
คุก'เด็จพี่-เกียรติอุดม'1ปีไม่รอลงอาญา
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ สั่งจำคุก "พร้อมพงศ์-เกียรติอุดม" 1 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ
วันที่ 12 ธ.ค.56 ห้องพิจารณา 802 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.1886/2553 ที่นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย และนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328
โดยโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2553 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2553 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันให้ข่าว สื่อมวลชนต่างๆ ว่า โจทก์ให้ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าพบเป็นการส่วนตัว ระหว่างที่มีการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และกล่าวหาว่าโจทก์ประพฤติตนไม่เหมาะสม ไม่น่าเชื่อถือ ขัดต่อจริยธรรมของตุลาการ ขาดความยุติธรรม และขาดความเป็นกลาง อันเป็นเหตุทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังฯ เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.
ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2555 ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการกล่าวหาโดยที่ไม่มีมูลความจริงนั้น ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกล่าวการแถลงข่าว หาใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้อง ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี และปรับคนละ 50,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษทางอาญามาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยทั้งสอง ร่วมกันเผยแพร่คำพิพากษาย่อใน นสพ.ไทยรัฐ มติชน และ กรุงเทพธุรกิจ เป็นเวลา 7 วันติดต่อกันด้วย ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว โจทก์ มีพยานเบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุจำเลยพาสื่อมวลชนไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยจำเลยที่ 1 แถลงข่าวและทำใบปลิวแจก และสื่อมวลชนได้นำคำแถลงข่าวไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ 4 ฉบับ ดังนั้นที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าสื่อมวลชนคัดลอกจากสำเนาคำร้องที่ยื่นคัดค้านต่อเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญและนำไปลงตีพิมพ์เองนั้นไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จะไม่ได้เป็นผู้แถลงข่าว แต่เดินทางไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 ที่มีเจตนาเดียวกัน และขณะจำเลยที่ 1 แถลงข่าวและแจกใบปลิว จำเลยที่ 2 ก็อยู่ด้วยและเดินทางกลับไปพร้อมกัน จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมสมคบกันกับจำเลย 1 มีลักษณะเป็นตัวการร่วมกระทำผิด โดยข้อความที่อยู่ในใบปลิวแถลงข่าวก็เป็นข้อความเท็จ จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ฟังไม่ขึ้น
คดีมีประเด็นต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยนั้นเหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า สังคมในปัจจุบันมีการยุยง ปลุกปั่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จ โดยไม่คำนึงถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งจำเลยที่ 1 จบการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตและเป็นอาจารย์หลายสถาบัน ส่วนจำเลยที่ 2 จบปริญญาตรี เป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.อุดรธานี และยังเป็นกรรมาธิการและรองกรรมาธิการหลายคณะ จำเลยทั้งสองจึงเป็นคนมีเกียรติ มีความน่าเชื่อถือของบุคคลทั่วไป ควรทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้สังคม แต่กลับร่วมกันใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่อโจทก์ซึ่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยเจตนาไม่สุจริตต้องการให้ข้อความที่แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนแพร่กระจายไปทั่วราชอาญาจักร ทำให้ประชานจำนวนมาก รู้สึกดูหมิ่นดูแคลน ไม่เชื่อถือว่าศาลรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรม และเป็นการลดความน่าเชื่อถือของศาลอย่างร้ายแรง หากปลุกปั่นต่อไปจะทำให้ประชาชนไม่เคารพกฎหมาย และหลังถูกฟ้องจำเลยทั้งสองยังไม่รู้สึกสำนึก แม้จำเลยจะเป็นส.ส.ไม่เคยต้องโทษจำคุกก่อน แต่เพื่อไม่เห็นเป็นเยี่ยงอย่าง ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 1 ปีโดยให้ลงอาญา 2 ปีนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นสมควรแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปีจำเลยแต่ไม่รอการลงโทษ และให้ยกโทษปรับจำเลย
ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายพร้อมพงศ์ และนายเกียรติอุดม จำเลยได้ยื่นคำร้อง พร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 150,000 บาท ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ทั้งนี้ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งสองได้ โดยตีราคาประกันคนละ 100,000 บาท



