
ย้อนปูมหลังชีวิต'เนลสัน แมนเดลา'
ย้อนปูมหลังชีวิต'เนลสัน แมนเดลา' : รายงาน
นายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีผิวสีคนแรกแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ได้รับการยกย่องในฐานะนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพและยุติการเหยียดผิว เป็นแรงบันดาลใจและเป็นนักปฏิบัติที่พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังแห่งการให้อภัยและปรองดอง ที่นำไปสู่การยุติการครอบงำของชนผิวขาว ยาวนาน 350 ปีในแอฟริกาได้โดยสันติ การจากไปของแมนเดลาจึงไม่ใช่เพียงความสูญเสียของชาวแอฟริกาใต้แต่รวมถึงทั่วโลก แม้ว่าท่านจากไปในวัย 95 ปีแล้ว และภายหลังจากที่ทำใจกันมาพักใหญ่ เนื่องจากสุขภาพของผู้นำอาวุโสทรุดลงโดยลำดับในปีนี้จากอาการปอดติดเชื้อ .
สำหรับประวัติของนายแมนเดลา เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2461 ที่หมู่บ้านมเวโซ หมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองอุมตาตา เมืองหลวงแห่งแคว้นทรานสไก ชื่อจริงคือ โรลีห์ลาห์ลา แมนเดลา โดยคำว่า โรลีห์ลาห์ลา มีความหมายว่า "ดึงกิ่งก้านของต้นไม้" ส่วนแมนเดลาเป็นชื่อของปู่ และ "เนลสัน" เป็นชื่อที่ครูตั้งให้ภายหลังเมื่อเข้าโรงเรียน แมนเดลามีพี่น้อง 12 คนเนื่องจากบิดามีภรรยา 4 คน ในครอบครัวที่มีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับราชวงศ์เทมบูที่ปกครองแคว้นทรานสไก
หลังสูญเสียบิดาจากวัณโรคขณะอายุ 9 ขวบ เด็กชายแมนเดลาถูกส่งจากหมู่บ้านไปอยู่ในความดูแลของวังเทมบู เพื่อเตรียมตัวรับบทบาทผู้นำ ซึ่งหมายถึงการได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม รวมถึงการเข้าศึกษาระดับปริญญาตรีด้านศิลปศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยฟอร์ต แฮร์ สถาบันอุดมศึกษาสำหรับคนผิวดำเพียงแห่งเดียวในเวลานั้น
ในชั้นปีที่ 1 แมนเดลาเริ่มสนใจการเมืองและทำกิจกรรมทางการเมืองจนถูกไล่ออกพร้อมกับเพื่อน จึงหันมาศึกษาด้านกฎหมาย หลักสูตรทางไกลกับมหาวิทยาลัยลอนดอน ในช่วงเดียวกันนั้น ถูกผู้ใหญ่จับแต่งงานแบบคลุมถุงชน จึงหนีจากบ้าน และไปทำงานเป็นยามและเสมียนที่นครโยฮันเนสเบิร์กในช่วงต้นทศวรรษหลังปี 2483 ซึ่งที่นั่น หนุ่มน้อยแมนเดลาได้เห็นความอยุติธรรมจากการแบ่งแยกสีผิวอย่างชัดแจ้ง รวมถึงการขึ้นรถประจำทางแยกกัน และดื่มชาจากแก้วคนละใบในบริษัททนายความที่ฝึกงานอยู่ จึงเกิดความรู้สึกต่อต้านอย่างรุนแรง
หลังจบการศึกษา ได้เข้าร่วมและเป็นหนึ่งในแกนนำการรณรงค์ต่อต้านการเหยียดผิวของกลุ่มสมัชชาแห่งชาติแอฟริกัน (เอเอ็นซี) เป้าหมายหลักคือนำความเสมอภาคมาให้คนผิวดำ ชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ และให้สิทธิพื้นฐานในการออกเสียงเลือกตั้ง
ในปี 2495 แมนเดลาเป็นแกนนำจัดการชุมนุมรณรงค์ต่อต้านกฎหมายเหยียดผิว แต่อีก 4 ปีต่อมา เขากับเพื่อน 155 คนโดนจับในข้อหากบฏ ฐานร่างกฎบัตรเสรีภาพ แต่สุดท้ายแล้วศาลก็ตัดสินยกฟ้อง
เมื่อถูกกดดันหนัก แมนเดลาและพวกได้จัดตั้งกองกำลังติดอาวุธเพื่อสู้รบกับรัฐบาล แต่ก็ถูกตอบโต้หนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนการต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวของเขาที่เริ่มแรกยึดแนวสันติวิธี กลายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ถึงขั้นที่สหรัฐห้ามเข้าประเทศ
ในปี 2505 แมนเดลาถูกจับและถูกแจ้งข้อหาก่อวินาศกรรม ในการสู้คดี แมนเดลากล่าวว่า กลุ่มเอเอ็นซีพยายามใช้สันติวิธีเพื่อต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวจนกระทั่งเกิดเหตุสังหารหมู่ครั้งใหญ่ การประกาศภาวะฉุกเฉิน และการสั่งแบนกลุ่มเอเอ็นซี เขาจึงเหลือทางเลือกแค่เพียงการต่อต้านด้วยการก่อการร้ายเท่านั้น
ในการปิดคำให้การที่ศาลในกรุงพริทอเรีย นายแมนเดลาได้มีถ้อยแถลงเป็นที่จดจำของคนทั่วโลกว่า "ตลอดชีวิตของข้าพเจ้า ได้อุทิศตัวเองแก่การต่อสู้เพื่อประชาชนแอฟริกัน ข้าพเจ้าต่อต้านผู้ปกครองผิวขาว และก็ต่อต้านผู้ปกครองผิวดำ ข้าพเจ้ายินดีต่อสังคมอันเสรีและประชาธิปไตย ซึ่งประชาชนทุกหมู่เหล่าสามารถอยู่ด้วยกันอย่างสันติและด้วยความเสมอภาค นี่คืออุดมคติอันข้าพเจ้าหวังจะมีชีวิตอยู่ให้ถึง แต่หากจำเป็น ข้าพเจ้าก็พร้อมจะตายเพื่ออุดมคตินี้"
แมนเดลาและพวกถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2507 และถูกส่งตัวไปยังเรือนจำต่างๆ ก่อนถูกจำคุกที่เกาะร็อบเบนเป็นเวลา 18 ปีจากจำนวนการติดคุกทั้งสิ้น 27 ปี แมนเดลาถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "นักโทษกลุ่ม D" ที่ถูกจำกัดสิทธิแทบทุกอย่าง และต้องใช้แรงงานในเหมืองหินหลังห้องขังของเขา ระหว่างการจองจำ ทุกๆ 6 เดือนจะได้รับอนุญาตให้คนมาเยี่ยมได้หนึ่งคน และจดหมายหนึ่งฉบับเท่านั้น และยังถูกเซ็นเซอร์เสียจนแทบอ่านไม่ได้
ขณะอยู่ในคุก ชื่อเสียงของแมนเดลากลับเพิ่มพูน และกลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะผู้นำชนผิวดำคนสำคัญที่สุดในแอฟริกาใต้ เขาเป็นนักโทษการเมืองที่ถูกจองจำยาวนานที่สุดในโลก ตลอดช่วงเวลา 27 ปีที่แมนเดลาติดอยู่ในคุก มีแรงกดดันทั้งในท้องถิ่นและจากนานาชาติ เพื่อให้ปล่อยตัวเขา ในที่สุด นายเฟรเดอริค วิลเลม เดอ เคลิร์ก ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ประกาศปล่อยตัวแมนเดลาในปี 2533
ในวันที่ได้รับอิสรภาพ นายแมนเดลาได้ประกาศเจตนารมณ์ในการแสวงหาสันติภาพและการประนีประนอมกับชนผิวขาวกลุ่มน้อยในประเทศ
จากนั้นได้เข้ารับตำแหน่งผู้นำพรรคเอเอ็นซี และนำพรรคเข้าสู่การเจรจา จนนำไปสู่การเลือกตั้งแบบหลายชนชาติเข้าร่วมได้เป็นครั้งแรกของประเทศ
บทบาทในการเจรจากับเดอ เคลิร์ก ทำให้บุคคลทั้งสองได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพร่วมกันในปี 2536
พรรคเอเอ็นซีชนะเลือกตั้งในปี 2537 ด้วยเสียงสนับสนุนท่วมท้น 62% นายแมนเดลาขึ้นเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของประเทศเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ในวัย 75 ปี และเป็นประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ที่อายุมากที่สุดตอนรับตำแหน่ง
ระหว่างดำรงตำแหน่ง แมนเดลาผลักดันการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการเหยียดสีผิวหรือชนกลุ่มน้อยต่างๆ และได้รับการยกย่องจากนานาชาติสำหรับการอุทิศตนเพื่อการประสานไมตรีทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ และหลังเป็นผู้นำอยู่ 1 สมัย เขาตัดสินใจไม่รับตำแหน่งอีกเป็นสมัยที่สอง
หลังออกจากตำแหน่งในปี 2542 อดีตผู้นำแอฟริกาใต้ยังคงเดินสายปาฐกถาทั้งในประเทศและต่างประเทศ และอุทิศตนทำงานเพื่อสังคม ก่อนวางมือจากงานเกือบทั้งหมดในปี 2547 และแทบไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ นอกจากเพื่อรณรงค์ต่อสู้โรคเอดส์ และการกุศลเพื่อช่วยเหลือเด็ก แต่หลีกเลี่ยงแสดงความเห็นทางการเมือง แต่ด้วยความผูกพันกับพรรค ได้ออกมาช่วยหาเสียงให้นายจาคอบ ซูมา ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจากพรรคเอเอ็นซี สู้ศึกเลือกตั้งท่ามกลางฝนกระหน่ำในปี 2552
ครั้งหลังสุดที่อดีตประธานาธิบดีแมนเดลาปรากฏตัวคือเดือนกรกฎาคม 2553 ในพิธีปิดการแข่งขันฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ
สำหรับชีวิตครอบครัว แมนเดลาแต่งงานทั้งสิ้น 3 ครั้ง มีบุตร 6 คน หลานอีก 20 คน และเหลนอีกจำนวนหนึ่ง โดยภรรยาคนสุดท้ายของเขาคือนางกราชา มาเชล อดีตภรรยาม่ายของ ซาโมรา มาเชล อดีตประธานาธิบดีโมซัมบิก ทั้งคู่แต่งงานกันตอนแมนเดลาอายุ 80 ปี
........................
(หมายเหตุ : ย้อนปูมหลังชีวิต'เนลสัน แมนเดลา' : รายงาน)



