ข่าว

'เหล่าทัพ'ย้ำทางออกปฏิรูปประเทศร่วมกัน

'เหล่าทัพ'ย้ำทางออกปฏิรูปประเทศร่วมกัน

12 ธ.ค. 2556

'เหล่าทัพ'ย้ำทางออก ปฏิรูปประเทศร่วมกัน : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน

              แม้ว่ามีกระแสข่าวว่า มีการพบกันแบบเงียบๆ ลับๆ ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่เดินทางเข้าพบบิ๊ก 3 ป.บูรพาพยัคฆ์ นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในเวลา 13.30 น. วันที่ 10 ธันวาคม

              แต่หลังจากที่ข่าวถูกแพร่สะพัดออกไปได้ไม่นานคีย์แมนคนสำคัญ ทั้ง พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ส่งคนใกล้ชิดออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีการเข้าพบหารือกับนายสุเทพ โดยเฉพาะตัวของ พล.อ.ประวิตร ที่ออกมาปฏิเสธผ่านสื่อว่าไม่ได้หารือกับนายสุเทพ แน่นอน เพราะไม่ได้อยู่ภายใน ร.1 รอ. แต่ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักซอยลาดพร้าว 71 ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ ติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ ขณะที่ตัวนายสุเทพก็ไม่ได้ปริปากพูดในรายละเอียดถึงการเข้าพบในครั้งนี้ เพียงแต่อมยิ้มเท่านั้น

              อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่ ผบ.เหล่าทัพ มีความพยายามจะหารือกันเพื่อหาทางออกให้ประเทศไทย "คือให้ทุกฝ่ายมีการเจรจา และปฏิรูปประเทศร่วมกัน"

              แม้ว่าแหล่งข่าวนายทหารระดับสูงจากกองทัพ วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ของกลุ่ม กปปส. ว่า กลุ่ม กกปส.ออกมาระบุชัดเจนว่า จะไม่มีการบุกและไม่ใช่กำลัง ถือเป็นการแก้ไขปัญหาในขั้นต้นด้วยดี ดังนั้น เมื่อมีการเริ่มต้นด้วยดีตอนปลายของปัญหาก็น่าจะดีขึ้น แต่หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดใช้กำลังถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ถ้าใช้ในเรื่องกดดันกันเท่านั้นสถานการณ์น่าจะดีขึ้น ทั้งนี้อยู่ที่เจตนา หากไม่ใช้กำลัง ทุกอย่างก็จะผ่อนคลายไปในทิศทางที่ดีแน่นอน

              ส่วนที่ กปปส.เรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรีเพื่อเปิดทางให้ กปปส.จัดตั้งสภาประชาชนนั้น เป็นการเรียกร้องของ กปปส. ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะฟังหรือไม่ แต่เชื่อว่านายกรัฐมนตรีคงไม่รับฟัง เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ และผู้บริหารของพรรคเพื่อไทยด้วย แต่ไม่น่าจะมีผลอะไร เพราะที่สำคัญ กปปส.ไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริงตามกฎหมาย

              เมื่อถามว่า กปปส.เตรียมเสนอให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ในทางกฎหมาย เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันต่างกับการทำปฏิวัติรัฐประหาร เพราะการทำปฏิวัติรัฐประหารเหมือนเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ และให้ใช้ฉบับชั่วคราว แต่ปัจจุบันยังมีรัฐธรรมนูญอยู่ ฉะนั้นจะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยให้สภาเป็นคนคัดเลือกจาก ส.ส. และจัดให้มีการเลือก ซึ่งมีความชัดเจนในเรื่องนี้

              “ตราบใดที่รัฐธรรมนูญยังอยู่จะต้องตีความว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่คนที่ตัดสินเรื่องนี้จะต้องหาคนที่รู้เรื่องจริงๆ หรือสุดท้ายแล้วจะไปลงเอยที่ศาลว่าจะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่หากมีใครตัดสินเชื่อว่าไม่เป็นที่ยอมรับแน่นอน ทั้งนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้จะรุกเร้าเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น ในภาพรวมไม่น่ารุนแรงอะไร แต่ตัวบุคคลน่าจะมีความกดดันมากกว่าในแต่ละด้าน ทั้งฝ่าย กปปส. ก็กดดันตัวเอง ส่วนฝ่ายนายกรัฐมนตรีก็ถูกกดดัน แต่ภาพรวมจะมีการปะทะกันกลียุคหรือไม่ น่าจะไม่ถึงขั้นนั้น”

              แหล่งข่าวกล่าวว่า ตอนนี้ ผบ.เหล่าทัพเบาใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกว่าในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์ในช่วงวันที่ 30 พฤศจิกายน และวันที่ 1 ธันวาคม ที่มีเหตุการณ์คนเสียชีวิต จึงเกิดความไม่สบายใจกันของ ผบ.เหล่าทัพ แต่ตอนนี้ยังไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงอะไร ส่วนที่มีข่าวในทำนองจะให้ ผบ.เหล่าทัพ กดดันนายกรัฐมนตรีให้ลาออกนั้น คงไม่น่าจะเกิดขึ้น และที่สำคัญทั้งรัฐบาล และกปปส. ก็ให้เกียรติการทำหน้าที่ของกองทัพ ดังนั้นกองทัพก็จะต้องเข้าใจบทบาทและวางตัวให้เหมาะสม

              “ฝ่ายการเมืองแก้ไขปัญหากันได้กองทัพก็แฮปปี้ แต่ถ้ากองทัพเข้าไปยุ่งและเกิดผลกระทบตามมาก็จะทำให้เกิดเคราะห์หนักขึ้นไปอีก ส่วนในเรื่องที่จะให้กองทัพวางตัวเป็นกลางกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น หมายถึงการวางตัวในยามปกติวางตัวเป็นกลางทางการเมืองไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่สถานการณ์ขณะนี้จะต้องทำตามหน้าที่ให้ตรง อย่าไปล้ำเส้นกันเท่านั้น”

              โดยกองทัพเสนอแนะแนวทางการปฏิรูปประเทศ โดยให้มี "การเลือกตั้ง" ไปตามระบอบประชาธิปไตย ขณะเดียวกันก็ให้มีการตั้ง "คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ" ที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน และมี "คนกลาง" เข้ามาทำหน้าที่คณะกรรมการ เพื่อหาแนวทางปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ

              ทั้งนี้ อาจให้เวลาคณะกรรมการปฏิรูปประเทศวางแนวทางปฏิรูปประเทศเป็นเวลา 1 ปี ก่อนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยทุกพรรคการเมือง และทุกภาคส่วนต้องลงสัตยาบันร่วมกันว่า จะยอมรับแนวทางการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูป


...........................

(หมายเหตุ : 'เหล่าทัพ'ย้ำทางออก ปฏิรูปประเทศร่วมกัน : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)