ข่าว

มอง'ม็อบ'ด้วยความดีใจเศร้าใจระคนกัน

มอง'ม็อบ'ด้วยความดีใจเศร้าใจระคนกัน

06 ธ.ค. 2556

มอง'ม็อบ'ด้วยความดีใจเศร้าใจระคนกัน : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

           ในขณะที่หลากหลายผู้คนหลายฝักฝ่ายพยายามหา “คำตอบ” หรือแนวทางแก้ปัญหาวิกฤติของชาติในวันนี้ ผมเองในฐานะติดตามข้อมูลข่าวสารของทั้งสองฝ่ายมาตลอด จึงเกิดอารมณ์ความรู้สึกอย่างที่ฝรั่งเรียกว่า “mixed feeling” ในเหตุการณ์การชุมนุมคราวนี้ ทั้งดีใจ เห็นใจ และเศร้าสะเทือนใจ

            ผมเกาะติด “บลูสกายแชนแนล” เกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะที่ห้องทำงานมีเครื่องบันทึกเทปใส่ฮาร์ดดิสก์ตัวใหญ่มหึมาอัดได้ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ ทำให้เชื่อว่าตัวเองไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวของม็อบ และข่าวสารของแต่ละฝ่ายเพราะทางพิธีกรบนเวทีราชดำเนินของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลมีการอัพเดททุกเรื่อง ไม่เว้นกระทั่งการแถลงข่าวของ ศอ.รส. ซึ่งแถลงข่าวเป็นระยะๆ โดยการยึด “กระทรวงการคลัง” เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย เพราะ “ข่าวที่ได้รับก่อนการเคลื่อนม็อบ” ผมรับทราบจาก Architect หรือผู้ “วางแปลนออกแบบแผนการการชุมนุมนี้ว่า เขาต้องการ “ล้อม” สถานที่ราชการ เพื่อไม่ให้สามารถเข้าไปทำการทำงานหรือป้องกันการเคลื่อนย้ายของสำคัญในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ออกมาได้ ไม่ประสงค์จะทำการยึดสถานที่สำคัญ เช่น ทำเนียบรัฐบาล หรือสนามบิน เช่นในปี 2552 เพราะอาจเข็ดขยาดกับบทเรียนและคดีค้างเก่าที่ติดตัวหัวหน้าม็อบอยู่หลายคน” แต่เมื่อยึดพื้นที่ได้แล้ว ก็ตั้งคำถามว่า แล้วจะอย่างไรต่อไป ในวันต่อมาม็อบได้ใช้ยุทธวิธี “กดดันรัฐบาล” ด้วยการทำ “ดาวกระจาย” ไปล้อมหรือแวะเยี่ยมเยียนสถานที่ราชการหลายต่อหลายแห่งเพื่อข่มขวัญ ก่อนจะมีการบุกตะลุยเพื่อขอเข้าพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลและกองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ บช.น. ในเวลาต่อมา

           เหตุผลประการสำคัญประการหนึ่งที่รัฐบาลเลือกใช้มาตรการตั้งรับกระทั่งถึงวันดีเดย์ที่กลุ่ม กปปส. ต้องการบรรลุชัยชนะขั้นเด็ดขาด เพราะรัฐบาลเองพยายามดันเรื่องนิรโทษกรรมอย่างสุดทางและน่าจะสำนึกในความผิดพลาดจึงไม่อยากรุกไล่ให้ได้รับผลข้างเคียงเพิ่มเติมขึ้นอีก ทางตำรวจจึงยอมเปิดทางให้ผู้ชุมนุมเดินผ่านสิ่งกีดขวางเข้าทำเนียบรัฐบาลและ บช.น. ได้อย่างสะดวกไร้การต่อต้านด้วยแก๊สน้ำตาและความรุนแรงต่างๆ ซึ่งแม้จะทำให้หลายคนมีความประหลาดใจ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่อยู่เหนือการคาดเดา เพราะออปชั่นหรือทางเลือกของรัฐบาลมีค่อนข้างจำกัด การรุกรบตอบโต้รังแต่จะสร้างความบอบช้ำให้รัฐมากยิ่งขึ้น ยุทธศาสตร์ “การถอยเพื่อรุกคืบ” ของรัฐบาลในคราวนี้จึงใช้ได้ผลและน่าจะต้องดำเนินแนวทางนี้ต่อไปหลังวันที่ 6 ธันวาคม อีกระยะเวลาหนึ่ง แม้เชื่อว่าจะไม่ยืดเยื้อยาวนานเหมือนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล แต่เหตุการณ์คงไม่จบลงอย่างง่ายดายในวันสองวันนี้

           นั่นเป็นเรื่องบรรยากาศการชุมนุมที่สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทางการเมืองของกลุ่มคนหลากหลายอาชีพที่เข้ามาร่วม “แลกเปลี่ยน เรียนรู้” การเมืองภาคปฏิบัติในสนามการเมืองที่เชื่อว่า หลายประเทศอาจต้องนำ “ตัวแบบ” ของไทยไปใช้เป็นกรณีศึกษา แต่เรื่องน่าเศร้าสลดใจเกิดขึ้นเมื่อมีการปะทะกันของกลุ่มนักศึกษาอาชีวะ ซึ่งทำหน้าที่การ์ดและบรรดานักศึกษารามคำแหงที่ชุมนุมรวมตัวกันต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ชุมนุมอยู่ภายในราชมังคลากีฬาสถาน เรื่องนี้เกิดคำถามขึ้นมากมายจากกรณี “สไนเปอร์” หรือพลซุ่มยิง ไปฝังตัวอยู่ภายในหลายตึกของมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้อย่างไร เพราะมีข่าวรายงานว่ามีการยืนยันการยิงที่คาดว่า “บางส่วน” จะมาจาก “ตึกกงไกรลาส” ซึ่งอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุ ประการต่อมา การเรียกร้องเสรีภาพในการชุมนุมของทั้งสองฝ่าย แม้จะมีการกล่าวโทษกันไปมา แต่หลักฐานที่ปรากฏตั้งแต่การทุบรถ กลุ่มวัยรุ่นขี่รถจักรยานยนต์ถือเหล็กแป๊บและท่อเหล็กเดินกันอาดๆ รวมไปถึงภาพของผู้ใช้อาวุธปืนยิงและเล็งไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ทราบฝ่ายที่มีการเผยแพร่ในทางอินเทอร์เน็ต ทำให้เชื่อได้ว่ามีการปะทะทำร้ายซึ่งกันและกัน ที่น่าตั้งคำถามไปถึง “แกนนำทั้งสองฝ่ายที่นำคนไปตาย” อย่างเท่าเทียมกันว่าใครจะออกมารับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะทั้งคนเสื้อแดง และนักศึกษารามฯ ต่างมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ถูกสังหารด้วยกันทั้งสองฝ่าย กระทั่งรายล่าสุดที่หลบหนีลงมาจากรถที่มีการจุดไฟเผาไม่ทันอีกหนึ่งศพ เหล่านี้ล้วนเป็น “ความรับผิดชอบที่ไม่อาจปฏิเสธใดๆ ได้เลย” ของผู้นำทั้งสองฝ่าย

           ผมเปิดบลูสกาย ย้ายไปเอเอสทีวี สักพักเปิดดูเอเชียอัพเดท เพื่อติดตามข่าวสารของทุกฝ่าย รวมทั้งการให้ความเห็นของนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญผ่านสถานีโทรทัศน์กระแสหลักทุกช่อง ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง คนที่เคยแดงก็เริ่มแสดงความเห็นประนีประนอมมากขึ้น คนที่เคยอยู่ข้างพันธมิตรเปลี่ยนมาเป็น “นักวิชาการเสื้อแดง” ก็มีหลายคน ผมไม่งุนงงกับเรื่องเหล่านี้ เพราะในยามวิกฤติจะมีคนจำนวนหนึ่งมองเห็นโอกาสสำหรับเขาอยู่เสมอเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่สะเทือนใจผมมากอย่างยิ่งในฐานะครูอาจารย์คนหนึ่ง คือ ไม่อยากเห็นความสูญเสียไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใด และไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ของการ “ใช้ซากศพในการก้าวขึ้นสู่อำนาจของทุกๆ ฝ่าย ที่เคยทำๆ กันมาอย่างต่อเนื่อง จะยังคงเกิดขึ้นในยุคนี้สมัยนี้ได้อีก”