
โมเดลสู่'ปฏิรูปประเทศ'7องค์กรเอกชน
โมเดลสู่'ปฏิรูปประเทศ'เครือข่าย7องค์กรภาคเอกชน : รายงาน
การแถลง "ทางออกประเทศ" ของเครือข่าย 7 องค์กรภาคเอกชน วันนี้ (13 ธ.ค.) มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าสนใจ และน่าจะมีความแตกต่างกับเวทีที่รัฐบาลเพิ่งประกาศระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนแบบสดๆ ร้อนๆ ค่อนข้างมาก
จุดยืนของเครือข่าย 7 องค์กรภาคเอกชนชัดเจนว่า ต้องก้าวข้ามข้อถกเถียงปัจจุบันว่า "สภาประชาชน" เกิดได้หรือไม่? ต้องเลื่อนการเลือกตั้งหรือเปล่า? ฯลฯ แต่มุ่งไปสู่การหาฉันทามติของสังคมว่าเมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันถึงความจำเป็นต้องปฏิรูปประเทศ แนวทางหรือโมเดลที่จะไปสู่จุดนั้น ย่อมเป็นเรื่องรอง หรือเป็นเพียงเครื่องมือ
บทสรุปจากการหารือกันมาระยะหนึ่ง ก็คือ การนำโมเดลทางออกทางกฎหมายซึ่งแต่ละฝ่ายมีความคิดเห็นตรงข้ามกันแบบคนละขั้วมาคุยกันนั้น จะไม่ได้ทางออก เพราะจะมีแต่การตีความทางเทคนิคไม่มีวันจบ แต่ทางออกของประเทศชัดเจนแล้ว คือ "ต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" จึงไม่ควรนำประเด็นเทคนิคกฎหมายมาปิดกั้นในลักษณะ "ปิดประตูตาย"
แนวทางก็คือหากเห็นด้วยตรงกันว่าต้องปฏิรูป ก็มาคุยกันว่าจะทำอย่างไร และทำอะไรบ้าง ซึ่งเท่าที่มีการซาวเสียงกันมา พบประเด็นสำคัญๆ 3 ประเด็นดังนี้
1.การใช้อำนาจเมื่อได้เข้าสู่อำนาจแล้ว ต้องเป็นการใช้อำนาจที่โปร่งใส ถูกต้อง ตรวจสอบได้
2.มีกลไกการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นที่ดี
3.การเข้าสู่อำนาจที่เหมาะสม ซึ่งแน่นอนว่าต้องผ่านการเลือกตั้ง แต่กติกาจะเป็นอย่างไร
ทั้งหมดนี้คือความจำเป็นของการปฏิรูปประเทศ และปฏิรูปการเมือง ซึ่งทุกฝ่ายเห็นตรงกันหมด แต่ต่างกันที่วิธีการ จึงต้องหากระบวนการหรือกลไกให้เป็นที่ยอมรับทุกฝ่าย
แนวทางที่เป็นไปได้จากการหารือของเครือข่าย 7 องค์กรภาคเอกชน ก็คือ
1.ตั้ง "องค์กรเพื่อปฏิรูปประเทศ" ซึ่งองค์ประกอบต้องได้รับการยอมรับจากประชาชนทุกกลุ่ม มีความน่าเชื่อถือ และมีองค์กรกำกับเพื่อให้ดำเนินการไปตามกรอบเวลาและวัตถุประสงค์ที่กำหนด ส่วนวิธีการตั้งองค์กรลักษณะนี้สามารถทำได้หลายวิธี อาจจะออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี หรือตราเป็นพระราชกำหนด ทำหน้าที่ศึกษาประเด็นเบื้องต้น
2.เมื่อทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องปฏิรูป และมีกลไกสำหรับขับเคลื่อนการปฏิรูปที่ได้รับการยอมรับ โจทย์ต่อไปก็คือการตอบคำถามว่า จะมีการเลือกตั้งเมื่อไร เมื่อซาวเสียงจากหลายฝ่ายเห็นว่าไม่มีช่องทางเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้ เพราะหากเลื่อนออกไปอาจถูกครหาเรื่องการไม่ยึดหลักการประชาธิปไตย และต่างประเทศอาจมองอย่างไม่เข้าใจ
แต่กระนั้นก็ต้องมีการวางกรอบที่ชัดเจนร่วมกันก่อน อาจให้มีการทำ "สัตยาบันร่วมกัน" หรือทำ "สัญญาประชาชนร่วมกัน" ของพรรคการเมืองทุกพรรคว่า ผู้แทนราษฎรชุดใหม่ และรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาหลังเลือกตั้ง ต้องมีภารกิจพิเศษทำเฉพาะเรื่องปฏิรูปเท่านั้น ส่วนภารกิจอื่นๆ โดยเฉพาะภารกิจที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง เช่น การผลักดันกฎหมายหรือนโยบายบางเรื่องอาจต้องชะลอไว้ก่อน เมื่อสภาปฏิรูปทำงานเสร็จ รัฐบาลก็ประกาศยุบสภา และเลือกตั้งใหม่ภายใต้กติกาใหม่ที่เห็นชอบร่วมกัน
หลักการคือต้องปฏิรูปให้เห็นทิศทางก่อน ไม่ใช่เดินหน้าเลือกตั้งแล้วกลับมาเหมือนเดิม คำว่า "เหมือนเดิม" ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเหมือนเดิม แต่หมายถึงเลือกตั้งกลับมาก็ขัดแย้งแบบเดิม
สิ่งที่เครือข่าย 7 องค์กรภาคเอกชนเน้นย้ำเป็นพิเศษก็คือ โมเดลปฏิรูปไม่ควรไปเกี่ยวข้องหรือติดขัดเรื่องเทคนิคกฎหมาย หรือไปจัดประชุมระดมความเห็นกันซ้ำอีก แต่ควรก้าวไปสู่การทำให้เป็นรูปธรรมเลย ฉะนั้นจึงไม่ต้องเปิดเวทีในลักษณะสัมมนาเพื่อระดมความเห็นฝ่ายต่างๆ อีกแล้ว เพราะจะมีข้อถกเถียงเต็มไปหมด แต่เลือกใช้วิธีแถลงอย่างละเอียดต่อสาธารณชนแทน โดยเครือข่าย 7 องค์กรภาคเอกชนไม่ใช่ "คนกลาง" แต่เป็นผู้จัดเวทีความคิดเพื่อแสวงหาทางออก
กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่ได้อิงฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายผู้ชุมนุม เพราะหากสังคมไทยเห็นดีด้วยจนเป็นฉันทามติ ก็จะกดดันให้คู่ขัดแย้งหลักทั้ง กปปส.และรัฐบาลหันมาร่วมด้วยเอง
...................
(หมายเหตุ : โมเดลสู่'ปฏิรูปประเทศ'เครือข่าย7องค์กรภาคเอกชน : รายงาน)



