะหลังและทำสวนพุทรา แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ปลูกไม้กฤษณา ส่วนใหญ่จะใช้พื้นที่ปลูกเฉลี่ย 5-10 ไร่ ขณะนี้เริ่มมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ" ผู้จัดการ ธ.ก.ส.คนเดิมกล่าว
นี่เป็นส่วนหนึ่งของทริปพิเศษ "สัมผัสไอหนาวที่วังน้ำเขียว" ตามโครงการเยี่ยมชมเกษตรกรคนเก่งของ ธ.ก.ส.เพื่อใช้เป็นต้นแบบให้เกษตรกรที่สนใจรายอื่นๆ ที่สนใจนำไปเป็นแบบอย่างในการประกอบอาชีพต่อไป
.........................
(ตามธ.ก.ส.สัมผัสไอหนาวที่'วังน้ำเขียว' แวะดูเกษตรกรปลูกไม้กฤษณาทำเงิน : คอลัมน์ท่องโลกเกษตร : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



