ข่าว

'กกต.'พร้อมจัด'ลต'คาดใช้งบ3.8พันล.

'กกต.'พร้อมจัด'ลต'คาดใช้งบ3.8พันล.

10 ธ.ค. 2556

"เลขาฯ กกต." แจง ครม.พร้อมจัดเลือกตั้ง 2 กพ.57 ระบุใช้งบ 3,800 ล้าน เพิ่มขึ้นจากปี 54 จำนวน 400 ล้าน ระบุจำนวนหน่วยเลือกตั้งเพิ่ม เผย ครม.ห่วงข้อห้ามทางกฎหมาย


    
          วันที่ 10 ธ.ค.56  เมื่อเวลา 10.45 น. ที่สโมสรทหารบก นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวภายหลังเข้าชี้แจงครม.ถึงระเบียบและข้อกำหนดในการจัดการเลือกตั้งทั่วไป ว่า กกต.ชี้แจงครม.ว่าพร้อมสำหรับการจัดการเลือกตั้งทั่วไปและครม.รับทราบรายละเอียดของงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการครั้งนี้จะใช้ประมาณ 3,800 ล้านบาท เพิ่มจากการเลือกตั้งในวันที่ 3 ม.ค.2554 ที่ใช้ 3,400 ล้านบาท เนื่องจากมีหน่วยเลือกตั้งเพิ่มจาก 95,000 หน่วย เป็น 1 แสนหน่วย และมีประชากร 48 ล้านคน ที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง จึงต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น โดยครม.ส่วนใหญ่สอบถามถึงข้อห้ามทางกฎหมายและสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้ในระหว่างการหาเสียง ซึ่งกกต.ชี้แจงข้อห้ามที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตาม มาตรา181 คือ เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ตั้งแต่ระดับ 10 ขึ้นไป จะต้องขอความเห็นจากกกต.และการใช้งบกลาง รวมทั้งการใช้งบประมาณผูกพันไปถึงรัฐบาลหน้า ไม่สามารถทำได้ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติเดิม
          
          เลขาฯกกต. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้สอบถามถึงการปฏิบัติ ว่า ในระหว่างการหาเสียงหากมีการชุมนุมประท้วงใส่ร้ายผู้สมัคร จะดำเนินการอย่างไร ซึ่งได้ชี้แจงว่าตามข้อกำหนดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ปี 2551มาตรา 53 (5) นั้น หากพบว่ามีผู้เสียหายมาร้องหรือหากกกต.พบเห็นความปรากฎเองสามารถหยิบยกเรื่องขึ้นมาวินิจฉัยได้ ทั้งนี้ครม.เป็นห่วงว่าเรื่องใดทำแล้วมีความผิด เช่นการใช้เวลาราชการไปหาเสียง การใช้ทรัพยากรของรัฐไปเพื่อการเป็นประโยชน์ในหาเสียง ซึ่งกกต.ชี้แจงไปว่ามีระเบียบที่ออกตามกฎหมายไว้อยู่แล้วในเรื่องที่ห้ามไว้ เช่น ห้ามใช้ทรัพยากรให้เป็นประโยชน์ เรื่องการใช้รถนั้นมีรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งที่ประชุมครม.รับทราบเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติแล้ว สำหรับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในระยะเวลาเพียงเดือนเศษนั้น ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง เพราะกตต.มีความพร้อมในการดำเนินการรองรับอยู่แล้ว




กกต.ประกาศสมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ-แบบเขต

          นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกรัฐบาล แถลงหลังการประชุม ครม.นัดพิเศษ ที่ใช้เวลาราว 50 นาทีว่าวันนี้เชิญกกต.หารือถึงการเตรียมเลือกตั้งให้เรียบร้อย โดยเลขาฯ กกต. แนะให้ระวังการให้ข่าวอาจทำให้ผิดกฎหมายเลือกตั้งได้ พร้อมระบุเปิดรับสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 23-27 ธ.ค. 56 ส.ส.แบ่งเขต 28 ธ.ค.56 -1ม.ค.57 และจะมีเลือกตั้งล่วงหน้า 26 ม.ค.57 และเลือกตัั้งทั่วไป วันที่ 2 ก.พ.57 ทั้งนี้ ใช้งบฯ 3,800 ล้านบาทสูงกว่าปีที่แล้ว และผู้มีสิทธิ์ 48 ล้านคนเป็นจำนวนคนที่มากกว่าเดิม




ให้ รมต.ยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินใน 30 วันนับจากยุบสภา
    
          นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ว่า เนื่องจากคณะกรรมการ ปปช.เคยให้ความเห็นไว้ว่า กรณีที่ครม.ทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งให้ถึงวันที่ ครม.ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นวันพ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น ปัจจุบันการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ดังนี้ กรณี ครม.มีสถานะเป็น ส.ส. ต้องยื่นรายการภายใน 30 วัน นับแต่พ้นจากตำแหน่งส.ส. คือวันที่ยุบสภา และต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอีกครั้งใน 30 วัน หลังจากพ้นจากตำแหน่ง รมต. ในการที่ รมต.ไม่มีสถานะเป็นส.ส. ต้องยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินหนี้สินใน 30 วัน นับแต่พ้นจาก รมต. คือวันที่ครม.ชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    
          สำหรับสถานะของข้าราชการการเมืองอื่น ทางกฤษฎีกาเคยวินิจฉัยไว้เมื่อเดือน ธ.ค. 2533 ว่าสถานะของข้าราชการการเมืองอื่น เลขาธิการครม. โฆษกประจำสำนักนายกฯ เลขานุการรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอื่นๆ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และพ้นจากตำแหน่งพร้อมกับการสิ้นสุดของการอยู่ในตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี หรือ รมต. ที่แต่งตั้งตั้งแต่ต้น ไม่เกินกว่าที่ครม.ชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่
        
          ในส่วนของราชการรัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ให้ถือปฏิบัติตามมติครม. เรื่องการปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวกับแนวทางการเลือกตั้งโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อได้รับการร้องขอจาก กกต. รวมทั้งการวางตัวเป็นกลางของข้าราชการ และในการดำเนินการใดๆ ที่อยู่ในอำนาจของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้แต่ละหน่วยงานพิจารณาตำแหน่งไปตามความเหมาะสมของความเป็นกลาง และกรณีที่ไม่อยู่ในหน้าที่ของส่วนราชการ และหน่วยงานต่างๆ ให้แต่ละหน่วยงานนั้นเสนอขอทำความตกลงของสำนักงบประมาณก่อนที่จะดำเนินการต่อไป