ข่าว

สิ่งที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับ'เนลสัน แมนเดลา'

สิ่งที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับ'เนลสัน แมนเดลา'

06 ธ.ค. 2556

โลกอาจจะรู้จัก'เนลสัน แมนเดลา'ในฐานะบุรุษผู้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงวิถีของประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และสิ่งที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับเขา

               โลกอาจจะรู้จักเนลสัน แมนเดลา ในฐานะบุรุษผู้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงวิถีของประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และแน่นอนว่า เขาจะคงทิ้งรอยจารึกไปอีกยาวนาน หลังการถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันพฤหัสบดี ขณะมีวัย 95 ปี ซึ่งคนอาจจะรู้ว่า เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในคุกนาน 27 ปี และนำไปสู่การสิ้นสุดการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ จนกระทั่งเขาได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีผิวดำคนแรก แต่อาจไม่มีคนรู้ว่า เขาได้สร้างตำนานอะไรไว้ให้กับการแข่งขันกีฬารักบี้ , เขาคิดอย่างไรกับวันวาเลนไทน์ และบทเรียนที่เขาให้กับพัสดีเรือนจำในช่วงที่เขาติดคุก

 

แมนเดลา บิดาแห่งชาติ

               เขาได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นหลักประกันพอที่ธนาคารกลาง จะออกธนบัตรเป็นรูปของเขา เมื่อปี 2555 โดยเป็นรูปปั้นครึ่งตัว อนุสาวรีย์ของเขา กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งอาคาร, จตุรัสและสถานที่อีกหลายแห่งถูกตั้งตามชื่อของเขา แม้แต่โบสถ์คาทอลิค เรจิน่ามันดิ ในโซเวโต ในโยฮันเนสเบิร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการประท้วงและสุสานสถานของเหล่านักเคลื่อนไหวในระหว่างหลายปีแห่งการต่อสู้กับการแบ่งแยกสีผิว มีกระจกสเตนกลาสส์เป็นภาพของแมนเดลา กำลังชูแขนขึ้น รวมถึงสายการบินเซาท์ แอฟริกัน แอร์เวย์ส ก็ประดับภาพเขาของเขาบนเครื่องบินด้วย

 

 

วันวาเลนไทน์

               โครงการเก็บรักษาบันทึกเกี่ยวกับชีวิตของแมนเดลา ด้วยระบบดิจิตอล มูลค่า 1.25 ล้านดอลล่าร์ได้ถูกเผยแพร่ทางออนไลน์เมื่อปีที่แล้ว ที่เว็บไซท์ อาร์ไคว์ฟ ดอท เนลสันแมนเดลา ดอท โออาร์จี(http://archive.nelsonmandela.org) โดยโครงการนี้ ที่ดำเนินการโดยกูเกิล เป็นผู้เก็บและดูแลบันทึกหรือเอกสารสำคัญของแมนเดลา ซึ่งช่วยให้นักวิจัยและคนทั่วไป สามารถเข้าถึงเอกสารหลายร้อยฉบับ, ภาพถ่ายและวีดิโอ ในเอกสารฉบับหนึ่ง ที่เขียนด้วยลายมือและหมึกสีน้ำเงินเมื่อราวปี 2538 แมนเดลาได้แสดงความรู้สึกเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ ซึ่งน่าจะเป็นร่างจดหมายถึงคนที่เลื่อมใสเขาว่า การที่เขาถูกเลี้ยงดูในชนบทโดยพ่อแม่ที่ไม่รู้หนังสือ ทำให้เขาไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องธรรมดา ๆ อย่างวันหยุดที่อุทิศให้กับเรื่องของความรัก


 
เพลงชาติ 2 เพลง

              ตอนที่เข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง แมนเดลายืนเอามือข้างหนึ่งแตะที่หัวใจ โดยมีนายพลผิวขาวหลายคนยืนในท่าแสดงความเคารพ และเขาร้องคลอตามเพลงชาติ 2 เพลง คือ เดอะวอยซ์ (Die Stem) ซึ่งใช้ในยุคที่ยังมีการเหยียดผิว และลอร์ด เบลสส์ แอฟริกา (Nkosi Sikelel'iAfrika)

 

ชีวิตใหม่

              ตอนที่แมนเดลา ได้รับอิสรภาพหลังจากติดคุกนาน 27 ปี เขาเดินกุมมือนางวินนี่ ภรรยา ออกจากเรือนจำ และชูกำปั้นขวา แสดงสัญลักษณ์ของชัยชนะ ในหนังสืออัตตชีวประวัติส่วนตัว " ลอง วอล์ค ทู ฟรีดอม " เขาเขียนว่า " ในขณะที่ผมเดินผ่านประตูเหล่านั้นออกมา ผมรู้สึกว่า แม้ว่า จะอายุ 71ปีแล้ว แต่ชีวิตของผมกำลังเริ่มต้นใหม่"

 

 

แนวทางที่ก้าวเดิน

               แมนเดลา ได้รับเครดิตอย่างกว้างขวาง ด้วยการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนวุ่นวายที่ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขัน จากการที่แอฟริกาใต้เพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการแบ่งแยกสีผิว แต่เขาไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจน, การว่างงาน และปัญหาสังคมอื่น ๆ ที่ยังคงแพร่ระบาดอยู่ในประเทศของเขาได้ แต่เพื่อความมั่นคง แอฟริกาใต้ก็ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดให้สมกับที่ได้ชื่อว่า เป็นดินแดนแห่งความคาดหวังของการอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากสีผิว หรือ ดินแดนแห่งสายรุ้ง หรือเรนโบว์ เนชั่น

               นับตั้งแต่สิ้นสุดยุคแห่งการแบ่งแยกสีผิว แอฟริกาใต้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างสันติสุขมาแล้ว 4 ครั้ง พรรคแอฟริกัน เนชั่นแนล คองเกรสส์ ของแมนเดลา ระบุในปีนี้ว่า นับตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา เศรษฐกิจได้ขยายตัวถึง 83 เปอร์เซ็นต์ แต่การคอรัปชั่นภายในพรรคฯ ก็ทำให้พรรคไม่สามารถทำตามที่ให้ไว้กับประชาชนได้ ขณะที่ ชนผิวขาวที่เป็นเพียงกลุ่มน้อย ก็ยังคงมีฐานะมั่งคั่งกว่าคนผิวดำที่เป็นชนกลุ่มใหญ่ และนำไปสู่อาชญากรรมและความรุนแรง

 

 

ฟุตบอลโลก

               แมนเดลา ปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งสุดท้าย เมื่อปี 2553 เขายิ้มกว้างท่ามกลางอากาศหนาวเย็นและโบกมือให้ฝูงชน ที่สนามกีฬา ซ็อคเกอร์ ซิตี้ ในพิธีปิดการแข่งขันฟุตบอลโลก เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้แอฟริกาเป็นที่สนใจของชาวโลก หลังจากเก็บตัวนานนับเดือนในช่วงของการแข่งขัน และไม่ได้เข้าร่วมพิธีเปิด เนื่องจากเหลนสาวของเขาเสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลังคอนเสิร์ตเวิร์ล คัพ

 


 
แมนเดลา ผู้สร้างความปรองดอง

               แมนเดลา เป็นบุตรชายของหัวหน้าเผ่า ในทรานสไก ดินแดนปกครองตนเองในแอฟริกาใต้ ชนทุกสีผิวในแอฟริกาใต้ เรียกเขาว่า มาดิบา ที่มีความหมายว่า ผู้สร้างความปรองดอง และเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความเคารพด้วย

 

 

ด้านที่หยาบกระด้าง

              แม้ว่าภาพลักษณ์จะเหมือนนักบุญ แต่แมนเดลาก็มีด้านที่หยาบกระด้างเช่นกัน ตอนที่กลุ่มผู้สื่อข่าวผิวดำ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของเขา เขาก็โต้กลับคนเหล่านี้ว่า เป็นหุ่นเชิดขอบพวกผิวขาวที่เป็นเจ้าของสื่อ ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ของคนผิวขาว ก็ถูกเขามองว่า เป็นพวกที่ยึดติดกับความเป็นอภิสิทธิ์ชนยุคเก่า และเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความสนิทสนมกับฟิเดล คาสโตร และโมอัมมาร์ กัดดาฟี่ แมนเดลา ก็ยืนยันว่า เขาจะไม่ทอดทิ้งผู้สนับสนุนการต่อสู้กับการแบ่งแยกสีผิว

 

 

การต่อสู้กับโรคเอดส์

              แมนเดลา ได้หันมารณรงค์ต่อสู้กับโรคเอดส์อย่างจริงจัง เป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อปี 2548 มัคกาโธ บุตรชายของเขาเสียชีวิตด้วยโรคนี้ ขณะที่แอฟริกาใต้เป็นประเทศที่ประชาชนติดเชื้อเอชไอวีมากที่สุดในโลกถึง 5.6 ล้านคน และยังเผชิญกับอัตราผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

 

 

บ้านเกิด

              แมนเดลาฉลองวันหยุดต่าง ๆ รวมถึงเป็นเจ้าภาพต้อนรับเหล่าอาคันตุกะผู้มีเกียรติ ที่กระท่อมในชนบท คูนู ที่สร้างเลียนแบบบ้านของผู้คุมเรือนจำ ที่เขาได้เข้าไปอาศัยอยู่ในช่วงวันท้าย ๆ ของการถูกควบคุมตัว การที่เขาเป็นคนถ่อมตัว ทำให้เขาเลือกที่จะสร้างบ้านหลังใหม่ที่เลียนแบบเรือนจำวิคเตอร์ เวอร์สเตอร์ เนื่องจากเขาคุ้นเคยกับมัน และจะได้ไม่ต้องเดินหาห้องครัวในตอนกลางคืน แต่ชาวแอฟริกาใต้ มองว่า การตัดสินใจของเขา เป็นแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนโครงสร้างของการถูกจองจำไปสู่เสรีภาพ ญาติสนิทของแมนเดลาหลายคน อาศัยอยู่ที่คูนู และสุสานของตระกูลก็อยู่ไม่ไกลอีกด้วย

 

 

ประชาธิปไตยและสังคมเสรี

              ถ้อยแถลงของแมนเดลา ในระหว่างที่เขาถูกพิจารณาคดีในข้อหาก่อวินาศกรรม เมื่อปี 2507 ได้เผยให้เห็นความตั้งใจของเขา ในการต่อสู้เพื่อยุติการปกครองของคนผิวขาว มีใจความว่า"ในช่วงชีวิตของผม ผมได้อุทิศตนเพื่อการต่อสู้ของคนแอฟริกัน ผมต่อสู้กับอำนาจของคนผิวขาวและผมก็ต้องสู้กับอำนาจของคนผิวดำเช่นกัน ผมยึดมั่นในอุดมคติของสังคมประชาธิปไตยและเสรีภาพ ที่ทุกคน ๆ อยู่ด้วยกันได้ด้วยความสามัคคีและโอกาสที่เท่าเทียมกัน มันเป็นอุดมคติที่ผมหวังจะมีชีวิตอยู่เพื่อให้ได้มา และต้องทำให้สำเร็จให้ได้ แต่ถ้าจำเป็น มันก็เป็นอุดมคติที่ผมพร้อมจะตายเพื่อให้ได้มาเช่นกัน" อีก 2 เดือนต่อมา แมนเดลากับจำเลยอีก 7 คน ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

 

 

สร้างความเป็นปึกแผ่นด้วยรักบี้

              เมื่อปี 2538 แมนเดลา เดินเข้าไปในสนามที่กำลังมีการแข่งขัน รักบี้ เวิร์ลด์ คัพ รอบสุดท้ายในโยฮันเนสเบิร์ก โดยสวมเสื้อหลากสีสันสไตล์แอฟริกาใต้ และทำให้คนผิวขาวมากกว่า 5 หมื่นคนส่งเสียงเรียกชื่อเขา (Nelson! Nelson! Nelson!) พวกเขาต้องตะโกนในขณะที่ประธานาธิบดีแมนเดลา เข้าไปแสดงความยินดีต่อทีมเจ้าถิ่นที่ได้รับชัยชนะ และเขายังตัดสินใจสวมเสื้อที่มีตราสัญลักษณ์ สปริงบ็อค ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่เกลียดชังของคนผิวดำ เพราะมันได้ชื่อว่า เป็นกีฬาที่ชิงชังรังเกียจคนผิวดำเช่นกัน แต่ตอนนี้ มันได้กลายเป็นกีฬาสำหรับชาวแอฟริกาใต้ทุกคน

 

 

ไม่อีกแล้ว

              แมนเดลา ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของแอฟริกาใต้ เมื่อปี 2537 และในช่วงที่ปิดการกล่าวสุนทรพจน์ในระหว่างพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เขาบอกว่า จะไม่มีอีกแล้ว ที่ดินแดนอันสวยงามแห่งนี้ จะต้องเผชิญกับการถูกกดขี่ และต้องทนเสื่อมเสียศักดิ์ศรีจากการเป็นที่ชิงชังรังเกียจในโลกใบนี้อีกต่อไป

               ปล่อยให้เป็นอำนาจของเสรีภาพ ดวงอาทิตย์จะไม่บทบังความรุ่งโรจน์แห่งความสำเร็จของมนุษย์ พระเจ้าอวยพรแอฟริกา

 

 

นักโทษหมายเลข 46664

               แมนเดลา ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำบนเกาะร็อบเบน นอกชายฝั่งเคปทาวน์ นาน 18 ปี จากโทษจำคุกทั้งหมด 27 ปี โดยเขาและคนอื่น ๆ ต้องทำงานที่เหมืองหิน วันละ 7 ชั่วโมง และแทบจะทุกวันนานถึง 12 ปี จนกระทั่งมีการยกเลิกการบังคับใช้แรงงาน ทั้งนี้ แมนเดลา นักโทษหมายเลข 46664ได้แอบเขียนหนังสือบนพื้นคอนกรีตแคบ ๆ ในห้องขังในตอนกลางคืน 

               เป็นเรื่องต้องห้ามในการอ้างคำพูดหรือเผยแพร่ภาพถ่ายของเขา แต่มีการอาศัยส่งข้อความจากนักโทษไปยังบรรดาแกนนำต่อต้านการเหยียดผิวที่ลี้ภัยในต่างแดน ผ่านทางเรือโดยสาร นักโทษรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อจัดการสัมมนา โซเครติก และแมนเดลาได้สอนบทเรียนให้กับพวกผู้คุมเรือนจำ ที่เขาคิดว่า จะสามารถโน้มน้าวให้คนเหล่านี้จะเปิดใจรับ และที่สำคัญผู้คุมเหล่านี้เป็นคนผิวขาว ขณะที่ นักโทษทุกคนเป็นคนผิวดำ หรือสีผิวอื่น เช่น เอเชีย

 

 

ดูตัวเอง

               หนึ่งในคำกล่าวของแมนเดลา ที่ถูกนำไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์พาร์เทด์ ในโยฮันเนสเบิร์ก ระบุว่า คนทั่วไปมีแนวโน้มที่จะวัดความสำเร็จของตัวเองจากปัจจัยภายนอก แต่เรือนจำทำให้คนมีเวลาที่จะให้ความสนใจกับปัจจัยภายใน เช่น ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ ความเรียบง่าย ความนอบน้อม ความเอื้ออาทร และการขาดความหลากหลาย คุณได้เรียนรู้ที่จะมองดูตัวเอง

 

 

เนลสันและวินนี่

               เนลสัน แมนเดลา หย่าขาดจากวินนี่ มาดิกิเซล่า-แมนเดลา เมื่อปี 2539 ยุติความร่วมมือทางการเมือง ที่ร่วมต่อสู้ฝ่าฟันกันมาหลายทศวรรษ ในขณะที่เขาอยู่หลังลูกกรงเหล็ก มินนี่กลายเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง เป็นผู้นำการเดินขบวนด้วยการชูกำปั้นและสร้างฐานปีกแนวคิดหัวรุนแรงให้กับพรรคแอฟริกัน เนชั่นแนล คองเกรสส์ แต่เธอต้องสูญเสียอิทธิพลไป เมื่อแมนเดลา ผลักดันให้แอฟริกัน เนชั่นแนลคองเกรสส์ หันมายึดหลักการต่อสู้สายกลาง
 
               พวกเขามีแนวคิดทางการเมืองที่แตกแยกกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนที่แมนเดลา ออกจากเรือนจำ และในเวลาไม่นานนัก หลายปีที่ต้องแยกจากกันทางกายภาพได้กลายเป็นความชัดเจน แต่หลังจากแมนเดลาอำลาจากชีวิตของการเป็นบุคคลสาธารณะ และหันไปให้ความสนใจครอบครัว ที่เคยถูกลดไปเป็นพลเมืองชั้นสองตอนที่เขาต่อสู้กับการแบ่งแยกสีผิว แม่ของลูกสาว 2 คน ของเขา ได้รับการต้อนรับเข้าร่วมชายคาเดียวกับภรรยาคนที่ 3 ในช่วงการเฉลิมฉลองสำคัญ ๆ เช่น วันคริสต์มาส และวันเกิดหลายปีที่ผ่านมา

 

 

ที่ทำงานของแมนเดลา

              หลังอำลาตำแหน่งประธานาธิบดี แมนเดลาได้นั่งทำงานประจำจากสำนักงานในโยฮันเนสเบิร์กในอาคารที่เพิ่งได้รับการปรับปรุง และกลายเป็นเนลสัน แมนเดลา เซ็นเตอร์ ออฟ เมมโมรี่ ซึ่งในสำนักงานแห่งนี้ มีภาพถ่ายของแมนเดลาในช่วงที่ยังมีสุขภาพดี กับภรรยา คือ กราซ่า มาเชล นายโคฟี่ อันนาน เลขาธิการสหประชาชาติ และนักเคลื่อนไหว วอลเตอร์ ซิซูลู กับคนอื่น ๆ

               นอกจากนี้ ยังมีนวม หมวกคริกเก็ต และหมวกกันน็อคของตำรวจ ที่เขาได้มาเป็นของขวัญและถูกฃจัดแสดงไว้ ในตู้โชว์มีหนังสือหลายเล่ม ที่คนดังหลายคนมอบให้แมนเดลา พร้อมข้อความเขียนด้วยลายมือ รวมทั้ง นาดีน กอร์ดิเมอร์ นักประพันธ์ชาวแอฟริกาใต้และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม เมื่อปี 2534, คอร์เนล เวสต์ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองชาวอเมริกัน ที่เขียนไว้ในหนังสือของเขาว่า " ดีม็อคเครซี่ แมทเทอร์ส ทู 'บรา' เนลสัน แมนเดลา