ข่าว

'คนไกล-พรรคร่วม'ดัน'ยุบสภา'รักษาอำนาจ!

'คนไกล-พรรคร่วม'ดัน'ยุบสภา'รักษาอำนาจ!

10 ธ.ค. 2556

'คนไกล-พรรคร่วม'ดัน'ยุบสภา' รักษาอำนาจ! : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน

             สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศกำลังเข้าสู่ "จุดเปลี่ยน" สำคัญอีกครั้ง หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ประกาศ "ยุบสภา" เมื่อเช้าวันที่ 9 ธันวาคม ก่อนที่มวลชนต่อต้านระบอบทักษิณ นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. จะนำมวลชนบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ เรียกได้ว่า ชิงไหว-ชิงพริบกันแบบไม่มีใครยอมใคร

             วงในเล่าว่า นับตั้งแต่มีการเจรจากันระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายสุเทพ และผู้บัญชาการเหล่าทัพ มาก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะต่างฝ่ายต่างยืนยันในจุดยืนของตน โดยนายกฯ ย้ำว่า มาตามระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง แต่ก็พร้อมที่จะยุบสภาและลาออก ส่วนนายสุเทพก็ยืนยันเรื่องการตั้งสภาประชาชนนั้น กองทัพก็ได้ติดตามสถานการณ์มาตลอด

             กระทั่ง "จุดเปลี่ยน" ของสถานการณ์มาถึง เมื่อ "คนไกล" ต่อสายมายังที่ประชุมพรรคเพื่อไทยวันที่ 8 ธันวาคม โดยได้วางแนวทางการต่อสู้ไว้ 2 แนวทาง คือ 1.สู้ หรือ 2.ถอย โดยแต่ละแนวทางมีรายละเอียดคือ

             แนวทางที่ 1 คือ สู้ โดยให้ยังคงมีรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอยู่ แต่ให้ย้ายไปปักหลักพื้นที่อื่น หรือตั้ง "รัฐบาลพลัดถิ่น" ในจังหวัดที่มีมวลชนของคนเสื้อแดงอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งมองไว้ 2 จังหวัด คือ เชียงใหม่ หรือ อุดรธานี โดยให้มวลชนเป็นเกราะคุ้มครองรัฐบาล

             แนวทางที่ 2 คือ ถอย โดยเลือกวิธีการ "ยุบสภา" เพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ โดยประเมินว่า กลุ่ม กปปส.ของนายสุเทพจะ "หมดความชอบธรรม" ทันทีที่รัฐบาลประกาศยุบสภา เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง

             ต่อมา ในที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาล คนไกลก็ต่อสายเข้ามายังที่ประชุมอีกครั้ง โดยตัดสินใจเลือกแนวทางยุบสภา และให้เหตุผลว่า ไม่อยากให้สถานการณ์บานปลายออกไป เนื่องจากกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงจะนัดชุมนุมกันที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 10 ธันวาคม หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป เกรงว่าอาจเกิดการปะทะซ้ำรอยเหตุการณ์ปะทะนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

             คำประกาศิตจากแดนไกล จึงนำมาสู่ถ้อยแถลงของนายกฯ ในเช้าวันที่ 9 ธันวาคม ซึ่งเป็นการโยนแรงกดดันกลับไปยังกลุ่ม กปปส. ที่ยังคงเคลื่อนไหว แม้รัฐบาลยอมถอยแล้ว

             จุดยืนดังกล่าวสอดคล้องกับ นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เสนอแนะว่า รัฐบาลควรยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ที่สำคัญ บรรดานักการเมืองพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล (บ้านเลขที่ 109) ก็พ้นจากการตัดสิทธิทางการเมือง และสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ทันตามกำหนดเวลา

             "กปปส.เป็นมวลชนที่มีฐานส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ แต่มวลชนส่วนใหญ่ในภาคเหนือและอีสานยังสนับสนุนรัฐบาลอยู่ และเกรงว่าจะเข้ามาปะทะกัน รัฐบาลจึงควรยุบสภา ซึ่งไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลแพ้ แต่เป็นการถอย ถ้า กปปส.ยังรุก ไม่ยอมถอยอีก ก็จะหมดความชอบธรรมทันที" วงในกองทัพเล่าบรรยากาศในที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาล

             สุดท้ายพรรคร่วมรัฐบาลจึงมีฉันทามติที่จะเลือกหนทางการยุบสภา โดยมองว่า ถ้า กปปส.ไม่ถอยก็จะไม่มีความชอบธรรมอีกต่อไป เพราะนานาชาติกำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเชื่อว่า หากมีการเลือกตั้งอีกครั้ง ประชาชนก็จะให้ความไว้วางใจพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลอีก

             แต่ปัญหาก็คือ เมื่อยุบสภาแล้ว เรื่องราวก็ไม่ได้ยุติลงที่ตรงนั้น ข้อเรียกร้องของ กปปส.ยังมีอีกคือ ให้รัฐบาลรักษาการลาออก โดยก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น กปปส.ก็ชิงประกาศยึดอำนาจอธิปไตย โดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลนั้นบ่ายหน้าเข้าสู่วันเลือกตั้งกันแล้ว

             อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายเห็นพ้องกันว่า การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นไม่ใช่คำตอบที่จะนำพาชาติบ้านเมืองรอดพ้น หากแต่มีแนวโน้มว่า จะกลายเป็น "เลือกตั้งเลือด" เพราะความขัดแย้งยังรุนแรงอยู่

             เช่นเดียวกับการที่ หาก นายสุเทพ จัดการยึดอำนาจแล้วเอามาบริหารจัดการเอง ก็คงยากที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงจากการปะทะกันของกลุ่มคนสองฝ่าย

             บางทีบ้านเมืองอาจจำต้องเดินไปในแนวทางที่ กปปส.เลือกที่จะก้าวไปหาจุดนั้นก็เป็นได้ เพราะมีความเชื่อว่า หากไปขอพระราชทานแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็คงจะต้องยอมรับในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

...................

(หมายเหตุ : 'คนไกล-พรรคร่วม'ดัน'ยุบสภา' รักษาอำนาจ! : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)