ข่าว

ดีใจที่รับฟังและนำไปปฏิบัติ

ดีใจที่รับฟังและนำไปปฏิบัติ

13 ธ.ค. 2556

ดีใจที่รับฟังและนำไปปฏิบัติ : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

            หากเป็นอานิสงส์ของการให้คำแนะนำในเวทีเสวนาเมื่อวันรัฐธรรมนูญที่ผมได้กล่าวในที่ประชุมและมีการถ่ายทอดออกอากาศทางสทท. 11 ไปทั่วประเทศ ที่ต้องการเห็นการยุติปัญหาความขัดแย้งวันนี้ด้วยการพูดคุยเจรจาระหว่างคนในฝ่ายรัฐบาลกับกลุ่ม กปปส. ที่มี "คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ" เป็นแกนนำ โดยวันนี้ได้เห็นภาพที่ชัดเจนแล้วว่าทาง "นายกรัฐมนตรีรักษาการ" ได้เปิดทางให้ทุกภาคส่วนได้เดินหน้าร่วมกันหาทางออกให้แก่ประเทศด้วยการประชุมหารือกันในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

            จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวทีนี้จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่อาจสามารถช่วยแก้ไขวิกฤติของชาติบ้านเมืองได้ เพราะดังได้เรียนในหลายวาระโอกาสว่าความคิดความอ่านและความฝันของเหล่านักวิชาการนักปฏิบัติซึ่งอยู่เบื้องหลังของทุกๆ ฝ่าย คือ ต้นเหตุที่มาแห่งปัญหาหากคนมีมุมมองที่แตกต่างกันได้รับโอกาสให้เข้าพบพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ มิใช่การห้ำหั่น "ชี้ถูก ชี้ผิด" ซึ่งคงไม่มีใครยอมใคร น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในภาวการณ์ที่ล่อแหลมชิงไหวชิงพริบแบบตาต่อาฟันต่อฟัน

            ส่วนตัวยังคงเชื่อมั่นในเจตนาอันบริสุทธิ์ของทุกฝ่ายที่แม้จะห้ำหั่นย่ำยีอย่างเอาเป็นเอาตายแต่ลึกที่สุดแล้วต่างมีความหวังดีต่อชาติบ้านเมือง อยากเห็นการพัฒนา การปฏิรูปทางการเมืองที่เงื่อนไขเดิมๆ ยังไม่สามารถตอบสนองควมต้องการของทุกฝ่ายได้อย่างเสมอหน้ากัน

            บรรยากาศของการพูดคุยหาทางออกในขณะนี้ ทราบมาระยะหนึ่งว่ามีการพูดคุยกันทั้งผ่านคนกลางและการยื่นข้อเสนอโดยตรงของแต่ละฝ่าย สิ่งสำคัญอยู่ที่ "คนซึ่งอยู่เบื้องหลังและมีอำนาจในการเลือกทางเดินในยุทธวิถีทางของตนจะคิดอ่านอย่างไร" หากมีความจริงใจและต้องการกำหนดทิศทางของประเทศกันใหม่ การพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน คือ ความเป็นไปได้ที่จะไม่ทำให้สถานการณ์ลุกลามขยายตัวเข้าทาง "ฝ่ายที่มีวัตถุประสงค์แอบแฝงและไม่หวังดีต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ"

            ในขณะที่ฝ่ายประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ถึงจะเชื่อในสิ่งที่แกนนำชักจูงใจในหลายๆ เรื่อง แต่คงไม่อยากเห็นการเข่นฆ่าประหัตประหารกันเพื่อให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเข้ามามีอำนาจในสูตรหรือ "สมการการจัดตั้งรัฐบาล" แบบเดิมๆ ทำให้โมเดลหรือตัวแบบ "สภาประชาชนที่คุณสุเทพต้องการเห็นในรูปแบบคล้ายๆ "คณะกรรมการปฏิรูประเทศ" ของรัฐชาติบางรัฐได้ถือกำเนิดขึ้น แต่ก็มีเสียงตำหนิออกมาในช่วงหลังๆ ว่า กปปส. เหมือนแก้วิกฤติการณ์เฉพาะหน้ามากเกินไปทำให้คนจำนวนหนึ่งเกิดวามไม่มั่นใจในวิธีการที่นำเสนอว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมได้อย่างไร ตัวเลขล่าสุดที่ต้องการให้มีตัวแทนประชาชน 400 คน จากทุกสาขาอาชีพ แลดูไปคล้ายกับที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2549 ที่มีทั้งส่วนซึ่งมาจากการสรรหาและเลือกตั้ง แต่ยังคงถูกครอบงำโดยฟากฝ่ายการเมืองและข้าราชการชั้นสูง

            ดังนั้นก่อนจะมี "สภาประชาชน" ผมอยากให้มานั่งหาทางออกกันก่อนว่าผู้ที่จะเข้าสู่กระบวนการสรรหาและเลือกตั้งพึงมีคุณสมบัติที่คนส่วนใหญ่สามารถยอมรับได้ควรเป็นเช่นไรและจะมีใครมาตรวจสอบกระบวนการให้โปร่งใสหรือ เมื่อมีสภาประชาชนขึ้นมาจริงๆ จะมีตัวแทนประชาชนเข้ากำกับดูแลสมาชิกสภาประชาชนได้ในรูปแบบใดบ้าง