
12ธ.ค.วันชี้ชะตาฉากจบ'กำนันเทพ'
12ธ.ค.วันชี้ชะตาฉากจบ'กำนันเทพ' ส่งฟ้องคดีสลายการชุมนุม53
12 ธันวาคมนี้ นอกจากเป็นวันดีเดย์ที่กำนันสุเทพ ผู้นำม็อบโค่นล้มระบอบทักษิณ จะให้รู้ผลแพ้ ชนะ ในการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้แล้ว ยังเป็นอีกวันที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะต้องพบอัยการเพื่อนำตัวไปยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญา ข้อหาร่วมกันก่อ หรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288
คดีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สรุปสำนวนส่งให้อัยการพิจารณาสั่งคดีเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในยุคของนายจุลสิงห์ วสันต์สิงห์ เป็นอัยการสูงสุด โดยสำนวนการสอบสวนดีเอสไอ ได้รวบรวมหลักฐานสำคัญ คือ 1.คำสั่ง ศอฉ.ให้เจ้าหน้าที่ขอคืนพื้นที่ที่มีการชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนิน และแยกราชประสงค์ จากกลุ่ม นปช. เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 และ 2.ผลคำสั่งการไต่สวนชันสูตรศพของศาล กรณีที่ผู้เสียชีวิต 2 คน คือ นายพัน คำกอง อายุ 43 ปี ชาว จ.ยโสธร อาชีพคนขับแท็กซี่ และ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอีซา อายุ 14 ปี ที่ถูกกระสุนฝั่งเจ้าหน้าที่ บริเวณใกล้สถานีรถไฟแอร์พอร์ตลิงค์ สถานีราชปรารภ วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 โดยวันเดียวกัน มีผู้รับบาดเจ็บ 1 คน คือ นายสมร ไหมทอง คนขับรถตู้ ที่ถูกกระสุนจากฝั่งเจ้าหน้าที่ ยิงสกัดรถที่วิ่งฝ่าไปในพื้นที่ ซึ่งประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
จากเอกสารหลักฐานที่ดีเอสไอ ส่งให้อัยการพิจารณาสั่งคดี มีมาก 61 แฟ้ม นับเป็นเอกสารได้ถึง 11,242 แผ่น บรรจุในลัง 9 ลัง และนับเป็นคดีสำคัญในความสนใจของประชาชน อัยการได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุดมีนายวินัย ดำรงมงคลกุล ที่ขณะนั้นเป็นอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ตรวจดูพยานหลักฐานในสำนวน
ขณะที่อัยการมีความเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดี เป็นเรื่องการตายที่เกิดขึ้น เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน หรือลักษณะคดีวิสามัญฆาตกรรม ที่จะอยู่ในอำนาจอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 วรรคท้ายเท่านั้น ไม่ใช่กรณีคดีอาญาทั่วไปที่อัยการกรม กองเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุจะสั่งคดี
สุดท้ายเมื่อนายอรรถพล ใหญ่สว่าง ขึ้นมารับตำแหน่งอัยการสูงสุดคนใหม่ แทนนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ ในเดือนกันยายน 2556 ต่อมาเพียง 1 เดือน นายอรรถพล อัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ให้ฟ้องนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ตามข้อหาที่ปรากฏหลักฐานในสำนวนการสอบสวน ก่อนที่จะแจ้งผลให้ผู้ต้องหาทั้งสองรับทราบพร้อมกันในวันที่ 31 ตุลาคม
ความเห็นของอัยการสูงสุด ชี้ขาดว่า 1.คดีนี้ เป็นเรื่องการใช้ หรือก่อให้ผู้อื่น กระทำความผิดฐานฆ่า หรือพยายามฆ่า ไม่ใช่ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการที่ ป.ป.ช.จะดำเนินการไต่สวนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66
2.การกระทำของผู้ต้องหาทั้งสอง มีพยานหลักฐานในการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ของ ศอฉ. ดำเนินการปิดล้อม และสกัดกั้นการเข้าร่วมชุมนุม, การเคลื่อนย้ายของกลุ่มผู้ชุมนุม และขอคืนพื้นที่ชุมนุม โดยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนได้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับอันตรายสาหัสจากการใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ ศอฉ.ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บริหารทั้งสอง ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากคำสั่งของผู้ต้องหาทั้งสอง
แต่มีข้อกฎหมายเรื่องหนึ่งที่อัยการสูงสุดเห็นต่าง กับความเห็นดีเอสไอ คือการนับความผิดเป็นรายกระทง ซึ่งนายอรรถพล เห็นว่า การออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ ศอฉ.ปฏิบัติหน้าที่ แม้ผลจากการกระทำตามคำสั่ง จะมีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บต่างเวลา ต่างสถานที่กัน แต่ก็เป็นการออกคำสั่งที่ต่อเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวคือเพื่อสลายการชุมนุม ดังนั้นจึงให้ฟ้องความผิดเพียงกรรมเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบ มาตรา 80, 83, 84, 90
เมื่ออัยการสูงสุด มีคำสั่งชี้ขาดชัดเจนให้ฟ้อง แต่เพราะช่วงเดือนตุลาคม ยังติดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนายอภิสิทธิ์-สุเทพ ที่เวลานั้นยังเป็น ส.ส.จึงได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถยื่นฟ้องดำเนินคดีใดๆ คณะทำงานอัยการ จึงนัดส่งตัวฟ้อง 12 ธันวาคมนี้ เมื่อสภาปิดลงในวันที่ 29 พฤศจิกายน
แต่เมื่อเวลานี้นายสุเทพ ได้ออกมาเป็นผู้นำชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นเลขาธิการ กปปส. จึงน่าจับตาว่า กำนันสุเทพ ฉายาที่เรียกขานกันนับตั้งแต่มีการชุมนุมกว่า 40 วันแล้วยังไม่ยุติ ซึ่งถูกออกหมายจับแล้วในคดีอุกฉกรรจ์ ข้อหากบฏ ที่เจ้าหน้าที่รอควบคุมตัว !!! จะมาแสดงตัวต่ออัยการ พร้อมกับนายอภิสิทธิ์ เพื่อให้อัยการยื่นฟ้องคดีตามกำหนดนัดหรือไม่ ???
ทั้งนี้ อาจเป็นได้ 2 กรณี คือ 1.นายสุเทพ ไม่มา แต่ส่งทนายแจ้งขอเลื่อนนัด ที่จะต้องมีการอ้างเหตุให้ชัดเจนว่าติดอะไรจนถึงขั้นมาพบอัยการไม่ได้ โดยหลักปฏิบัติทั่วไป ถ้ามีเหตุผลจำเป็นและสมควร อย่างเช่น การเจ็บป่วยหนัก หรือติดภารกิจหน้าที่สำคัญทางราชการ อัยการก็จะให้เลื่อนได้ และนัดใหม่อย่างน้อยใช้เวลาอีก 30 วัน
แต่ถ้าเจ้าตัวจะไม่มา ไม่มีทนายแจ้งเหตุให้อัยการรับรู้ พฤติการณ์ส่อว่าจะหลบเลี่ยงประวิงเวลาส่งฟ้อง ทั้งที่รู้นัดล่วงหน้าอยู่แล้ว อัยการก็ต้องแจ้งให้พนักงานสอบสวน ติดตามตัวมาส่งฟ้องให้ได้ ซึ่งขั้นตอนสามารถเริ่มจากการออกหมายเรียก ถ้ายังไม่มาก็อาจจะต้องนำไปสู่การขอออกหมายจับตามมาอีกใบก็เป็นได้
หากกำนันสุเทพ จะเพิกเฉยต่อการเข้าพบอัยการโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง นับว่าจะเป็นผลเสีย เพราะภายหลังยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว อัยการอาจจะนำเหตุนั้นมาขอคัดค้านการประกันตัว เพราะเห็นว่าเคยมีพฤติการณ์ที่ส่อว่าหลบเลี่ยงนัด หรืออาจมีพฤติการณ์หลบหนีก็ได้
ทั้งที่คดีนี้ อัยการเคยแสดงท่าทีว่าไม่ถึงขั้นคัดค้านประกัน โดยจะให้เป็นดุลพินิจของศาล แต่หากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเปลี่ยนไปจากเดิม ก็ไม่แน่ว่าการค้านประกันอาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน แถมเวลานี้ กำนันสุเทพเองก็มีหมายจับข้อหากบฏที่มีโทษหนัก ติดอยู่อีกใบ ย่อมเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ศาลอาจจะนำมาพิจารณาเรื่องประกันอยู่ด้วยก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม ถึงวันพรุ่งนี้ ถ้ากำนันสุเทพเลือกจะไม่มาแสดงตัว แต่หากนายอภิสิทธิ์เลือกที่จะมาพบอัยการตามนัด ก็เป็นได้ที่อัยการจะยื่นฟ้องล่วงหน้าเพียงคนเดียวก่อน เพราะหากรอเวลาฟ้องพร้อมกัน ก็ยังไม่เห็นเวลาสิ้นสุดที่กำนันสุเทพออกมาเคลื่อนไหวว่าจะยุติเมื่อใด
ขณะที่การยื่นฟ้องกำนันสุเทพ ตามสำนวนไปทีหลัง ไม่กระทบรูปคดี เพราะอัยการขอรวมคดีสำนวนเดียวกันได้ สำคัญที่เมื่อฟ้องแล้ว กำนันสุเทพจะต้องลุ้นประกันตัว และแม้ได้ประกันตัวในคดีนี้ แน่นอน พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เจ้าของหมายจับข้อหากบฏ ก็ต้องมาขออายัดตัวกำนันจากศาลไปสอบสวนดำเนินคดี จึงต้องจับตาว่า 12 ธันวาคม กำนันสุเทพ จะเลือกฉากจบแบบไหน !!!
...........................
(หมายเหตุ : 12ธ.ค.วันชี้ชะตาฉากจบ'กำนันเทพ' ส่งฟ้องคดีสลายการชุมนุม53 :รายงาน )



