ข่าว

'พท.'ชี้'กปปส.'บีบ'ยิ่งลักษณ์'ลาออกเป็นกับดัก

'พท.'ชี้'กปปส.'บีบ'ยิ่งลักษณ์'ลาออกเป็นกับดัก

10 ธ.ค. 2556

เพื่อไทย ชี้ "กปปส." บีบ "ยิ่งลักษณ์" ลาออกรักษาการนายกฯ เป็นกับดัก หวังให้ขัดรธน.-ผิดม.157 เตรียมรวบรวมหลักฐานเอาผิดคน-พรรคสนับสนุน




    
          วันที่ 10 ธ.ค.56 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. ออกแถลงการณ์ฉบับที่1 ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และครม.ทั้งคณะ ลาออกจากรักษาการนายกฯ และรักษาการครม.ว่า ยืนยันว่านายกฯ และครม.จะทำหน้าที่รักษาการต่อไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ไม่สามารถลาออกได้ เพราะถ้าลาออกก็จะเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 คือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ข้อเรียกร้องนี้ถือเป็นกับดักที่วางแผนไว้ หากนายกฯ ลาออกจากรักษาการก็จะมีคนไปร้องปปช.แน่นอน นอกจากนี้ ยังมีกลุ่ม 40 ส.ว. นำโดยนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ออกมาเรียกร้องกรณีเดียวกัน ตรงนี้ทุกคนรู้ดีว่านายสมชายอยู่ฝ่ายไหน ดำเนินการสอดคล้องกับนายสุเทพตลอด อยากแนะนำให้ลาออกจากส.ว.ไปเคลื่อนไหวทางเมืองจะดีกว่า เพราะที่ผ่านมามีข้อเสนอต่าง ๆ แต่ไม่ได้สร้างสรรค์เลย
    
          "ข้อเรียกร้องของนายสุเทพไม่เป็นไปตามกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ เป็นการท้าทายอำนาจรัฐธรรมนูญ ขัดหลักนิติรัฐ นิติธรรม เป็นการกระทำที่ท้าทายประชาชน ไร้สติ ไร้ความรับผิดชอบ ไร้ยางอาย ไม่มีกฎหมายอะไรรองรับเลย นายสุเทพเป็นนักการเมืองมานาน เคยเป็นถึงรองนายกฯ ต้องรู้ว่าเมื่อมีการยุบสภาฯ และประกาศวันเลือกตั้ง นักการเมืองที่เป็นนักประชาธิปไตยต้องเข้าสู่การเลือกตั้ง แต่นายสุเทพกลับกระทำการที่อุกอาจทั้งที่รู้กฎหมาย ถือเป็นกบฏต่อแผ่นดิน ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ชัดเจน"โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว
    
          นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ตนกำลังรวมรวมพยานหลักฐานของผู้ที่ให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนายสุเทพ หากมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงพรรคการเมืองใดก็จะดำเนินการเอาผิดถึงขั้นยุบพรรค ทั้งนี้ อยากเรียกร้องประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ว่า ไม่ควรให้การสนับสนุนการกระทำของนายสุเทพ เพราะความผิดกรณีนี้มีโทษสูง ขณะนี้มีการยุบสภาฯคืนอำนาจให้ประชาชนและกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปแล้ว จึงอยากขอร้องให้ทุกพรรคการเมืองหันมาแข่งกันนำเสนอนโยบายเพื่อประชาชนจะดีกว่า และขอให้ส่งผู้สมัครลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเป็นการสนับสนุนประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภา และสุดท้ายอยากขอให้นายสุเทพหยุดดูถูกประชาชนในกรณีที่บอกว่าจะมีการโกงเลือกตั้ง สุดท้ายจะได้เผด็จการรัฐสภา นอกจากนี้ อยากให้องค์กรอิสระ องค์กรภาคเอกชน ภาคสังคมทุกภาคส่วน ช่วยจับตาการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด เพื่อจะได้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายด้วย
    
          นายพร้อมพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพระบุตัวเลขผู้มาชุมนุมเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่ามีจำนวนถึง 5 ล้านคน เป็นสถิติโลกที่มีคนออกมาไล่รัฐบาลมากที่สุดด้วยว่า ตนอยากให้ติดตามสื่อต่างชาติทั้ง BBC และ CNN ซึ่งรายงานจำนวนผู้ชุมนุมว่ามีประมาณ 1-1.5 แสนคน ถือเป็นการตบหน้านายสุเทพที่พยายามกุตัวเลข ปลุกระดมมวลชน ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ ใช้คำว่ามวลมหาประชาชนเป็นล้านขับไล่รัฐบาล ซึ่งไม่เป็นความจริง เป็นการยกเมฆทั้งสิ้น นายสุเทพและพวกเป็นจอมลวงโลก




อัด "สุเทพ" ตั้งสภาประชาชนเข้าข่ายละเมิดพระราชอำนาจ

          นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.กับพวก จัดให้มีการชุมนุมขึ้นจากเดิมที่เป็นการชุมนุมโดยสงบ แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็นการชุมนุมที่ละเมิดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายด้วยการบุกยึดสถานที่ราชการต่างๆ และข่มขู่ คุกคามข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีเจตนาเพื่อล้มล้างรัฐบาล ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร รวมถึงล้มล้างรัฐธรรมนูญ แล้วสถาปนารูปแบบการปกครองใหม่ด้วยการจัดตั้งสภาประชาชนเพื่อเปลี่ยนกติกาการปกครองประเทศนั้น การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองและเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ซึ่งเรื่องนี้มีผู้ไปยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว หากอัยการสูงสุดเห็นว่ามีมูลก็จะเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ส่วนคดีอาญานั้น ถือว่านายสุเทพกระทำการเข้าข่ายความผิดหลายบทหลายมาตราด้วยกัน อาทิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา113 ฐานกบฏภายในราชอาณาจักร มาตรา 116 มาตรา 117 มาตรา 215 และมาตรา 365 ซึ่งศาลได้ออกหมายจับแล้ว
 
          นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ภายหลังจากนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาฯ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.และมีพระราชกฤษฎีกาให้ยุบสภาฯ และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้วนั้น แทนที่นายสุเทพจะยุติการกระทำ กลับประกาศว่าได้มีการยึดอำนาจอธิปไตยที่เป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศมาเป็นของประชาชนได้แล้ว และจะดำเนินการจัดตั้งสภาประชาชนเพื่อจัดให้มีรัฐบาลมาปกครองประเทศเป็นการชั่วคราว พร้อมกับออกคำสั่งให้หัวหน้าส่วนราชการมารายงานตัวต่อตนเองนั้น นอกจากเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความผิดฐานก่อการกบฏที่ชัดเจนยิ่งขึ้นแล้ว การกระทำดังกล่าวยังถือเป็นการล่วงละเมิดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจนอีกด้วย เนื่องจากอำนาจอธิปไตยแม้เป็นของปวงชนชาวไทย แต่พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นพระประมุขทรงใช้อำนาจนั้นผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ เป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ เข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นและอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งประชาชนที่ทราบและพบเห็นการกระดังกล่าวสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษนายสุเทพได้ทันที ทั้งนี้ ตนจะไปยื่นกล่าวโทษนายสุเทพต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วย





"พท."มั่นใจมติพรรคเอกฉันท์ส่ง"ยิ่งลักษณ์"ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ1

          นายพร้อมพงศ์ กล่าวถึงการเตรียมพร้อมเลือกตั้งหลังมีพระราชกฤษฏีกาว่า จะมีการประชุมส.ส.พรรคในวันที่  11 ธ.ค.เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และตั้งคณะกรรมการดูแลทั้ง 5 ภาค เพื่อกำหนดตัวผู้สมัครส.ส.ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ ทั้งนี้คาดว่าภายในสัปดาห์นี้น่าจะเสร็จและพร้อมหากกกต.ประกาศวันรับสมัคร เรายึดมั่นระบบประชาธิปไตย ฟังเสียงประชาชน โดยจะรณรงค์หาเสียงในสิ่งที่พรรคทำมา 2 ปีในการเป็นรัฐบาลว่าพอใจหรือไม่พอใจอย่างไร รวมถึงนโยบายใหม่ที่จะออกมาด้วย ซึ่งขณะนี้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 กลับมาแล้ว และยังมีนักการเมืองพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนที่จะกลับมาอยู่ด้วยกันอีกจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อนั้นเชื่อว่า ในที่ประชุมพรรคจะมีมติเอกฉันท์ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้สมัครลำดับที่ 1
        
          ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพรรคประชาธิปัตย์บอยคอตการเลือกตั้งจะทำอย่างไร นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เพราะมีพรรคการเมืองที่จดทะเบียนกับกกต.ถึง 60 พรรค ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงก็จะเหลือ 59 พรรค ที่สำคัญพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 4 พรรค รวมทั้งพรรคภูมิใจไทยก็จะลงสมัคร แต่พรรคประชาธิปัตย์ต้องตอบคำถามของประชาชนเอง เพราะเป็นถึงพรรคเก่าแก่แต่จะยึดมั่นในระบบประชาธิปไตยและรัฐสภา  
    
          ส่วนที่ 7 องค์กรเอกชนที่เสนอเป็นตัวกลางในการแก้ปัญหาเพราะหากมีการเลือกตั้งปัญหาก็ยังไม่จบนั้น นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมรับฟัง แต่กติกากฎหมายนั้นมีอยู่แล้วหรืออาจจะต้องมีการคุยนอกรอบ