ข่าว

รู้จัก'แก๊สน้ำตา'ตัวช่วย'ซื้อเวลา'ผู้กุมอำนาจรัฐ

รู้จัก'แก๊สน้ำตา'ตัวช่วย'ซื้อเวลา'ผู้กุมอำนาจรัฐ

08 ธ.ค. 2556

รู้จัก'แก๊สน้ำตา' ตัวช่วย'ซื้อเวลา'ผู้กุมอำนาจรัฐ : วิศิษฎ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์รายงาน

              เสียงยิงกระบอกแก๊สน้ำตาขึ้นฟ้า พร้อมๆ กับควันแก๊สที่แผ่ปกคลุมพื้นที่อย่างรวดเร็ว ตามด้วยเสียงโห่ฮาของผู้คนที่อยู่อีกฟากของแท่งปูนแบร์ริเออร์ เสียงร้องโหยหวนด้วยความแสบตามผิวหนังและดวงตา สลับกับการวิ่งกรูเข้าหากระบอกแก๊สน้ำตาของทีมกล้าตาย เพื่อคว้ามันยัดลงในกระป๋องน้ำ หรือนำกระสอบป่านชุ่มน้ำไปคลุมไว้ เพื่อดับพิษร้ายของมัน...
 
              ทั้งหมดนี้เป็นภาพและเสียงที่ทุกคนคงได้ยินได้เห็นกันจนชินตาจากการถ่ายทอดบรรยากาศการชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐบาลและขับไล่ระบอบทักษิณผ่านสื่อโทรทัศน์ช่องต่างๆ โดยมีช่องทีวีดาวเทียมหลายช่องถึงขั้นถ่ายทอดสด พื้นที่เกิดเหตุหนักที่สุดก็คือ แยกพณิชยการ ใกล้กับทำเนียบรัฐบาล และแยกพล.1 ใกล้กับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ระหว่างวันที่ 1-2 ธันวาคม
 
              โดยมีคู่กรณีคือผู้ชุมนุมภายใต้การนำของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภายใต้การนำของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. 
 
              แม้ฝุ่นควันจากแก๊สน้ำตาจะจางหายไปหลายวันแล้ว แต่จนถึงวันนี้ยังถูกหยิบมาเป็นประเด็นการเมืองกันอยู่ เพราะยอดผู้บาดเจ็บสะสมตามตัวเลขที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศ 289 คนนั้น เกือบทั้งหมดบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตา และน้ำสีม่วงที่ถูกตำรวจฉีดใส่ จึงนำไปสู่การกล่าวหาว่าตำรวจนำสารเคมีที่เป็นอันตรายมาใช้กับประชาชน
 
              ร้อนถึง พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ 10) พร้อมด้วยผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ต้องออกโรงแถลงข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมา
 
              จากการตรวจสอบพบว่า นอกจากการใช้แก๊สน้ำตาควบคุมฝูงชนแล้ว ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้แก๊สน้ำตาแบบน้ำ และการฉีดน้ำผสมสีม่วงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม
 
              แหล่งข่าวซึ่งเป็นนายตำรวจระดับครูฝึกการควบคุมฝูงชน ยืนยันว่า แก๊สน้ำตาที่ตำรวจใช้นั้นไม่มีสารที่เป็นอันตรายร้ายแรงอย่างแน่นอน และหากกระบอกแก๊สน้ำตาไปตกใกล้ๆ บุคคลใด ก็ไม่สามารถทำอันตรายร้ายแรงถึงขั้นขาขาดอย่างที่เข้าใจผิดกัน จะมีก็แต่ความร้อนที่ตัววัตถุ ซึ่งจะร้อนมากหากจับด้วยมือเปล่า ส่งผลให้ผิวหนังไหม้
 
              "แก๊สน้ำตาทั้งหมดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้ในปัจจุบัน นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานเพื่อใช้ควบคุมฝูงชนตามหลักสากล มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ ซีเอ็น กับ ซีเอส โดยแก๊สน้ำตาแบบซีเอส จะทำให้เกิดการอาเจียน ส่งผลต่อร่างกายแรงกว่าแบบซีเอ็น"
 
              สำหรับแก๊สน้ำตาทั้งสองชนิดที่ว่านั้น ครูฝึกการควบคุมฝูงชน บอกว่า มีทั้ง แบบขว้างและแบบยิงด้วยเครื่องส่งแก๊สน้ำตา โดยแบบขว้างสามารถแยกย่อยได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบกระป๋องเผาไหม้เป็นควันฟุ้งกระจายจากด้านหัว และ แบบกระป๋องที่ปริแตกแล้วส่งแก๊สน้ำตาออกมา
 
              ส่วนแบบยิง จะมีรูปทรงกระบอกที่เล็กเรียวกว่าแบบขว้าง การใช้งานต้องนำไปใส่ในเครื่องส่งขนาด 37, 38 หรือ 40 มม. แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้เครื่องส่งแบบ 38 มม. ซึ่งก็มีทั้งแบบที่ยิงไปแล้วแตกเป็นผงในอากาศ และแบบที่ยิงไปแล้วเป็นควันออกมา โดยระยะยิงไกลที่สุดคือ 150 เมตร ตามมาตรฐานสากลในการควบคุมฝูงชนซึ่งกำหนดระยะห่างระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับแนวเจ้าหน้าที่ไว้ที่ 150 เมตร
 
              ขณะที่ "น้ำสีม่วง" ที่ตำรวจฉีดใส่ผู้ชุมนุมแล้วทำให้เกิดอาการแสบร้อน ระคายเคืองนั้น ก็คือ แก๊สน้ำตาแบบเหลวที่สามารถนำไปผสมน้ำได้ โดยสีม่วงเป็นสีที่ไม่มีอันตราย แต่ผสมสีลงไปเพื่อให้ง่ายต่อการคัดแยกกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อจับกุมดำเนินคดี
 
              ครูฝึกการควบคุมฝูงชน บอกอีกว่า ในทางปฏิบัตินั้น ตำรวจสามารถข้ามขั้นตอนการปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังได้ เช่น หากพบกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามขับรถพุ่งชนตำรวจ ก็สามารถข้ามขั้นตอนจากการฉีดน้ำหรือใช้แก๊สน้ำตา ไปเป็นการใช้กระสุนยางได้ทันที ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67, 68 และ 69 (การกระทำด้วยความจำเป็น และสิทธิในการป้องกันตัว)
 
              อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ปรับปรุงแก้ไขแผนกรกฎ 52 เป็นแผนกรกฎ 56 เพื่อเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พิจารณาแล้ว เพื่อให้ทันสถานการณ์มากขึ้น
 
              สำหรับต้นกำเนิดของแก๊สน้ำตานั้น กองบัญชาการศึกษา (บช.ศ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้นำข้อมูลมาเผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ของหน่วยงาน ระบุว่า ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ.1914-1918) กองทัพบกสหรัฐได้ทำการวิจัยหาสารเคมีให้แก่ฝ่ายทหาร เพื่อใช้ตรวจสอบหน้ากากป้องกันไอพิษ และได้พบสาร ซีเอ็น (Chloroacetophenone) เมื่อทำให้กลายสภาพเป็นแก๊ส จะทำให้ผู้ถูกแก๊สมีน้ำตาไหลและหมดสมรรถภาพ
 
              ภายหลังสงครามได้มีการบุกเบิกเรื่องแก๊สน้ำตาเพื่อใช้ในฝ่ายปราบปรามของโลกเสรี แก๊สน้ำตาได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ระยะหลังสหรัฐประสบปัญหาอาชญากรรมและความไม่สงบมากขึ้น ปรากฏว่าอาวุธเคมีชนิดนี้สามารถช่วยในการปราบปรามได้เป็นอย่างดี
 
              ข้อมูลจากเว็บไซต์ บช.ศ. ระบุอีกว่า ปี ค.ศ.1960 กองทัพสหรัฐได้ค้นพบสารเคมีอีกชนิดหนึ่ง คือ ซีเอส(Orthochlorbenzalmalononitrile) ซึ่งมีประสิทธิภาพรุนแรงกว่า ซีเอ็น แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า ดีเอ็ม หรือ Sickening Agent เพราะผู้ที่ถูกดีเอ็ม จะมีอาการป่วยและอาเจียนอย่างรุนแรง ถือเป็นสารเคมีที่รุนแรงเกินไปที่จะนำมาใช้ในการควบคุมฝูงชน
 
              ทั้งนี้ การผลิตซีเอ็น และซีเอส ในรูปแบบต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในการปราบปรามจลาจลนั้น และเป็นที่นิยมแพร่หลายทั้งในสหรัฐอเมริกาและโลกเสรี
 
              "ความจริงแก๊สน้ำตาไม่ได้มีลักษณะเป็นแก๊สตามชื่อเรียก แก๊สน้ำตาเป็นสารชนิดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า Chloroacetophenone มีลักษณะเป็นผงแพร่กระจายไปในอากาศได้ด้วยวิธีการต่างๆ ข้อควรจำคือ แก๊สน้ำตามิได้เข้าทางตาอย่างที่เข้าใจกัน แม้จะหลับตาก็ไม่สามารถป้องกันได้ เพราะแก๊สน้ำตาเข้าไปทำปฏิกิริยาต่อประสาทตาโดยเข้าไปทางลมหายใจ" ข้อมูลในเว็บไซต์ บช.ศ. ระบุ
 
              สำหรับแก๊สน้ำตาเป็นสารเคมีที่อยู่ในสภาวะของแข็ง ผงละเอียด และของเหลว สามารถทำให้กระจายตัวออกไปด้วยวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1.ด้วยการขับดัน ได้แก่ การระเบิดเพื่อขับดันสารเคมีที่เป็นของแข็งให้ละเอียดและกระจายไปในอากาศ 2. ไฟโรเทคนิค คือการเผาไหม้โดยใช้สื่อเผาไฟเผาเคมีจนเกิดลักษณะระเหยเป็นควัน 3.หมอก ทำแก๊สเคมีให้ร้อน เพื่อให้สารเคมีแก๊สน้ำตาชนิดเหลวระเหยเป็นไอในอากาศ 4.ในลักษณะของเหลว คือ ใช้แรงผลักดันหรือฉีดสารเคมีชนิดเหลวให้ไปสู่เป้าหมาย
 
              จากการสำรวจทั่วโลกพบว่า วิธีการเผาไม้และหมอก เป็นวิธีที่ใช้แพร่หลายในการผลิตเป็นแก๊สน้ำตา ส่วนวิธีฉีดของเหลว เป็นวิธีการที่นำไปใช้เพื่อทำเป็นอาวุธประจำกายโดยทำเป็นกระบอกฉีด!

....................................

(หมายเหตุ : รู้จัก'แก๊สน้ำตา' ตัวช่วย'ซื้อเวลา'ผู้กุมอำนาจรัฐ : วิศิษฎ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์รายงาน)