ข่าว

'ปู'เตือนสติเหล่าทัพก่อนคุย'สุเทพ'

'ปู'เตือนสติเหล่าทัพก่อนคุย'สุเทพ'

11 ธ.ค. 2556

'ปู'เตือนสติเหล่าทัพก่อนคุย'สุเทพ' แจงสื่อเทศตั้งสภาปชช.ต้องแก้กม.ก่อน 'ธงทอง'เรียกถกหน.ส่วนราชการเข้าใจบทบาท

              เมื่อเวลา 17.15น.วันที่ 11 ธ.ค. ที่ขส.ทบ. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางไปยังจังหวัดถึงกรณีที่กลุ่ม กปปส. ประกาศขอเข้าพบผบ.เหล่าทัพว่า ตนไม่สามารถตอบแทนผบ.เหล่าทัพได้

              เมื่อถามย้ำว่านายกฯยังมั่นใจหรือไม่ว่ากองทัพจะไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นกองทัพหรือข้าชการทุกคน มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่และระเบียบของข้าราชการอยู่แล้ว ทุกอย่างต้องมีกติกามีระเบียบของตัวเองอยู่แล้ว เชื่อว่าข้าราชการทุกคนจะทำตาม

              เมื่อถามว่าพร้อมจะอยู่ในส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับหนึ่ง ของพรรคเพื่อไทย หรือไม่ นายกฯ กล่าวเพียงว่า ตอนนี้ยังมีเวลาเหลือ

              ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่ ป.ป.ช. เสนอให้มีการออกพ.ร.ก. เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งสภาประชาชนเพื่อกำหนดกติกาก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่แน่ใจเรื่องนี้ คงต้องขอปรึกษาฝ่ายกฎหมาย แต่วันนี้เราไม่มีรัฐสภามีแต่วุฒิสภา จึงไม่แน่ใจว่าในส่วนของวุฒิสภาจะออกพ.ร.ก.ได้หรือไม่ เพราะตามกฎหมายเราได้ยุบสภาไปเรียบร้อยแล้ว


แจงสื่อต่างชาติตั้งสภาปชช.ต้องแก้กฏหมายก่อน

              น.ส.ยิ่งลักษณ์  ยังให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างประเทศประกอบด้วย นิวยอร์คไทมส์ บลูมเบิร์ก เอเอฟพี และวอยซ์ ออฟ อเมริกา(วีโอเอ)  ทั้งนี้นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงข้อเสนอการตั้งสภาประชาชนว่า  น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ระบุว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย แต่อยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยกันเพื่อหาทางออก และถ้าต้องการจะมีสภาประชาชน ก็ต้องแก้ไขกฎหมายเสียก่อน

 

 เรียกถกหน.ส่วนราชการเข้าใจบทบาท


             ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2556 ณ อาคารที่ทำการสำนักงาน ก.พ. จังหวัดนนทบุรี ได้มีการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของทุกกระทรวง ทบวง กรม ในสถานการณ์ปัจจุบัน

             ทั้งนี้ ภายหลังการประชุม นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมว่าที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันเกี่ยวกับสถานการณ์ของบ้านเมือง ด้วยความกังวลห่วงใย ดังต่อไปนี้

             1. ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเป็นระบอบการปกครองที่เหมาะสมที่สุด สำหรับประเทศไทย

             2. ท่ามกลางความขัดแย้ง ข้าราชการทุกคน ซึ่งล้วนเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งใจมั่นที่จะทำหน้าที่ในความรับผิดชอบจนเต็มกำลัง เช่นเดียวกับที่ได้ยึดถือปฏิบัติเสมอมา โดยน้อมนำพระบรมราโชวาทในการเป็นข้าราชการที่ดีมาเป็นแนวทาง ยึดมั่นในผลประโยชน์ของแผ่นดิน และความถูกต้องเป็นธรรม ด้วยความสุจริตเที่ยงตรง

             3. อย่างไรก็ดี การแก้ปัญหาความขัดแย้งเวลานี้ ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการเลือกตั้งแต่เพียงลำพัง ที่ประชุมเห็นว่า ควรมีการหารือร่วมกันระหว่างทุกฝ่ายในความขัดแย้ง บนพื้นฐานของสันติวิธีก่อนการเลือกตั้ง เพื่อแสวงหาสัญญาประชาคมว่า ในอนาคตจะมีแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยที่เป็นรูปธรรมอย่างไร เพื่อการแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าดังกล่าว มีการนัดหมายกันตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 10 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยมีวาระด่วนในการพิจารณา 2 เรื่องคือ 1. ซักซ้อมทำความเข้าใจในบทบาทของข้าราชการประจำ ต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน (ภายใต้รัฐบาลรักษาการ) อะไรทำได้ ควรทำ อะไรทำไม่ได้ ไม่ควรทำ

             2. แสดงจุดยืนตามข่าวที่ส่งไปให้ เพื่อให้ประเทศชาติมีข้อยุติที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายปลัดกระทรวง (หรือผู้แทนปลัดกระทรวง) เท่านั้น ไม่มีอธิบดี

            โดยการประชุมครั้งนี้ มีนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, นายอําพน กิตติอําพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และนายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นแกนหลักในการประชุมนัดนี้

             รายงานข่าวจากที่ประชุมแจ้งว่า นายธงทอง เป็นผู้เขียนสรุปผลการประชุมครั้งด้วยตนเองในห้องประชุม ก่อนจะอ่านให้ทุกคนฟัง ช่วยกันตกแต่งข้อความ จนออกมาอย่างที่เห็น และออกมาแถลงข่าวเรื่องนี้ ต่อสื่อมวลชนด้วยตัวเอง

 

"ทำเนียบฯ"เหตุการณ์ปกติไร้เหตุความวุ่นวาย


             ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในทำเนียบรัฐบาลว่า ตลอดทั้งวันที่ผ่านภายในทำเนียบรัฐบาลเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยดี ไม่มีเหตุความวุ่นวายใดๆเกิดขึ้น  โดยยังมีตำรวจชุดควบคุมฝูงชน และทหารยังคงควบคุมดูแลอาคารสถานที่ภายในทำเนียบรัฐบาลตามปกติ ส่วนข้าราชการประจำทำเนียบรัฐบาลนั้นได้ย้ายสถานที่ทำงานไปยังที่สำนักงานกพ.จังหวัดนนทบุรีเป็นการชั่วคราว


มวลชนกปปส.ทะยอยเข้าพื้นที่เวทีราชดำเนินต่อเนื่อง

             เมื่อเวลา  18.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งแต่ช่วงเย็นที่ผ่านมาโดยผู้ชุมนุมเริ่มทยอยเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ชุมนุมส่วนใหญ่  นั่งปักหลักฟังการปราศรัยอยู่ด้านหน้าเวทีขณะที่ด้านหลังเวที ได้มีกลุ่มผู้ชุมอีกส่วนหนึ่งนั่งฟังการปราศรัยด้วย สำหรับกิจกรรมบนเวทียังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปราศรัย และการแสดงดนตรี รวมทั้งการแจ้งข่าวสาร สถานการณ์ความเคลื่อนไหวตลอดทั้งวันให้แก่ผู้ชุมนุมทราบเป็นระยะๆๆๆ


เครือข่าย7องค์กรเอกชนเปิดเวทีกลางปฏิรูป13ส.ค.นี้

             นายวิชัย  อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ตามที่เครือข่าย 7 องค์กรภาคเอกชน ได้เสนอตัวทำหน้าที่เป็นเวทีกลาง เพื่อระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการ ผู้รู้และสื่อมวลชน ให้ร่วมกระบวนการปฏิรูปการเมืองและประเทศก่อนการเลือกตั้ง และเห็นว่าการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมในปัจจุบันยังไม่อาจทำให้ยุติความขัดแย้งได้ ซึ่งเครือข่าย 7 องค์กรภาคเอกชนเห็นว่า การเลือกตั้งโดยไม่มีการปฏิรูปทางการเมืองในประเด็นสำคัญ ๆ ก่อนนั้น ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก็จะนำพาประเทศเข้าสู่ความขัดแย้งเช่นเดิม ซึ่งจะกลายเป็นวิกฤติชาติไม่มีที่สิ้นสุด และจะทำให้ประเทศติดอยู่กับวังวนของปัญหา ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

             ทั้งนี้ เครือข่าย 7 องค์กรภาคเอกชน จะร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ทำหน้าที่เป็นเวทีกลางครั้งที่ 1 ในการจัดระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการและผู้รู้เพื่อร่วมกันเสนอทางออกที่เป็นไปได้ให้กับสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และมีกำหนดจัดแถลงข่าว เพื่อนำเสนอทางออกดังกล่าวต่อสาธารณชน ในวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2556 เวลา 11.00 น. ณ ห้องโลตัส ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


ศาลรธน.ไม่รับคำร้อง“เรืองไกร”ขอให้สั่ง“สุเทพ”ยุติชุมนุม

             นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 3 ไม่รับคำร้องกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน  ส.ว.สรรหา นายคมสัน โพธิ์คง คณบดีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการที่พรรคเพื่อไทย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรค และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 1-3 ยื่นขอให้วินิจฉัยการที่พรรคเพื่อไทยโดยนายจารุพงศ์ แถลงไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว. และการที่นายกรัฐมนตรีใช้เวลาไม่ถึง 3วันนับแต่ได้รับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว.จากรัฐสภา นำร่างแก้ไขดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าโดยไม่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายเป็นการกระทำล้มล้างการปกครองและกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ายังไม่มีมูลกรณีในการทำการฝ่าฝืนในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่ง

             นายพิมล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีคำสั่งไม่รับคำร้องกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่มผู้คัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมและขับไล่ระบอบทักษิณ นำมวลชนกระทำผิดกฎหมายรวมตัวกันเข้ายึดกระทรวงการคลัง ทำการตัดน้ำ ตัดไฟ ข่มขืนใจเจ้าหน้าที่รัฐให้หยุดปฏิบัติราชการตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับไล่ระบอบทักษิณ


กต.โต้ข่าวไทยจ้างล็อบบี้ยิสต์ ขอให้อเมริกาตั้งฐานทัพในไทย

             นายเสข วรรณเมธี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าสวปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุว่ามีเอกสารจากกระทรวงยุติธรรมประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าไทยได้จ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ เพื่อให้ช่วยล็อบบี้ให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพเรือในไทย ให้สหรัฐตั้งศูนย์ตัวแทนการค้าให้ประเทศไทย รวมถึง การขอให้สหรัฐจัดตั้งเขตน่านน้ำปลอดภัยในทะเลจีนใต้   ว่าจากการตรวจสอบไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตันดีซีขอยืนยันว่าไม่มีการดำเนินการดังกล่าว โดยระหว่างนี้กระทรวงการต่างประเทศจะรวบรวมประเด็นที่ตั้งข้อสงสัย

             อย่างไรก็ตามรายงานข่าวแจ้งว่า ในเนื้อหารายละเอียดของเอกสารที่ระบุว่ามีการจ้างล็อบบี้ยิสต์ต่างชาติ เป็นที่น่าสังเกตว่าเอกสารว่าจ้างมีเพียงไม่กี่แผ่น และการอ้่งถึงนายสุรพงษ์ ซึ่งสะกดเป็นภาษาอังกฤษด้วยอักษรที่ผิด อีกทั้งเนื้อหาโดยรวมเป็นการพยายามทำให้รู้สึกว่าสหรัฐฯเป็นประเทศที่มีบทบาทมสำคัญ และไทยพยายามให้สหรัฐเข้ามามีส่วนร่วมในประเทศไทย โดยยกตัวอย่างการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ในทะเลจีนใต้  ไทยก็ได้ให้การภาคยานุวัติเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญยาไม่แพร่อาวุธนิวเคลียร์ปี 1972 และได้ปฏิบัติตามพันธกรณีสนธิสัญญาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และประเทศไทยยังมีบทบาทสำคัญในการให้การสนับสนุนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้สนธิสัญญาดังกล่าวในทุกๆด้านรวมถึงการให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อการบรรลุการกำจัดอาวุธนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง  นอกจากนี้ประเทสไทยยังให้ความร่วมมือกับอาเซียน ในการจัดทำสนธิสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในอาเซียน (SEANWFZ)


ผบ.ตร.ให้กำลังใจลูกน้องประนามผู้ชุมนุมต้านรัฐบาลเป็นกบฏ

             ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ได้มีคำสั่งผ่านศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.) แจ้งข้อความทางวิทยุด่วนที่สุดไปถึง ผบช.น. ,ผบ.กกล.รส. ,ผบช.ภ.1-9 ,ศชต. ,ผบช.ก. ,ผบช.ส. ,บช.ตชด. ,ผบก.น.1-9 ,บก.จร.และศปก.ทุกพื้นที่ ใจความโดยสรุปว่า "มีเนื้อหาดังนี้

             1.) จากสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา มีการกล่าวโจมตีื โฆษณาชวนเชื่อ ให้ร้ายป้ายสีการทำงานของตำรวจ เพื่อทำลายภาพลักษณ์ของตำรวจให้หมดความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

             2.) การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกบฏในราชอาณาจักร ผิดกฎหมายบ้านเมือง มีโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ขอให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับใช้ภาวะผู้นำหน่วย มีความหนักแน่น ไม่หวั่นไหว สร้างความเชื่อมั่นผู้ใต้บังคับบัญชามีความหนักแน่นในการปฏิบัติหน้าที่อย่างตำรวจมืออาชีพ โดยอยู่เคียงข้างกับผู้ใต้บังคับบัญชา ยึดหลักกฎหมาย ขั้นตอน และความชอบธรรม เพื่อรักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีขององค์กรตำรวจ ให้เป็นที่ยอมรับของสังคมต่อไป"