ข่าว

ภาคธุรกิจร่วมหาทางออก'การเมืองไทย'

ภาคธุรกิจร่วมหาทางออก'การเมืองไทย'

09 ธ.ค. 2556

ร่วมหาทางออก 'ลดขัดแย้ง-ไร้รุนแรง' จุดยืนภาคธุรกิจต่อปมร้อน 'การเมืองไทย' : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน

 

                           ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้ที่มีทีท่าว่าน่าจะยืดเยื้อ ทำให้ได้เห็นบทบาทของ “ภาคธุรกิจ” ต่อสถานการณ์การเมืองของประเทศชัดเจนมากขึ้น โดยต่างต้องการให้ปัญหายุติลง และเกิดความเสียหายต่อชาติน้อยที่สุด เพราะด้วยบทเรียนหลายครั้งหลายคราที่ผ่านมา เมื่อความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ย่อมหนีไม่พ้นที่จะฉุดเศรษฐกิจของประเทศให้ทรุดต่ำลง จากความเชื่อมั่นที่ถดถอยลง และกว่าจะฟื้นกลับมาให้ดีดังเดิมได้นั้นจะต้องใช้เวลานานพอควร

                           ทั้งนี้ บทบาทของภาคธุรกิจเอกชนต่อสังคมและการเมืองในประเทศเริ่มมีมากขึ้น จากที่เคยถูกมองว่าการรวมตัวของธุรกิจเอกชนเป็นเพียงเพื่อการปกป้องผลประโยชน์ของตนเท่านั้น แต่หลายปีให้หลังเมื่อการรวมกลุ่มมีความเข้มแข็งขึ้น ทำให้ได้เห็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการรวมตัวขององค์กรต่างๆ

                           ในภาคธุรกิจจัดตั้งเป็น “องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน” จากที่พบว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศได้ขยายวงกว้างและกินส่วนแบ่งจากเม็ดเงินพัฒนาประเทศไปเป็นสัดส่วนที่สูงมาก ซึ่งองค์กรดังกล่าวยังเป็นแกนหลักในการออกมาต่อต้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม

 

ย้ำต้องทำหน้าที่-มองภาพรวม

 

                           ล่าสุด เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นอีกครั้ง แม้ว่ายังไม่ได้สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมากนัก ยกเว้นด้านการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสถานการณ์การเมืองที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ปัจจุบันก็สร้างความวิตกกังวลว่าจะซ้ำรอยเดิมกับเหตุการณ์ที่ผ่านๆ มาอีกครั้งหรือไม่ จึงได้เกิดการรวมตัวขององค์กรภาคธุรกิจจากหลายภาคส่วน ซึ่งครอบคลุมทั้งประเทศ ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง โดยการประชุมครั้งล่าสุด ประกอบไปด้วยภาคเอกชน 7 สถาบัน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สมาคมธนาคารไทย, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย

                           นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวไว้ก่อนหน้านี้เมื่อครั้งที่สภาหอการค้าฯ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่าการมาทำหน้าที่ของตนนั้น จะมองภาพรวมของประเทศเป็นหลัก ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ และต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยที่สุด โดยจุดไหนที่คิดว่าไม่เหมาะสม ก็จำเป็นที่จะต้องออกมาชี้แจงและจะต้องมาช่วยกัน ซึ่งหลังจากที่ออกแถลงการณ์ไปแล้วนั้น ก็พบว่ามีทั้งคนที่ชื่นชมและต่อว่าเข้ามา

                           อย่างไรก็ตาม ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในการประชุมร่วมกับองค์กรภาคธุรกิจอื่นๆ รวม 7 สถาบัน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น นายอิสระ ได้ทำหน้าที่อีกครั้ง โดยเป็นประธานอ่านแถลงการณ์ในนามภาคธุรกิจ 7 สถาบัน ว่าเครือข่ายภาคเอกชนมีความเห็นตรงกันในการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้งและการทำหน้าที่ อันจะนำไปสู่อุบัติการณ์ที่ร้ายแรง ซึ่งได้ทำความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศ และอาจลุกลามโดยไม่มีข้อยุติ

                           โดยมีข้อเรียกร้องใน 4 ประเด็น ประกอบด้วย

                           1. ภาคเอกชนพร้อมที่จะร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อหาทางออกให้ประเทศไทย โดยยึดถือหลักการของกฎหมาย ความถูกต้องชอบธรรม ตามหลักของการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี โดยจะร่วมกับสถาบันต่างๆ อาทิ สถาบันภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันสื่อมวลชน รวมทั้งผู้ที่เป็นที่ยอมรับของสังคม

                           2. ปัญหาข้อขัดแย้งควรแก้ไขด้วยการเจรจา ไม่ใช้ความรุนแรงหรือการกระทำที่ไม่เคารพกฎหมายและกติกาประชาธิปไตย ทั้งนี้ ภาคเอกชน พร้อมที่จะให้การสนับสนุนแก่ทุกๆ ฝ่าย ที่ได้ริเริ่มให้มีการเจรจากันแล้ว และยินดีเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการทุกทางที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศอันเป็นที่รักของเรา

                           3. การแสดงความเห็นทางการเมืองเป็นสิทธิอันชอบธรรมภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนไม่เห็นด้วยกับกระบวนการที่ทำให้เกิดความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาของชาติ และเห็นว่าการเดินกลยุทธ์ทางการเมืองโดยตั้งเงื่อนไขจะนำไปสู่การสูญเสีย ทั้งนี้ ผู้ที่ใช้ความรุนแรงจนทำให้ประชาชนได้รับความเสียหาย และเสียเลือดเนื้อจะถูกจดจำและบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

                           4. ภาคเอกชน เห็นว่าหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่สันติ คือการทำตามกติกาโดยหาทางออกในวิถีประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปในลักษณะเดิมภายหลังจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาอย่างที่ผ่านมา จึงขอเสนอให้มีการเจรจาระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อให้มีข้อยุติเบื้องต้นก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง โดยมีผู้แทนองค์กรที่เป็นที่ยอมรับของทุกๆ ฝ่าย ร่วมในการเจรจาประเด็นต่างๆ

                           นายอิสระ กล่าวด้วยว่า ภาคเอกชนขอให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงผลภัยและความแตกแยกที่จะมีต่อประเทศชาติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ครอบครัว และภาวะจิตใจ ตลอดจนภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสังคมโลก ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่อย่างยืดเยื้อ ก็จะทำให้ประเทศไทยถูกจัดเป็น “อนาธิปไตย” จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมหาทางออกให้ประเทศอย่างสันติวิธีโดยเร็ว

 

ชี้ทางออกยุบสภา-แนะเริ่มใหม่

 

                           ขณะที่การประชุมหอการค้าทั่วประเทศที่ จ.ตรัง เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีการสำรวจความคิดเห็นหอการค้าทั่วประเทศ และสมาคมการค้า 130 แห่ง พบว่าร้อยละ 60 เห็นว่า ควรมีการยุบสภา และที่เหลือเห็นว่าควรจะเปิดให้มีการเจรจาก่อน

                           นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า บทบาทของหอการค้าที่ออกมาในครั้งนี้ จำเป็นต้องออกมาในช่วงสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติ และเล็งเห็นว่า วิกฤติความขัดแย้งนี้กำลังนำเข้าไปสู่ทางตันและอาจนำไปสู่ความรุนแรง และเห็นควรที่จะให้เปิดเวทีในการเจรจาเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมืองนี้

                           เช่นเดียวกับนายบุญชัย โชควัฒนา รองประธานสภาหอการค้าไทย ที่กล่าวในระหว่างการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศว่า ภาคเอกชนมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองอย่างมาก ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถทำงานได้คล่องตัว ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการยุบสภา เพื่อให้ทุกอย่างกลับไปเริ่มต้นใหม่ เนื่องจากเป็นแนวทางที่ง่ายที่สุดของรัฐบาลในการหาทางออก และที่สำคัญภาคเอกชนก็มีความพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์หลังการยุบสภาแล้ว

                           “นี่เป็นการแสดงความคิดเห็นในนามส่วนตัว ซึ่งตอนนี้ก็เป็นห่วงสถานการณ์ทางการเมืองมาก ซึ่งทางออกที่ง่ายสุดคือการยุบสภาดีกว่าปล่อยให้การชุมนุมยืดเยื้อ และเชื่อว่าแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไรเศรษฐกิจไทยก็ค่อยๆ ดีขึ้น ผู้ประกอบการและต่างก็ประเทศก็ยังมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของไทยมากกว่าที่จะปล่อยให้การเมืองยืดเยื้อ” นายบุญชัย กล่าว

                           สำหรับเศรษฐกิจภาพรวมของไทยในปีนี้ กำลังซื้อสินค้าทั่วไปของผู้บริโภคลดลง 10-20% ขณะที่กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยกำลังซื้อหายไปมากถึง 40-50% เนื่องจากได้รับผลกระทบจาก 4 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย นโยบายรถคันแรกของรัฐบาลที่ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสินค้าอื่นๆ ลดลง, ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว, ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น และสถานการณ์การเมืองที่วุ่นวาย ส่งผลให้ผู้บริโภคหมดอารมณ์ในการจับจ่ายใช้สอย และประหยัดมากขึ้น

                           ทั้งนี้ เห็นว่าแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้นต้องมีการปรับเปลี่ยนนโยบายประชานิยมบางตัว เช่น โครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินหลายแสนล้านบาทต่อปี แล้วนำเงินวงเงินดังกล่าวมากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้เงินช่วยเหลือไปถึงมือเกษตรกรโดยตรง และจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งมาปล่อยกู้ประชาชนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อแก้ปัญหาการกู้นอกระบบแทน เนื่องจากยังมีประชาชนอีกมากที่เป็นหนี้นอกระบบต้องจ่ายดอกเบี้ย 5-10% ต่อเดือน จนต้องเดือดร้อนและไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้เท่าที่ควร เพราะต้องนำไปผ่อนดอกเบี้ยนอกระบบ การเกลี่ยเงินมาแก้หนี้นอกระบบจะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจในประเทศได้ดีมาก

                           อย่างไรก็ตาม การชุมนุมทางการเมืองครั้งนี้ ถือว่าเป็นการชุมนุมที่มีมวลชนออกมามาก เท่าที่ดูโอกาสที่จะทั้งสองฝ่ายจะหันหน้ามาคุยกันค่อนข้างยาก เพราะดูจาก 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีจุดอ่อนได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดไว้มาก และประชาชนเองก็มีความไม่พอใจ เพราะหากพอใจคงจะปลุกม็อบไม่ขึ้น เมื่อมีความไม่พอใจ การปลุกระดมก็ทำได้ง่าย หากรัฐบาล ยอมรับและยอมปรับเปลี่ยน ก็จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น และคนไทยเองก็เป็นคนที่ให้อภัยได้

 

อยากเห็นข้อยุติ-ไม่มีแผลเรื้อรัง

 

                           ด้านนายนพพร เทพสิทธา แสดงความคิดเห็นในนามส่วนตัวว่า อยากเห็นข้อยุติ ที่เป็นข้อยุติที่แท้จริงเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือความรุนแรงขึ้นอีกในประเทศ หมายถึงให้เป็นบทสรุปแบบไม่เกิดแผลเรื้อรัง เพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้ เราพบว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะทุกชีวิตมีค่า จึงขอให้ทุกคนมีสติเราไม่ควรสูญเสียไปมากกว่านี้อีก อย่างไรก็ตาม ข้อยุติจะเป็นแบบไหนนั้น ตนเองไม่ใช่นักการเมืองที่จะมองเห็นช่องทางออกไป แต่ก็ขอให้ทุกคนมองเห็นแก่ประเทศเป็นหลัก นอกจากนี้ ขอให้ยึดกฎหมายเป็นที่ตั้ง เพราะหากเราไม่ถือกฎหมายเป็นหลักแล้ว ก็จะไม่มีใครเชื่อถือเราอีกแล้ว และจะถือว่าประเทศเราจบจริงๆ

                           “นี่คือบทเรียนที่สำคัญจริงๆ เชื่อว่าคนรุ่นใหม่น่าเริ่มเรียนรู้และตระหนักแล้ว การเรียนรู้จะทำให้เรามีปัญญา จากนี้ไปประเทศไทยก็จะไม่เหมือนเดิม และจะดีขึ้นไม่ว่าจะไปทางไหน เพราะได้เห็นแล้วว่าทางไหนดีและไม่ดี” นายนพพร กล่าวและว่า ขอให้มีการเจรจาเพื่อให้ได้ข้อยุติ โดยไม่นำเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง

                           สำหรับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองต่อภาคการส่งออกนั้น นายนพพร กล่าวว่า ปัญหาการเมืองในขณะนี้มีผลกระทบต่อการส่งออกน้อย ซึ่งอัตราการเติบโตทางด้านการส่งออกของประเทศในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 0-0.5% เท่านั้น สาเหตุมาจากภาวะเศรษฐกิจของโลกเป็นหลัก ตลอดจนภาวะตลาดเงินและความขัดแย้งการเมืองโลก อย่างไรก็ตาม หากเหตุการณ์มีความรุนแรงมากกว่าถึงขึ้นการปิดท่าเรือหรือสนามบินอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จะส่งผลกระทบในทันที และต่อเนื่องยาวไปถึงปีหน้าอีกด้วย

                           “หลังจากที่เราส่งสัญญาณไปแล้วก็เชื่อว่าทุกฝ่ายน่าจะเห็นประโยชน์ของประเทศ และละเว้นในเรื่องเศรษฐกิจ และคิดว่าการชุมนุมในครั้งนี้จะไม่มีเหตุการณ์อย่างที่กังวลเกิดขึ้น” นายนพพร กล่าว

                           ส่วนนายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานมูลนิธิพัฒนาผู้ส่งออก กล่าวว่า การชุมนุมทางการเมืองยังไม่ส่งผลต่อการส่งออกในปีนี้ เพราะคำสั่งซื้อสินค้าของปีนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาแล้ว และซบเซาต่อเนื่องเพราะภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำต่อเนื่อง แต่น่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการส่งออกในปี 2557 มากกว่า โดยเฉพาะการเดินทางมาเพื่อเจรจาธุรกิจในประเทศไทยที่อาจจะไม่เกิดขึ้น เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย และวิตกว่าจะมีการปิดสนามบิน

                           “นอกจากนี้ ประชาชนจะกังวลเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น การฉลองในโอกาสต่างๆ ก็จะใช้จ่ายน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งตอนนี้ภาคเอกชนเองก็ต้องปรับตัวในการทำงานโดยการลดต้นทุนการผลิต เพราะอย่าลืมว่าขณะนี้ประเทศคู่แข่งอื่นๆ ก็พัฒนาตัวเองมาเป็นฐานการผลิตเหมือนกับที่ไทยเคยทำมาก่อน แต่ประเทศคู่แข่งจะมีข้อได้เปรียบกว่าไทยคือค่าแรงที่ถูกกว่ามาก” นายไพบูลย์ กล่าว

 

 

----------------------------

(ร่วมหาทางออก 'ลดขัดแย้ง-ไร้รุนแรง' จุดยืนภาคธุรกิจต่อปมร้อน 'การเมืองไทย' : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน)