
เบื้องหลัง'วอร์รูมสนามม้า'กับนาทีสุดเครียดของ'สุเทพ'
เบื้องหลัง'วอร์รูมสนามม้า' กับนาทีสุดเครียดของ'สุเทพ' : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณรายงาน
พลันที่คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ตัดสินใจเคลื่อนขบวน “มหาประชาชน” จากทุก “ชัยภูมิย่อย” มาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ยึด “ศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดิน” เป็นของประชาชน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา
“เวทีนางเลิ้ง” ซึ่งควบคุมโดย “เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)” จึงถูก “ขบวนใหญ่” ของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. เข้าครอบครอง เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกาศชัยชนะในการ “ปฏิวัติประชาชน”
พร้อมกับการผุด “วอร์รูมลับ กปปส.” ในส่วนในสุดของภัตตาคารภายในราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือสนามม้านางเลิ้ง ภายใต้การสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการจาก พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย เลขาธิการกิตติมศักดิ์ราชตฤณมัยสมาคมฯ
ถือเป็น “วอร์รูมแห่งที่ 4” ของ “แกนนำม็อบนกหวีด” ซึ่งผันแปรไปตาม “จุดรวมพลหลัก”
โดย “สุเทพกับพวก” เคยใช้ “ห้องประชุมอาคารควง อภัยวงศ์” ภายในที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ถนนเศรษฐศิริ เป็นวอร์รูมเกาะติดสถานการณ์ช่วงจัดชุมนุมที่สถานีรถไฟสามเสน ก่อนเปลี่ยนเป็น “ร้านศรแดง” ช่วงชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน และตามด้วย “ร้านค้าสยามทัศนา” ชั้นใต้ดินภายในอาคารบีของศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ช่วงเปิดปฏิบัติการยึดกระทรวง-ยื้อระบบสั่งราชการของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”
“ถาวร เสนเนียม” แกนนำ กปปส. เล่าว่า “สุเทพ” จะเรียกประชุมคณะกรรมการ กปปส. วันละ 1-3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เพื่อกำหนดแนวทางการต่อสู้ และหารือข้อกฎหมายกับทีมผู้เชี่ยวชาญ ก่อนนำไปสู่การออกคำสั่งและประกาศต่างๆ ของ กปปส.
“การเขียนประกาศนี่ยากนะ ขนาดผมเป็นนักกฎหมาย ผมยังไม่ทำเลย เพราะไม่มีสมาธิพอ เนื่องจากมีอย่างอื่นต้องบริหารจัดการอีก คุณสุเทพก็จะมีทีมของเขา แต่เขาต้องตรวจทาน อ่านแล้วอ่านอีก และปรับปรุงในขั้นสุดท้าย ดูหมดทั้ง กับ แก่ แล้ว ก็ เพราะเขาต้องเป็นคนอ่านประกาศ และต้องรับผิดชอบต่อผลที่จะตามมาหลังจากนั้น” ถาวรกล่าว
ส่วนที่หลายฝ่ายสงสัยว่าเหตุใด “คณะปฏิวัติภาคประชาชน” จึงมีแต่ “เลขาธิการ” แต่ไม่มี “หัวหน้าคณะ” นั้น เขาแจกแจงว่า กปปส. ทำการยึดอำนาจซึ่งเป็นของประชาชนกลับคืนมาให้ประชาชน ต่างจากการปฏิวัติรัฐประหารของทหารที่ยึดอำนาจฝ่ายบริหารไปอยู่ในการควบคุมของกองทัพ
“อย่าไปติดยึดกับกรอบความคิดและวัตรปฏิบัติแบบเก่าๆ เพราะสิ่งที่ กปปส. ทำเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย คุณเข้าใจคำว่าความรู้อยู่บนหน้าจอไหม เดี๋ยวนี้มันมีตัวอย่างในเว็บไซต์ ในเฟซบุ๊ก ในอะไรต่ออะไรมากมาย เราก็เข้าไปดูสิ นักวิชาการหลายคนก็เคยให้ความเห็นเอาไว้ เคยผลิตชิ้นงานวิชาการเอาไว้ เราก็เอามาปรับปรุงให้เข้ากับแนวทางของเรา เรียกว่าขโมยลิขสิทธิ์มา” เขากล่าวพลางหัวเราะลั่น
แล้วต้นร่างของคำสั่งและประกาศต่างๆ ของ กปปส. มีที่มาจากคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองประเทศไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ภายใต้การนำของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อปี 2549 หรือยึดโมเดลคณะปฏิวัติของบิ๊กทหารชุดไหน “ถาวร” ตอบสวนทันควันว่า ไม่ต้อง “บิ๊กบัง” (พล.อ.สนธิ) หรือบิ๊กอะไรทั้งนั้น เราผลิตของเราเอง ไม่ได้ลอกเขามาหมดนี่
อย่างไรก็ตาม แกนนำ กปปส. อีกรายปฏิเสธว่า “สุเทพ” ไม่เคยคัดลอกและตัดแปะวรรณกรรมของคณะปฏิวัติชุดไหน เพราะ “มือยกร่าง” คำสั่ง กปปส. ตัวจริงคือ “นักกฎหมายใหญ่” ผู้มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยหลายครั้ง ทว่าไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ เพราะเขาพอใจเพียงทำหน้าที่อยู่ “หลังฉาก”
“บางครั้งคุณสุเทพก็ไม่ค่อยปลื้มกับร่างคำสั่งต่างๆ เท่าไรนะ แม้ผู้ยกร่างจะมีความรู้มากก็ตาม แต่นักวิชาการเขาจะใช้ศัพท์แบบวิชาการไง ทำให้ชาวบ้านทั่วไปไม่เข้าใจ แต่เราก็เข้าใจว่าการออกคำสั่งและประกาศมันต้องเป็นทางการ และนักวิชาการเขาก็มีเจตนาดีที่มาช่วยเรา คุณสุเทพก็เลยใช้วิธีอ่านแถลงการณ์ที่เป็นทางการก่อน แล้วค่อยมาปราศรัยอธิบายความภายหลัง” แหล่งข่าวกล่าว
ในแต่ละวันจะมีบุคคลที่แวะเวียนมาทำหน้าที่ “ถังความคิด” ให้ “สุเทพกับพวก” เสมอๆ ใน “วอร์รูม” ทั้งนักการเมืองใหญ่ ผู้นำภาคนักธุรกิจ ผู้นำองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) นักเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงนักวิชาการ
สำหรับ “นักวิชาการขาประจำ” ที่มีบทบาททั้งส่งเสียงกระซิบใน “วอร์รูม” และเป็นดาวปราศรัยบน “เวทีชุมนุม” อาทิ “สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), “บรรเจิด สิงคะเนติ” คณบดีคณะนิติศาสตร์ นิด้า, “จรัส สุวรรณมาลา” อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, “แก้วสรร อติโพธิ” อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ฯลฯ
อย่างไรก็ดี ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ยามสถานการณ์ยกระดับเข้าขั้นวิกฤติ ซึ่งทำให้ “สุเทพ” กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง จะมี “แขกรับเชิญพิเศษ” แวะมาระดมสมองเพื่อหารูรอดจากเดดล็อกการเมืองให้เขา
นั่นคือเหตุผลที่ “ธีรยุทธ บุญมี” ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของวาทะ “รัฐบาลสมจรหุ่นของทักษิณ” ปรากฏกายใน “วอร์รูมสนามม้า” เมื่อช่วงสายของวันที่ 11 ธันวาคม ก่อนนำมาสู่ “2 มาตรการสำคัญของ กปปส." นั่นคือ การติดต่อ ผบ. เหล่าทัพ และผบ.ตร. เพื่อนำคณะกรรมการ กปปส. 40 คน เข้าไปชี้แจงแนวทาง และการเปิดโมเดลสภาประชาชน 400 คน
“คุณสุเทพเป็นคนมีความอดทนอย่างมากในการรับฟัง โดยเฉพาะเวลานักวิชาการเสนอความเห็น เพราะแต่ละคนก็มีจุดยืนของตัวเอง และพยายามจะผลักดันมันอย่างเต็มที่ คุณสุเทพเคยเอ่ยปากบอกคนใกล้ชิดที่ถามเขาว่านั่งทนฟังอยู่ได้อย่างไรว่า ถ้าเราอดทนฟังคนพูดสัก 1,000 เรื่อง มันต้องมีสัก 1 เรื่องที่เราหยิบมาใช้ได้และเป็นประโยชน์กับเรา บรรยากาศในวอร์รูมจึงเป็นการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางทุกครั้ง แต่สุดท้ายก็จบตามที่คุณสุเทพสรุป เพราะทุกคนศรัทธาเขาในฐานะผู้นำ แม้จะดำรงตำแหน่งเลขาฯ” แหล่งข่าวกล่าว
ตลอด 45 วันหลัง “สุเทพกับพวก” ยึด “ถนน” เป็นสมรภูมิ รบกับรัฐบาล ช่วงเวลาที่พวกเขาเคร่งเครียดที่สุดคือช่วงบ่ายของ “ดีเดย์ 9 ธันวาคม” หลัง “ขบวนมวลมหาประชาชน” ปิดล้อมกำแพงทำเนียบ ได้ทุกด้าน ปิดทาง “ประมุขตึกไทยคู่ฟ้า” ไม่ให้ย่างกรายเข้าไปสั่งราชการได้อีกต่อไป
เสียงประกาศชัยชนะขั้นต้นของประชาชนดังขึ้นบนเวทีราชดำเนินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าเสียงลึกๆ ในใจของ “ผู้นำม็อบ” กลับสับสนอลหม่าน ไร้ทิศทาง
“เราไม่รู้ว่าหากคุณสุเทพขึ้นประกาศชัยชนะในการ ปฏิวัติประชาชน พร้อมยืนยันว่า กปปส. เป็น รัฏฐาธิปัตย์ แล้ว คนจะเชื่อเราหรือไม่ และมาตรการที่จะทำต่อหลังประชาชนยึดอำนาจคืนมาได้แล้ว คืออะไร มันต้องไม่อ่อนเกินไป หรือแข็งเกินไปจนปฏิบัติไม่ได้จริง วันนั้นคุณสุเทพเรียกประชุมคณะกรรมการ กปปส. ครบชุดทั้ง 37 คน และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เราประชุมกันนานมากกว่า 2 ชั่วโมง และต้องโยนหลายข้อเสนอทิ้งไป เพราะมันแรงมาก ทำขนาดนั้นไม่ได้” ถาวรกล่าว
นั่นคือนาทีที่เครียด-ตึงที่สุดสำหรับทุกคนในวอร์รูม เพราะพวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าทุกฉาก-ทุกช็อตที่เกิดขึ้นในวันที่ 9 ธันวาคม สะท้อนภาพว่าพวกเขาได้เปรียบ บางคนถึงขั้นยก “สุเทพ” ขึ้นเป็น “ฮีโร่” แต่ความเป็นจริงของชีวิต คือ กปปส. ยังไม่ได้รับชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
และนี่คือความเสี่ยงขั้นสูงสุด ทุกย่างก้าวหลังจากนี้หากพลาดเมื่อใด นั่นหมายถึง “สุเทพและคณะ” จะเป็นกบฏ !!!
.................................
(หมายเหตุ : เบื้องหลัง'วอร์รูมสนามม้า' กับนาทีสุดเครียดของ'สุเทพ' : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณรายงาน)



