
ขุดรากปัญหา'โมโรมุสลิม'
ขุดรากปัญหา'โมโรมุสลิม' : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์
ปัญหาชนกลุ่มน้อยโมโรมุสลิมในฟิลิปปินส์ นับเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มุสลิมทางภาคใต้ของประเทศนี้พยายามเรียกร้องอิสรภาพในรูปแบบต่างๆ มายาวนานกว่า 40 ปี ทำให้ประชาชนกว่า 120,000 คนถูกสังหาร และอีกกว่า 2 ล้านคนต้องละทิ้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัยเนื่องจากภาวะสงคราม
ดินแดนโมโร (ปัจจุบันคือดินแดนภาคใต้ของฟิลิปปินส์) ประกอบด้วยเกาะมินดาเนา หมู่เกาะซูลูปาลาวัน บาซีลัน และเกาะต่างๆ อีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง ดินแดนโมโรมีพื้นที่ 116,895 ตารางกิโลเมตรซึ่งมากกว่าหนึ่งในสามของเกาะฟิลิปปินส์ทั้งหมด มีประชากรมากกว่า 20 ล้านคนในจำนวนนี้ 12 ล้านคนเป็นมุสลิม ที่เหลือเป็นประชากรซึ่งอาศัยอยู่บนที่ราบสูง (ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ดั้งเดิม)และพวกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวคริสเตียนจากเกาะลูซอนและเกาะวิสายาส์
การต่อสู้ของชาวโมโรเริ่มจากการต่อต้านการรุกรานของจักรวรรดินิยมสเปน (ระหว่าง ค.ศ.1521-1898) เป็นเวลา 377 ปี จนมาถึงการต่อต้านนักล่าอาณานิคมชาวอเมริกัน (ระหว่าง ค.ศ.1898-1946) เป็นเวลา 47 ปี หลังจากนั้นก็เป็นการต่อสู้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ (ตั้งแต่ ค.ศ.1970 - ปัจจุบัน)
ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 รัฐบาลฟิลิปปินส์มองว่ามินดาเนาเป็นเสมือนพรมแดนใหม่ที่มีปัญหารัฐบาลจึงพยายามส่งเสริมให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเกาะลูซอนและวิสายาส์ (ซึ่งเป็นเกาะที่มีประชากรหนาแน่น)อพยพไปตั้งรกรากในเกาะมินดาเนา การอพยพดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์อย่างหนึ่งของรัฐบาลในการส่งเสริมการเผยแพร่และผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมของประชาชนต่างถิ่นเข้าไปยังมินดาเนา และที่สำคัญเพื่อลดภัยคุกคามจากการก่อกบฏของชาวโมโร
ก่อนหน้านี้ชาวโมโรปกครองพื้นที่ของตนเองในฐานะผู้ปกครองจังหวัดและเป็นผู้ว่าการมหานครแต่หลังจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวคริสเตียนหลั่งไหลกันเข้าไปในดินแดนโมโรคนพวกนี้ ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลเริ่มเข้ามายึดตำแหน่งที่มีความสำคัญทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 การอพยพที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้เกิดปัญหาความขัดแย้งและการปะทะกันบ่อยครั้งระหว่างผู้ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่กับมุสลิมและเจ้าของพื้นที่ดั้งเดิมตามแนวตะเข็บชายแดนที่เชื่อมต่อกับนิคมใหม่ นอกจากนี้ยังมีอีกปัจจัยที่ทำให้มีการเผชิญหน้ากันรุนแรงมากยิ่งขึ้น คือปัญหาการล่วงล้ำเข้าไปในดินแดนของผู้นำมุสลิมโดยกลุ่มการเมืองที่ก่อตั้งขึ้น ตลอดรวมถึงผู้ที่อพยพเข้ามาใหม่ (ชาวคริสเตียน)และปัญหาระหว่างกลุ่มคู่แข่งทางการเมืองท้องถิ่น และบรรดาขุนศึก (warlords) กลุ่มต่างๆ นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มนักรบติดอาวุธคริสเตียนนอกกฎหมายที่ปฏิบัติต่อพลเมืองชาวโมโร โดยใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทมีการสังหารหมู่มุสลิมอย่างต่อเนื่อง เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้แน่นอนพลเมืองโมโรที่หวาดกลัวจึงจำต้องทิ้งบ้านเรือนของตน ไปหาที่หลบภัยในพื้นที่ที่มุสลิมมีอำนาจ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นโอกาสให้กลุ่มติดอาวุธชาวคริสเตียนเข้าไปยึดที่ดินของผู้อพยพชาวโมโร
ความจริงดินแดนโมโรถือเป็นพื้นที่หนึ่งที่มั่งคั่งไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและแร่ธาตุ นอกเหนือไปจากความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน แต่ถึงกระนั้นชาวโมโรก็ยังคงล้าหลังทางด้านเศรษฐกิจเพราะถูกรัฐบาลฟิลิปปินส์ทอดทิ้ง นับตั้งแต่ฟิลิปปินส์ผนวกดินแดนโมโรรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้นำความมั่งคั่งของโมโรไปใช้ โดยทอดทิ้งชาวโมโรไว้ให้ยากจน
จากภูมิหลังที่ได้กล่าวไปข้างต้นนี้จึงเป็นที่มาของความขัดแย้งและความรุนแรงที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงตามมาภายหลัง แต่วันนี้รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ลงนามสร้างสันติภาพกับกลุ่มติดอาวุธมุสลิมแล้ว มีการแบ่งสรรอำนาจในเขตปกครองตนเอง เพื่อปูทางไปสู่การลงนามสันติภาพขั้นสุดท้าย
แล้วปัญหา “ไฟใต้” ของเราจะเอาอย่างไร หรือจะรอให้เกิดความเสียหายมากมายเท่ากรณีฟิลิปปินส์ก่อน ?



