
ยื้อกันอยู่แบบนี้จะหนี'เกมเลือด'ได้อย่างไร
ยื้อกันอยู่แบบนี้ จะหนี'เกมเลือด'ได้อย่างไร : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
แม้ว่ารัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะประกาศยุบสภาเพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทยไป เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ที่มี “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เป็นหัวหอกคนสำคัญ ยังคงเดินหน้ากดดันให้ “ลาออก” จากตำแหน่งรักษาการภายใน 24 ชั่วโมง
มองในมุมยุทธศาสตร์ หากไม่มีอะไรมากกว่านี้ ปฏิบัติการ “รัฐซ้อนรัฐ” คงเกิดขึ้นได้ยาก อีกทั้งแผนปฏิบัติการบริหารประเทศของ กปปส. ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า ทิศทางจะไปอยู่ในรูปแบบไหน
แต่ที่แน่ๆ หากปล่อยให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะไม่เป็นผลดีกับประเทศ ที่สำคัญกว่านั้นหากเกมยื้อของฝ่าย “รัฐบาล-กปปส.” มีมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเกิดแรงเสียดทาน เพราะทั้งสองฝ่ายมีมวลชนต่อมวลชน ที่ไม่รู้ว่าวันใดจะลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากัน
หากปล่อยให้ไปถึงวันนี้ โอกาสที่จะเกิด “สงครามกลางเมือง” ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
แหล่งข่าวความมั่นคงทางทหารมองว่า ข้อเรียกร้องของ กปปส. ยังไม่ปรากฏอยู่ในข้อกฎหมายที่ใช้อยู่ในประเทศ ส่วนฝ่ายรัฐบาล ยังยึดอยู่บนพื้นฐานความถูกต้องของกฎหมาย ส่วนองคาพยพก็จะต้องเดินไปตามกรอบของกฎหมาย
“รัฐบาล-กปปส.จะต้องมาคุยกันบนกรอบของความเป็นไปได้ การเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนส่วนหนึ่งอาจจะมาจากความนิยมชมชอบพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนอีกกลุ่มอาจจะไม่พอใจการกระทำของรัฐบาลในการดัน พ.ร.บ.ปรองดอง แต่อย่าลืมว่ามีอีกกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนรัฐบาล ซึ่งสัดส่วนคงจะมากกว่ากันไม่กี่ล้านคน วันนี้มีการดันเกมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงยุบสภา แต่ กปปส.พยายามเดินเกมด้วยการไม่เห็นมวลชนอีกฝั่งหนึ่ง อาจจะเป็นการจุดให้อีกฝ่ายหนึ่ง หรือ กลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาลมีการรวมตัวกันขึ้นมาได้”
หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นก็ถือเป็นการสุ่มเสี่ยงมาก เพราะสถานการณ์อาจจะนำไปสู่สงครามกลางเมืองได้ ถ้าเกิดการดันกันไปกันมาโดยไม่มีพื้นที่ในการวางกรอบพูดคุย ทั้งนี้เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองแล้วจะมีคำถามตามมาคือ คนที่เรียกร้องวันนี้จะอยู่กับภาวะตรงนั้นได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสงครามเย็นสมัยคอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตย ใช้เวลา 30 ปี ทำให้มีผู้คนล้มตายเป็นหมื่นคน ถือว่าโหดร้ายพอสมควร ดังนั้นวันนี้เหตุการณ์จะต้องหันกลับมาพูดคุยกันให้ได้ตามกรอบกติกา
“การเจรจาจะเปิดหรือไม่เปิดก็ได้ เมื่อได้ข้อตกลงควรทำสัญญาประชาคมว่า ยอมสิ่งใดบ้าง และจะเล่นเกมอย่างไรต่อไป การที่จะมาตกลงกันเฉยๆ ไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างมีกองเชียร์ ปัญหาคือว่ากองเชียร์ต้องเข้าใจว่าเรากำลังอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่การดันอีกฝ่ายหนึ่งไม่ให้มีที่ยืน เรื่องความสมดุลคือสิ่งสำคัญ ถ้าเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งจะทำให้เกิดการชนกัน และนำไปสู่สงครามกลางเมือง วันนี้ไม่ได้มองว่าเกมวันนี้จะจบลงอย่างไร เพียงเกมวันนี้เป็นการเดินเกมกันคนละวัน ใครอดทนกว่าก็ชนะไป แต่ถ้าวันนี้ไม่หากรอบ การเล่นจะพัฒนาไปสู่เงื่อนไขบานปลาย จะทำให้ปัญหาจบยาก”
ส่วนท่าทีของกองทัพ คงไม่มีอะไรดีไปกว่า เฝ้าติดตามสถานการณ์ ที่สำคัญตอนนี้ถือว่ากฎหมายบ้านเมืองยังบังคับใช้อยู่ การที่กองทัพจะเข้าไปเบรกกฎหมาย และนำกำลังทหารออกมาแก้ไขปัญหาด้วยการปฏิวัติ-รัฐประหาร จบภารกิจแล้วกองทัพก็จะถูกมองว่าเป็นผู้ร้าย ถึงแม้ว่าวันที่ออกมาจะมีคนดีใจ แต่จบภารกิจก็เป็นผู้ร้ายทันทีในสายตาชาวโลก
โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาได้ยื่นหนังสือมาถึงไทย 3 รอบแล้ว โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองของไทยว่า รัฐบาลไทยปฏิบัติถูกต้องที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรง รวมถึงการเข้าพบของ พล.ร.อ.แซมมวล เจ. ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐอเมริกาประจำภาคพื้นแปซิฟิกเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็แสดงให้เห็นท่าทีบางอย่าง
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นแรงกดดันพอสมควรกับกองทัพ ถ้าหากกองทัพทำอะไรที่นอกกติกาจะกลายเป็นปัญหาระยะยาวคงจะยืนลำบาก แม้ว่าทุกคนจะสมมุ่งหมายด้วยการเข้ากองทัพมาเป็นเครื่องมือ แต่กองทัพจะได้รับคำประณาม ฉะนั้นกองทัพคงจะไม่ลุกขึ้นมาเล่นเกมของ “รัฐบาล-กปปส.” เด็ดขาด อะไรก็ตามเมื่อเป็นกรอบของกฎหมายแล้วกองทัพคงจะปล่อยให้เป็นเรื่องของกฎหมายไปคงจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะบทเรียนที่กองทัพได้รับมาถือว่าหนักพอสมควร
คนกลางอย่างกองทัพเลือกจะยืนเคียงหลักกฎหมาย และปล่อยให้คู่ขัดแย้งที่มีมวลชนอยู่ด้วยดำเนินสถานการณ์เล่นเกมยื้อต่อไปเยี่ยงนี้ นับจากนี้ไป ประเทศไทยก็เข้าสู่บรรยากาศ "เสี่ยง" เพราะเข้าใกล้ "เกมเลือด" แล้วจริงๆ
....................................
(หมายเหตุ : ยื้อกันอยู่แบบนี้ จะหนี'เกมเลือด'ได้อย่างไร : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)



