
'เนลสัน แมนเดลา'ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว
'เนลสัน แมนเดลา' อดีตผู้นำแอฟริกาใต้ นักต่อสู้การแบ่งแยกสีผิว ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ด้วยวัย 95 ปี
6ธ.ค.2556 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ ถึงแก่อสัญกรรมแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม ขณะอายุ 95 ปี ที่บ้านพักในย่านฮัฟตัน ชานนครโยฮันเนสเบิร์ก หลังจากป่วยหนักจากอาการปอดติดเชื้อมานานหลายเดือน
ประธานาธิบดีจาคอบ ซูมา เป็นผู้ประกาศข่าวการจากไปของอดีตประธานาธิบดีทางโทรทัศน์ว่า อดีตประธานาธิบดีแมนเดลาจากไปอย่างสงบเมื่อเวลาประมาณ 20.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีสมาชิกครอบครัวอยู่รายล้อม "ประเทศชาติสูญเสียบุตรชายผู้ยิ่งใหญ่ ประชาชนสูญเสียบิดา แม้พวกเราทำใจว่าวันนี้จะมาถึง แต่ก็ไม่สามารถลดความรู้สึกสูญเสียได้" แอฟริกาจะลดธงลงครึ่งเสาตั้งแต่วันศุกร์ เพื่อไว้อาลัยจนถึงวันพิธีศพ ซึ่งจะจัดแบบรัฐพิธี
นายซูมา กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้เนลสัน แมนเดลา ยิ่งใหญ่ก็คือ สิ่งที่ทำให้เขาเป็นมนุษย์ที่แท้ สิ่งที่พวกเราเห็นในตัวท่านคือ สิ่งที่พวกเราแสวงหาในตัวเอง
ศพของนายแมนเดลาจะได้รับการเคลื่อนย้ายไปเก็บในกรุงพริทอเรีย เมืองหลวง เพื่อเตรียมทำพิธีศพที่คาดจะจัดขึ้นในวันเสาร์
นายแมนเดลา เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพในฐานะนักต่อสู้เพื่อยุติการแบ่งแยกสีผิว เป็นรัฐบุรุุษที่ได้รับความเคารพนับถือมากที่สุดของโลกท่านหนึ่ง จากความมุ่นมั่นในการสร้างความปรองดองภายในชาติ แม้ถูกรัฐบาลภายใต้การของนำของคนขาวซึ่งเป็นชนส่วนน้อย จำคุกนานถึง 27 ปี ก่อนดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านจากผู้ปกครองผิวขาวในคริสต์ทศวรรษที่ 1990
แม้ประชาชนทั้งประเทศอยู่ในบรรยากาศโศกเศร้าต่อการสูญเสียบุคคลที่พวกเขานับถือเป็นบิดา แต่หลายคนก็ถือว่าควรเป็นเวลาเฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้นำผู้ยิ่งใหญ่เช่นกัน ประชาชนกว่าร้อยคนจากทุกสีผิวไปรวมตัวกันที่หน้าบ้านพักที่ท่านเสียชีวิต บางคนพาลูกหลานไปด้วย ร่วมกันร้องเพลงชาติ จุดเทียนและเต้นรำ
อาร์คบิชอป เดสมอนด์ ตูตู นักรณรงค์ต่อต้านการเหยียดผิวในแอฟริกาใต้ กล่าวว่า แมนเดลาไม่เพียงแต่เป็นของขวัญน่าอัศจรรย์ต่อมวลมนุษยชาติ เขาทำให้ชาวแอฟริกาใต้และชาวแอฟริกันทั้งหลายรู้สึกดีต่อสิ่งที่พวกเราเป็นอยู่
ขณะที่ นายเอฟ ดับเบิลยู เด เคลิร์ก กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำงานกับแมนเดลา แม้เราเคยเป็นศัตรูการเมือง และแม้ว่าความสัมพันธ์ของเขาลุ่มๆดอนๆ แต่เราอยู่ร่วมกันได้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเพื่อแก้ไขวิกฤติต่างๆ ที่บังเกิดขึ้นในระหว่างการเจรจาสันติภาพ
หลังทราบข่าว บรรดาผู้นำจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่งสารแสดงความเสียใจและสดุดีรัฐบุรุษท่านนี้อย่างพร้อมเพรียง นำโดยนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า ผู้คนทั่วโลกได้รับอิทธิพลอย่างมหาศาลจากการต่อสู้โดยปราศจากความเห็นแก่ตัวเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และเสรีภาพ
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งเป็นผู้นำผิวสีคนแรกของสหรัฐฯ กล่าวยกย่องแมนเดลา เป็นบุคคลผู้เปี่ยมความดีงาม กล้าหาญและทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก กิจกรรมการเมืองครั้งแรกของตนสมัยเป็นวัยรุ่นคือการประท้วงต่อต้านการแบ่งแยกสีผิว และเป็นหนึ่งในหลายล้านคนทั่วโลก ที่ได้แรงบันดาลใจจากชีวิตและการต่อสู้ของอดีตประธานาธิบดีแมนเดลา .
อดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอชดับเบิลยู บุช ที่อยู่ในตำแหน่งเมื่อครั้งแมนเดลาได้รับอิสรภาพจากเรือนจำในปี 2533 กล่าวว่า "ตนเฝ้ามองอย่างอัศจรรย์ใจที่แมนเดลาให้อภัยคนที่จำคุก แมนเดลาเป็นแบบอย่างทรงพลังยิ่งสำหรับการไถ่บาปและความสง่างาม"
นายจอร์จ ไบซอส หนึ่งในทีมทนายของแมนเดลา กล่าวว่า แมนเดลาจะได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้สร้างแบบอย่างว่าความแตกต่างระดับฐานรากระหว่างผู้คน สามารถเยียวยาได้โดยปราศจากความรุนแรง หากสองฝ่ายมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน
เนลสัน แมนเดลา เกิดในปี 1918 เข้าเป็นสมาชิกพรรคแอฟริกัน เนชั่นแนล คองเกรสส์ (เอเอ็นซี)ในปี 1943 ขณะเป็นนักศึกษากฎหมาย เริ่มแรก ได้ร่วมกับแกนนำพรรคเอเอ็นซีรณรงค์ยุติการแบ่งแยกสีผิวอย่างสันติ แต่ต่อมาในทศวรรษที่ 1960 เอเอ็นซีเริ่มหันไปแนวทางรุนแรง และแมนเดลากลายเป็นผู้บัญชาการสายติดอาวุธ และถูกจับกุมในข้อหาก่อวินาศกรรม ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในปี 1964 และถูกจองจำส่วนใหญ่บนเกาะรอบเบน
ในช่วงเวลานั้น การอ้างคำกล่าว หรือเผยแพร่ภาพถ่ายของแมนเดลาเป็นเรื่องต้องห้าม แต่ตัวเขาและผู้นำเอเอ็นซีคนอื่นๆ ก็สามารถลักลอบนำสารที่เป็นแนวทางสู่ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อยุติการแบ่งแยกสีผิวออกมาเผยแพร่จนได้ แมนเดลาได้รับอิสรภาพในปี 2533 ขณะที่แอฟริกาใต้เริ่มผ่อนคลายการแบ่งแยกเชื้อชาติ และกระบวนการเปลี่ยนผ่านเสร็จสมบูรณ์ที่การเลือกตั้งแบบเปิดให้ทุกชาติพันธุ์ลงชิงชัยในปี 2537
แมนเดลาซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพในปี 2536 ร่วมกับนายเอฟ ดับเบิลยู เดอ เคลิร์ก ประธานาธิบดีผิวขาวคนสุดท้ายในยุคแบ่งแยก
สีผิว ชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ผิวสีคนแรก และบริหารประเทศเพียงวาระเดียวก่อนก้าวลงจากตำแหน่งในปี 2542
หลังจากนั้น ยังคงทำงานเพื่อสังคม เป็นทูตแอฟริกาใต้รณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์ เข้าไปมีส่วนร่วมในการเจรจาสันติภาพทั้งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก บุรุนดี และอีกหลายประเทศ และช่วยรณรงค์ให้แอฟริกาใต้ได้สิทธิเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 2553 นายแมนเดลาวางมือจากกิจกรรมสังคมส่วนใหญ่ในปี 2553 และไม่ค่อยปรากฎตัวนับจากนั้น ครั้งหลังสุดคืองานฟุตบอลโลกเมื่อสามปีก่อน
"เนลสัน" ผู้ต่อสู้การเหยียดสีผิว จากไปด้วยวัย 95 ปี



