ข่าว

นวัตกรรมใหม่การเมืองไทยไม่ใช่แค่ยุบสภา-ลาออก

นวัตกรรมใหม่การเมืองไทยไม่ใช่แค่ยุบสภา-ลาออก

06 ธ.ค. 2556

นวัตกรรมใหม่การเมืองไทยไม่ใช่แค่ยุบสภา-ลาออก : รายงาน

              ยังคงมีความเห็นขัดแย้งกับแนวคิดการเสนอตั้งสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศตามพิมพ์เขียวของ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) โดยวิธีการคืนอำนาจกลับไปสู่ประชาชนตามมาตรา 3 และตั้งนายกฯตามมาตรา 7 จะขัดหลักการของรัฐธรรมนูญปี 50 หรือไม่ บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จะมาไขปริศนาเหล่านี้
 
              นักกฎหมายชื่อดังอย่าง บรรเจิด ยิงตรงการตอบเรื่องร้อนทางการเมืองขณะนี้อย่างไม่อ้อมค้อมว่า แนวคิดดังกล่าวมีความเป็นไปได้ มีที่มาที่ไป มีเหตุผลรองรับ ทั้งเหตุผลทางกฎหมายและเหตุผลเรื่องความชอบธรรม
 
              “การหยิบไปวิจารณ์เฉพาะมาตรา 3 กับมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ถือเป็นความไม่เข้าใจ เพราะนั่นเป็นเรื่องตอนปลาย แต่ตอนต้นต้องเริ่มจากรัฐบาลชุดนี้ผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางกฎหมาย เพราะไปนิรโทษความผิดทุจริตคอร์รัปชัน จุดนี้เท่ากับรัฐบาลและ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดขาดความชอบธรรมทางการเมืองไปแล้ว” บรรเจิด เริ่มอธิบาย
 
              “จากนั้นก็มีกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของ ส.ว. ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นการกระทำผิดเข้าข่ายมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เท่ากับขาดความชอบธรรมทางกฎหมาย”
 
              “ต่อมาบรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ยังได้แถลงไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับผิดมาตรา 216 วรรคห้า ที่บัญญัตว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐด้วย”
 
              บรรเจิด ชี้ว่า จากการกระทำของ ส.ส.รัฐบาลที่กล่าวมา จึงเข้าข่ายมาตรา 69 ของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ รวมทั้งมาตรา 70 ที่ว่า บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ
 
              “สถานการณ์ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ประชาชนกำลังใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 69 และ 70 เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรมทั้งทางกฎหมายและทางการเมือง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เห็นต่างได้ วิจารณ์ได้ แต่ไม่ใช่ประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาล คำแถลงของ ส.ส.รัฐบาล เป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียว ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว”
 
              “สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาที่เป็นหลักฐานสำคัญก็คือ รัฐบาลไม่ยอมขอพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญคืน ทำให้คำวินิจฉัยของศาลไม่เป็นเด็ดขาด ไม่ถึงที่สุด หากพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่เห็นชอบด้วย หรือไม่พระราชทานคืนมาใน 90 วัน รัฐสภาก็ยืนยันด้วยเสียงข้างมาก 2 ใน 3 และประกาศใช้ได้ เท่ากับไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”
 
              บรรเจิด สรุปว่า การกระทำเหล่านี้ถือว่า ส.ส.พรรครัฐบาล และ ส.ว.ที่กระทำการทั้งหมด ขาดความชอบธรรมทางกฎหมายและทางการเมือง ซึ่ง ส.ส.และส.ว.คือผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจจากประชาชน เมื่อไม่ชอบธรรมประชาชนจึงฉีกใบมอบอำนาจทิ้ง ก็ต้องกลับไปใช้มาตรา 3 ที่บัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย...”
 
              “หากถึงที่สุดแล้วพลังของฝ่ายประชาชนชนะ รัฐบาลยอมลาออก และแสดงเจตนาไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐบาลรักษาการ ก็จะเกิดสุญญากาศ ขณะนี้มวลชนกำลังบี้ให้เกิดสุญญากาศ ยุบสภา ลาออก และไม่รักษาการต่อไป อำนาจอธิปไตยก็จะกลับมาสู่ประชาชน”
 
              “เมื่อไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ก็ต้องกลับมาสู่ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (มาตรา 7) ไม่มีการไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาท ไม่จำเป็นต้องมีนายกฯ พระราชทาน ประชาชนสามารถจัดการกันเองในฐานะเจ้าของอำนาจ”
 
              บรรเจิด ซึ่งเป็นแกนนำนักวิชาการในกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ และเคยเสนอให้ตั้ง “สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” เพื่อแก้ความขัดแย้ง กล่าวด้วยว่า แนวทางนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เป็นตัวบท แต่เป็นหลักรัฐธรรมนูญ เป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งในที่สุดก็ต้องย้อนไปสู่ประชาชน
 
              “เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เพิ่งมีครั้งแรกในโลก แต่เคยเกิดมาหลายครั้งแล้วในประวัติศาสตร์และในประเทศแม่แบบประชาธิปไตยของโลก ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1265 มองต์ฟอร์ตได้อำนาจการปกครองประเทศ และจัดให้แต่ละเมืองส่งตัวแทนประชาชนมาประชุมร่วมกัน เป็นอัศวิน 2 คน และชาวหเมือง 2 คน ถือเป็นการประชุมรัฐสภาครั้งแรกของโลก”
 
              “ขณะที่ฝรั่งเศส ก่อนการปฏิวัติปี ค.ศ.1789 มีสภาฐานันดร ซึ่งประกอบด้วยขุนนางระดับสูง แต่คนกลุ่มอื่นไม่มีส่วนร่วมในการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นขุนนางระดับล่าง พระ และชาวไร่ชาวนา ต่อมาคนเหล่านี้ได้จัดประชุม ‘สมัชชาแห่งชาติ’ และนำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส มีการลงมติเห็นชอบในการประกาศปฏิญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองขึ้นเป็นครั้งแรก”
 
              “ส่วนเยอรมนี หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 กลายเป็นประเทศแพ้สงคราม กษัตริย์สละราชบัลลังก์ และไม่มีใครยอมขึ้นเป็นกษัตริย์ จึงเปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากราชอาณาจักรเป็นสาธารณรัฐ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ นายฟรีดริช เอแบร์ต ได้แต่งตั้ง ‘สภาผู้รับมอบอำนาจจากประชาชน’ และสภานี้ได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว”
 
              ส่วนในประเทศไทย บรรเจิด บอกว่า ช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ขณะนั้นไม่มีรัฐธรรมนูญ มีแต่ธรรมนูญการปกครอง นักศึกษาประชาชนได้เรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ทำให้ จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สภามีการเสนอชื่อ สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และริเริ่มการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

              จึงได้มีการจัดตั้งสมัชชาแห่งชาติ ซึ่งคัดเลือกจากตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ 2,347 คน มาประชุมและเลือกตัวแทน 299 คนเพื่อไปยกร่างรัฐธรรมนูญ และผลก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี 2517 โดยสมัชชาแห่งชาติซึ่งมีถึง 2,347 คน ไม่มีสถานที่ประชุมที่จุคนได้ทั้งหมด จึงต้องไปใช้สนามม้า (ราชตฤณมัยสมาคม) ทำให้เรียกกันติดปากว่า "สภาสนามม้า"
 
              “วิธีการที่จะนำไปสู่จุดนี้ได้คือ ต้องทำให้เป็นสุญญากาศเสียก่อน ซึ่งจากพฤติกรรมของรัฐบาลชุดนี้ ทั้งการพยายามตรากฎหมายนิรโทษกรรมให้คนโกง แก้รัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของ ส.ว. เพื่อให้มีลักษณะเหมือนเป็นสภาผู้แทนราษฎร เสมือนมีสภาเดียว จนศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขัดมาตรา 68 ทั้งสองเรื่องนี้ ถ้าสำเร็จ ก็เท่ากับรัฐบาลชุดนี้เป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ จึงเป็นความชอบธรรมของประชาชนที่จะทวงอำนาจคืน”
 
              “มาตรา 3 ถือเป็นทางเข้า มาตรา 7 เป็นทางออก เป็นหลักรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตัวบท เนื่องจาก 309 มาตรา เขียนทุกเรื่องไม่ได้ ฉะนั้นอะไรที่ไม่ได้เขียน มาตรา 7 ก็เปิดช่องให้ใช้ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย”
 
              ส่วนที่รัฐบาลอาจเลือกแนวทางยุบสภา แล้วอธิบายว่าเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนนั้น บรรเจิด บอกว่า เป็นการคืนอำนาจในกรอบเดิม ซึ่งแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ สิ่งที่ประชาชนต้องการในวันนี้คือ คืนอำนาจแบบใหม่ ถ้าประชาชนทำได้ก็จะถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในการเปลี่ยนแปลงในระบอบประชาธิปไตย 81 ปีของประเทศไทย
 
              แนวทางนี้ที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นแนวทางย้อนยุคและถูกคัดค้านจากหลายฝ่าย เมื่อครั้งที่มีการนำเสนอในช่วงปลายรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก่อนถูกรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549  ดังนั้นเมื่อมีการนำเสนอขึ้นมาอีกครั้งจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง...!


พนัส : สภาประชาชนไร้หลักกฎหมายรองรับ

              นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงแนวคิดการตั้งสภาประชาชนของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ว่า อาจจะเป็นไปได้ก็ได้ เพราะขณะนี้ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าใครจะชนะ การเสนอสภาประชาชนของนายสุเทพ เห็นได้ชัดว่าไม่จำเป็นต้องอาศัยหลักกฎหมายหรือหลักเกณท์อะไรทั้งสิ้น แต่กลายเป็นหลักกูไปเสียมากกว่า
 
              ขณะนี้ยังไม่เห็นว่ารูปร่างหน้าตาของสภาประชาชนจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าฟังแล้วอาจรู้สึกว่าดี เพราะว่าจะมีแต่คนดีๆ ทั้งนั้น เป็นสภาของประชาชนโดยตรง ตามหลักประชาธิปไตยโดยตรง
 
              “ผู้เสนอแนวคิดแบบนี้เห็นว่า สภาที่เรามีอยู่ ซึ่งก็คือรัฐสภา ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนโดยแท้จริง มันมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่ชั่วร้าย แล้วนักการเมืองทั้งหลายที่เข้ามาอยู่ในสภานี้ก็เป็นคนชั่วทั้งหมด ยกเว้นฝ่ายที่ไม่เคยได้เป็นรัฐบาลเท่านั้นเอง”
 
              “ถ้าหากสภาประชาชนได้คนดีขึ้นมาจริงๆ ก็เห็นด้วย แต่คำถามคือ ถ้ามันดีแตกขึ้นมาแล้วจะเป็นอย่างไร จะทำอย่างไรต่อ”
 
              ส่วนข้อเสนอการตั้งเวทีกลางเพื่อระดมความเห็นหาทางออกให้บ้านเมืองนั้น นายพนัส กล่าวว่า เมืองไทยไม่มีใครที่เป็นกลางเเล้ว เมื่อไม่มีความเป็นกลางก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็นคนกลาง จะไปหาหลักอะไรที่เป็นกลางๆ เพื่อเอามาจับกับประเด็นที่เป็นความขัดแย้ง แล้วสามารถบอกว่า อันนี้ใช่ อันนั้นไม่ใช่ มันไม่มีเเล้วในตอนนี้ อยู่ที่ว่าคุณอยู่ข้างไหนแค่นั้นเอง
 
              “ทางออกของวิกฤติในครั้งนี้ สำหรับทั้งสองฝ่ายที่เป็นคู่กรณี ผมยังมองไม่เห็นทางออก นอกจากว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นฝ่ายแพ้แค่นั้นเอง ส่วนทางออกของทั้งสองฝ่ายก็คงเหมือนกัน คือฝ่ายตัวเองต้อง
ชนะ อีกฝ่ายต้องแพ้ ขณะที่ทางออกอีกทางคือ ฝ่ายที่สาม เข้ามาหาทางออกให้ เท่าที่ดูขณะนี้คือกองทัพ แต่ถ้ามันยังไม่ถึงขั้นที่มีเงื่อนไขจะเข้ามา กองทัพก็ไม่เข้ามา เท่าที่ดูท่าทีในขณะนี้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเอาชนะได้เท่านั้นเอง”

..................................

(หมายเหตุ : นวัตกรรมใหม่การเมืองไทยไม่ใช่แค่ยุบสภา-ลาออก : รายงาน)