
'ศอ.รส.'จ่อฟันท่อน้ำเลี้ยงหนุนม็อบ
'ศอ.รส.' จ่อฟันท่อน้ำเลี้ยงหนุนม็อบ 'กปปส.' เผยเตรียมเรียกชี้แจง ด้าน 'จรัมพร' แถลงสรุปเหตุรุนแรง 'ม.รามฯ' มีผู้เสียชีวิต 5 รายจากปืนสั้น ยันไม่มีสไนเปอร์
7 ธ.ค.56 เมื่อเวลา 13.00 น. มีการประชุมคณะทำงานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาสถานการณ์ ของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยมีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานการประชุม โดยมีรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
จากนั้นเวลา 14.20 น. พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของศอ.รส. แถลงภายหลังการประชุม ว่า ในการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯมีนายสุรพงษ์ เป็นประธานการประชุม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานด้านความยุติธรรม นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ฐานะประธานด้านดูแลประชาชน นาวาอากากศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ประธานด้านข้อมูลข่าวสาร พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.เกษตรฯ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิชย์ รมช.ศึกษา พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ตัวแทน กอ.รมน.
พล.ท.ภราดร กล่าวว่า การประชุมวันนี้เป็นการประเมินสถานการณ์ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศว่าวันจันทร์ที่ 9 ธ.ค. จะเคลื่อนพลตั้งแต่เวลา 9.39 น. ซึ่งศอ.รส.ประเมินว่าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจะมีรณรงค์ให้คนเข้ามาร่วมชุมนุมและคาดว่ามีมวลชนมากพอสมควรในหลักหมื่นในกทม.และตจว.จะมีระดับหนึ่ง จึงต้องมีมาตรการรองรับ ซึ่งมาตรการยังคงใช้ตามเดิมคือใช้แนวทางสันติวิธี เน้นทำความเข้าใจ
"โดยพื้นที่หลักที่ต้องรักษาคือทำเนียบรัฐบาล ส่วนรัฐสภาจะใช้กำลังน้อยลงเพราะไม่มีการปฏิบัติงาน น้ำหนักจึงอยู่ที่ทำเนียบ ที่จะใช้กำลังทั้งตำรวจและทหาร โดยตำรวจจะเป็นหลักในการดูแลประชาชน ส่วนทหารจะดูแลภายในทำเนียบเป็นกำลังเสริม" เลขาสมช. กล่าว
พล.ท.ภราดร กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางนั้นจะเริ่มต้นพูดคุยทำความเข้าใจ ถ้าไม่รุกเข้ามาก็ไม่เผชิญหน้า ถ้ารุกเข้ามาก็จะมีการเผชิญหน้าซึ่งยืนยันว่าจะดำเนินการด้วยมาตรการสากลจากเบาไปหาหนัก ทั้งนี้ที่ผ่านมามวลชนรู้เท่าทันสถานการณ์มากขึ้น คิดว่าน่าจะมีความเบาบางและความรุนแรงไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะเชื่อว่าผู้ชุมนุมเข้าใจว่าความรุนรงแก้ไขปัญหาไม่ได้ และเขาเข้าใจแล้วว่าผู้นำมวลชนผิดกฎหมาย
เลขาสมช. กล่าวด้วยว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านกฎหมายระบุว่า ศอ.รส.จะมีการดำเนินการกับท่อน้ำเลี้ยง โดยจะมีการดำเนินการออกหมายดำเนินคดีกับบท่อน้ำเลี้ยง รวมทั้งผู้สนับสนุนรถ ยานพาหนะ ในการขนคนเข้ามาร่วมชุมนุม
"เรามีข้อมูลชัดเจนว่ามีรถของใครกลุ่มไหนที่ขนคนเข้ามาชุมนุม เราจะส่งหมายต่างๆให้ท่านมาชี้แจง ส่วนของท่อน้ำเลี้ยงนั้นเมื่อก่อนมีการสกัดกั้นทางบัญชี แต่ยังไม่ดำเนินการถึงขั้นนั้น แต่ศอ.รส.จะสื่อสารถึงท่อน้ำเลี้ยงว่าเรารู้แล้วว่าท่านกำลังทำอะไรกันอยู่" พล.ท.ภราดร กล่าวและว่า เม็ดเงินที่พบในท่อน้ำเลี้ยงทั้งหมดมีไม่ถึงหลักพันล้านบาท
เลขาสมช. กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรการเพิ่มเติมนั้น เพื่อต่างประเทศให้รู้เท่าทันสถานการณ์ ดังนั้นในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศจะมีการเชิญเอกอัคราชทูต ทูตานุทูตและเจ้าหน้าที่สถานทูตต่างประเทศในประเทศไทย มาที่ทำเนียบในเวลา 08.00 น. เพื่อมาดูมาตรการของฝ่ายรัฐบาลว่ามีการรองรับการเคลื่อนมาของมวลชน เพื่อเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลดำเนินการด้วยสันติวิธี ไม่มีอาวุธ รวมทั้งจะเชิญสื่อไทยและต่างประเทศมาเป็นพยานในมาตรการของเราด้วย ว่าเราดำเนินการละมุนละม่อม ส่วนจะให้เอกอัครราชทูต ทูตานุทูตฯ อยู่ในทำเนียบจนถึงเวลาม็อบมาหรือไม่นั้น อันนี้ก็ต้องประเมินสถานการณ์
พล.ท.ภราดร กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการตตรวจสอบฝ่ายเจ้าหน้าที่นั้นจะมีการใช้เครื่องอาอกาศยานไร้คนขับ UAV และเพิ่มกล้อง CCTV เพิ่มขึ้นในการตรวจการเพื่อดูแลความปลอดภัย และสามารถสืบสภาพให้ผู้ร่วมชุมนุมไม่ให้เกิดความรุนแรงได้
เมื่อถามว่าจะมีการเปิดให้เข้าทำเนียบเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ พล.ท.ภราดร กล่าวว่า จะมีมาตรการคือมีแบริเอรร์ขวางกั้น และมีแนวกั้นของเจ้าหน้าที่อยู่ด้านใน เมื่อถามว่าคิดว่าจะเป็นการสู้ครั้งสุดท้ายอย่างที่นายสุเทพประกาศหรือไม่ พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ตนเห็นว่านายสุเทพมาประกาศหลายรอบแล้ว และมีการเลื่อนเปลี่ยนแปลงตลอดมา ทั้งนี้ถ้าไม่สัมฤทธิ์ผลตนขอให้นายสุเทพเข้ามอบตัวตามประกาศเอาไว้ อย่างไรก็ตามยืนยันว่ารัฐบาลยังไม่มีแนวคิดใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นเวลา 14.40 น. เป็นการแถลงประจำวันของทีมโฆษกศอ.รส. โดยศอ.รส.ยืนยันการทำหน้าที่ดูแลความสะดวกด้านการจราจรให้ผู้เข้าร่วมและไม่ได้ร่วมชุมนุมในวันจันทร์ที่ 9 ธ.ค. และขอความร่วมมือแกนนำช่วยดูแลความสงบเรียบร้อยของผู้ชุมนุม ส่วนผู้ชุมนุมนั้นขอให้ชุมนุมในกรอบของกฎหมายอย่าฝ่าฝืนกฎหมาย และช่วยเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ หากพบเห็นสิ่งผิดปกติและผิดกฎหมายให้แจ้งเจ้าหน้าที่ หรือโทรสายด่วน 191 , 1599 และยืนยันว่าศอ.รส.เคารพสิทธิ์การชุมนุม และยืนยันว่าจะนำความสงบกลับคืนมาโดยเร็ว
ในส่วนของมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวนั้น จะมีการจัดรถวิทยุสายตรวจและล่ามแปล กระจายตามจุดที่มีการุมนุมและจุดสำคัญ เพื่อดูแลนักท่องเที่ยว ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว ให้ความช่วยเหลื่อเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และในส่วนของสายด่วน 1555 จะช่วยติดตามสถานการณ์และทำคำแนะนำ พร้อมเตรียมโอเปเรอเตอร์ล่ามแปลเพื่อให้ข้อมูลอีกทางหนึ่งด้วย
'จรัมพร' แถลงสรุปเหตุรุนแรง 'ม.รามฯ'
วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ.10) ในฐานะหัวหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐาน พร้อมด้วย พล.ต.ต.นัยวัฒน์ เผดิมชิต ผบก.น.4 แถลงสรุปผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานจากสถานการณ์ความรุนแรงหน้า ม.รามคำแหง เมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยพล.ต.ต.นัยวัฒน์ ได้สรุปลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้ ช่วงคืนวันที่ 30 พ.ย. ต่อเนื่องวันที่ 1 ธ.ค. กลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ทะยอยเข้าพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 30 พ.ย. และต่อมาในช่วงเที่ยงเริ่มมีนักศึกษาเกาะกลุ่มชุมนุมด้านหน้า ม.รามคำแหง ซึ่งตำรวจได้มีการลดการเผชิญหน้าโดยการให้กลุ่มนปช.เข้าพื้นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยใช้ประตู 3,4 และ 5 ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังของสนามกีฬา ต่อมาช่วงเวลา 16.00 น. ตำรวจได้มีการประชุมร่วมกัน อธิการบดี ม.รามคำแหง ผกก.สน.หัวหมาก ผกก.สน.วังทองหลาง เพื่อเข้าไปรับหนังสือตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้อง จากนั้นได้เดินทางไปรับหนังสือจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณหน้าเวที ระหว่างนั้น ได้มีแท็กซี่ที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมนปช.ขับเข้ามา กลุ่มผู้ชุมนุมจึงได้เข้าปิดล้อมแท็กซี่ ก่อนที่จะไปปิดถนนรามคำแหงทั้ง 2 ฝั่งและรวมตัวกันที่ซ.รามคำแหง 53 ต่อมาเวลา 17.00 น.มีรถโดยสาร ขสมก. สีครีม-แดง ซึ่งมีกลุ่มผู้ชุมนุมนปช.โดยสาร ขับผ่านเข้ามา ก็มีผู้ชุมนุมเข้าปิดล้อมเช่นกัน
เมื่อเวลา 19.30 น. มีผู้ชุมนุมอีกกลุ่มมาปิดถนนที่ ซ.รามคำแหง 24 ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกับกลุ่มนปช.ที่เดินทางเข้ามาโดยไม่รู้ว่ามีการปิดถนน กระทั่งเวลา 20.45 น.เกิดเหตุยิงกันเป็นเหตุให้ นายทวีศักดิ์ โพธิ์แก้ว ถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ ทำให้สถานการณ์เริ่มตึงเครียด จึงได้ประสานชุดเคลื่อนที่เร็วทั้งของบก.น.4.และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาระงับเหตุ ซึ่งขณะนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายจุด
จากนั้นเวลา 22.00 น. ตำรวจได้ระดมกำลังเตรียมเข้าพื้นที่ ปะทะเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ แต่โดนผู้ชุมนุมต่อต้าน สกัดกั้น จึงไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ และมีรถตำรวจ 191 พยายามเข้าพื้นที่ถูกทุบทำลายเสียหาย ในเวลาใกล้เคียงกันมีรถบัสโดยสารของกลุ่มนปช.ฝ่าเข้ามา หลังส่งผู้ชุมนุมเข้าพื้นที่ ได้จอดไว้หน้า ม.รามฯ จนกระทั่งถูกเผาทำลายโดยที่ตัวรถมีร่องรอยการถูกยิงด้วย ทั้งนี้ ตำรวจพิจารณาแล้วว่าเหตุการณ์มีความรุนแรงเกิดขึ้นโดยรอบหากมีการนำผู้ชุมนุมออกมาจากพื้นที่ในขณะนั้นซึ่งเป็นเวลาดึกอาจจะมีอันตราย และมีความเสี่ยงที่จะเกิดความสูญเสีย จึงให้ผู้ชุมนุมอยู่ในพื้นที่จำกัดของตนเอง ขณะเดียวกันให้ชุดเคลื่อนที่เร็วระงับเหตุภายนอก และมีการตรึงกำลังไว้
ต่อมาเวลา 02.00 น.วันที่ 1 ธ.ค.พลทหารธนสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ชุมนุมกลุ่มนปช.ได้เดินเท้ามาภายในซ.รามคำแหง 24 แยก 14 และถูกยิงเสียชีวิต ถัดมาเวลา 04.00 น.นายวิโรจน์ ผู้ชุมนปช.ยืนอยู่นอกสนามราชมังคลากีฬาสถาน ด้านหน้ากกท.ถูกยิงเสียชีวิต ในช่วงเช้านายวิษณุ ซึ่งเป็นกลุ่มนปช.ซึ่งตำรวจได้ทยอยให้ออกประตู 3 เลี้ยวขวาออกแยกลำสาลี แต่นายวิษณุอยากดูเหตุการณ์ได้เดินไปหน้าประตู 1 จึงถูกยิงเสียชีวิต
กระทั่งช่วงเช้าเมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 1 ธ.ค. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผบ.ตร.ได้เรียกประชุม นำรถสายตรวจกว่า 30 คัน และรถประจำทางกว่า 10 คัน เพื่อเตรียมเข้าไปรับตัวนักศึกษา ม.รามฯ โดยได้มีการประสานงานกับอธิการบดีม.รามโดยตลอด ระหว่างนั้นตำรวจได้ทยอยนำตัวกลุ่มผู้ชุมนุมนปช.ที่อยู่ในสนามรัชมังคลากีฬาสถานออกทางประตู 3 และประตู 4
ขณะที่เวลา 10.00 น.พล.ต.อ.วรพงษ์ ได้เรียกระดมกำลังเพื่อเตรียมเข้าไปภายในม.รามฯ แต่ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำรถตู้มาขวางกั้น ตำรวจเกรงจะเกิดการปะทะจึงยังไม่ได้เข้าไป แต่ได้สั่งการให้ตำรวจนอกเครื่องแบบของ สน.หัวหมาก ปีนรั้วเข้าพื้นที่ม.รามฯ เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาม.รามฯ ที่ติดค้างอยู่ภายในออกมาได้โดยทุกคนอยู่ในสภาพอิดโรย ขาดน้ำ ขาดอาหาร จึงได้พาทั้งหมดไปรวมไว้ในจุดที่ปลอดภัย เพื่อรอรถเข้ามารับตัว นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาอีกเป็นจำนวนมาก ที่ติดค้างอยู่ใน ม.รามฯ กระทั่งมีกำลังทหารเข้าสมทบกำลังตำรวจ และเข้าไปนำนักศึกษาทั้งหมดออกมาพักวัดพระราม 9
ขณะเดียวกันเวลา 15.30 น.วันที่ 1 ธ.ค. เกิดเหตุเพลิงไหม้รถบัสซึ่งเป็นของกลุ่มนปช.ที่จอดอยู่บริเวณหน้ากกท. เป็นเหตุให้นายสุรเดช คำแปงใจ อายุ 19 ปี เสียชีวิตอยู่ภายในรถคันดังกล่าว
พล.ต.อ.จรัมพร กล่าวอีกว่า สำหรับผลการผ่าชันสูตรศพผู้เสียชีวิต 1.นายทวีศักดิ์ โพธิ์แก้ว อายุ 21 ปี นักศึกษารามคำแหง ถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด .45 เข้าที่เหนือราวนมซ้าย กระสุนฝังใน เป็นการยิงจากซ้ายไปขวา วิถีกระสุนมาในแนวระนาบ เหตุเกิดริมรั้วด้านนอก ม.รามฯ ภายใน ซ.รามคำแหง 24 2.พลทหารธนสิทธิ์ เวียงคำ อายุ 23 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .22 เข้าที่ศีรษะ ทะลุ หมวกกันน็อก วิถีกระสุน ยิงมาในแนวระนาบ เสียชีวิตตรงข้ามประตู8 3.นายวิโรจน์ เข็มนาค เป็นผู้ชุมนุมกลุ่มนปช. ถูกยิงที่หน้าอก กระสุนเข้าทที่บริเวณด้านหน้า วิถีมุมกดเล็กน้อย เหตุเกิดด้านหน้าสนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน โซนเอ ขณะที่ผู้ตายออกมายืนปัสสาวะ 4.นายวิษณุ เภาภู่ เป็นผู้ชุมนุมกลุ่มนปช.ถูกยิงในช่วงเช้า บริเวณหน้าเชิงสะพานลอยคนข้าม หน้าม.รามฯ ถูกยิงเข้าที่ หน้าอก วิถีกระสุน แนวราบ และ5.นายสุรเดช คำแปงใจ อายุ 19 ปี ซึ่งถูกพบเหลือเพียงโครงกระดูกบนรถบัส ของกลุ่ม นปช. ที่ถูกเพลิงไหม้ขณะจอดไว้บริเวณหน้าม.รามคำแหง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า ผลการตรวจพิสูจน์ ดีเอ็นเอของผู้เสียชีวิต ตรงกับ นางนฤมล คำพยัคฆ์ ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าแจ้งความว่า โครงกระดูกดังกล่าว เป็นของนายสุบุตรชายของตัวเอง
ทั้งนี้ จากการสอบสวนผู้ตายเป็นเยาวชนย่านเอกมัย ในวันเกิดเหตุ มาซื้อยาแก้ไอและยาแก้ปวดที่หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งไม่ใช่ผู้ชุมนุมของกลุ่มใดและไม่ไดัศึกษาที่ม.รามคำแหง แต่เมื่อถึงพื้นที่ชุมนุม ได้แสดงตัวว่า อยากเข้าร่วมเป็นการ์ดอาสา ของกลุ่มผู้ชุมนุม และได้รับผ้าพันคอสัญลักษณ์ของ ผู้ชุมนุม จากนั้นก็ได้ขึ้นไป บนรถทัวร์ ที่ชั้น 2 ระหว่างนั้นได้เกิดเพลิงไหม้ ซึ่งเพื่อนได้ตะโกนเรียกให้ออกมาจากรถ แต่ไม่ทันการณ์ทำให้นายสุรเดช สำลักควัน เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
พล.ต.อ.จรัมพร กล่าวด้วยว่า จากผลการชันสูตรศพยืนยันว่าเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นไม่มีพลซุ่มยิงหรือสไนเปอร์แต่อย่างใด เพราะจากการตรวจวิถีกระสุนพบว่าผู้เสียชีวิตทั้งหมดถูกยิงในแนวระนาบ และเสียชีวิตจากอาวุธปืนสั้นทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามหลังเกิดเหตุได้มีการลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐานพบปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุ 34 ปลอก จากอาวุธปืน 7 ชนิด อาทิ 9 มม. .22 .25 .38 .32 .45 .380 ยังพบหัวกระสุน 12 หัว และลูกกระสุน ขณะเดียวกันได้มีการยึดอาวุธปืนขนาด .22 จากทั้ง 2 กลุ่ม ซึ่งทั้งหมดจะนำไปขยายผลหาความเชื่อมโยงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ตำรวจจะทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุในข้อหาร่วมกันวางเพลิง ฆ่าคนตาย และทำให้เสียทรัพย์ เหตุการณ์ทั้งหมดมีความสัมพันธ์กันเชื่อมโยงกันทั้งหมด เพื่อให้เกิดความรุนแรง



