
ผลสำรวจเอสเอ็มอีไทยชี้รัฐไม่ช่วยมองโลกแง่ดีรับวิกฤติ-กังวล"ต้นทุนพุ่ง-ขาดแหล่งเงินทุน"
ยูพีเอส เอบีเอ็มสำรวจเอสเอ็มอีไทยยังกำลังใจดี มองข้ามช็อตประคองตัวสู้วิกฤติพร้อมเตรียมกลยุทธ์รอเศรษฐกิจฟื้นตัว กังวลต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขาดแหล่งเงินทุน ระบุรัฐบาลไม่ช่วยเหลืออย่างจริงจังทำให้เป็นอุปสรรคในการเพิ่มขีดแข่งขัน
นายเกรกอรี่ คาร์สเตนส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูพีเอส ประเทศไทย กล่าวว่า จากผลสำรวจยูพีเอส เอบีเอ็ม ประจำปี 2552 พบว่าแม้จะอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังถดถอย และเกิดเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองของไทยในช่วงที่ผ่านมา แต่ผู้ประกอบการไทยยังมีกำลังใจที่ดีในการประกอบธุรกิจ สะท้อนจากแบบสำรวจที่ตอบว่าเอสเอ็มอีไทยจำนวนไม่น้อยยังคาดหวังว่าธุรกิจของตนสามารถเติบโตขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว แม้ว่าส่วนใหญ่จะเห็นว่าธุรกิจของตนจะไม่เติบโตเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมเอสเอ็มอีไทยมีมุมมองเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในเชิงลบกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
ส่วนในเรื่องจ้างงานนั้น ผู้ประกอบการไทยมีเพียง 11% ที่วางแผนจะลดจำนวนพนักงานลง ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ที่ทำการสำรวจ ยกเว้นจีนและเกาหลี ขณะที่มีถึง 9% ที่มีแผนจะเพิ่มจำนวนพนักงานในปีนี้ ขณะที่การรับมือกับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก เอสเอ็มอีไทย 79% จำเป็นต้องบริหารกระแสเงินสดอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยต้องเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการให้สินเชื่อและการเก็บเงิน ขณะที่ 58% จะลดค่าใช้จ่ายต่างๆ
ผลการสำรวจยังเปิดเผยว่า เอสเอ็มอีในไทยและเอเชียไม่เพียงมองหาหนทางเพื่อความอยู่รอดในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ยังมองไกลไปกว่านั้นคือ วางแผนกลยุทธ์เตรียมไว้รอรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ สิ่งที่เอสเอ็มอีมีความกังวลมากที่สุดในการดำเนินธุรกิจในปีนี้คือ การรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย การรับมือกับภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น และการบริหารกระแสเงินสดและหนี้สินที่เพิ่มขึ้น โดยต้องการให้รัฐบาลมีบทบาทมากขึ้นในการช่วยเหลือในช่วงเวลาวิกฤติ และส่งเสริมให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
นอกจากนี้ เอสเอ็มอีไทย 81% ยังให้ความเห็นว่าการขาดความช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน ประเด็นหลักสามประการที่เอสเอ็มอีไทยต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือคือ ด้านการวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงระบบและกฎระเบียบทางราชการที่ล่าช้า และการช่วยเหลือเอสเอ็มอีในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเงินกู้
“จากการสำรวจในปีนี้ เห็นได้ว่าเอสเอ็มไทยรับรู้และเล็งเห็นถึงประโยชน์และความสำคัญของการบริหารซัพพลายเชนในการสนับสนุนธุรกิจกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น แม้ว่าเอสเอ็มอีไทยยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักปฏิบัติด้านซัพพลายเชนมากนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่การลดค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดและแข่งขันได้ เราจึงเชื่อมั่นว่าเอสเอ็มอีไทยจะหันมาใช้ระบบซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพกันมากขึ้น” นายคาร์สเตนส์กล่าว



