
'สุเทพ'ย้ำขอพระราชทานนายกฯม.7
'สุเทพ'ย้ำขอพระราชทานนายกฯม.7 อ้างเหตุรบ.-สภาทรยศประชาชน นักวิชาการหนุนยุบสภา-ลาออก
เมื่อเวลา 19.30 น.วันที่ 4 ธ.ค.2556 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.ได้ปราศรัยที่เวทีศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะถึงการที่ประชาชนออกมาชุมนุมครั้งนี้ว่าเพื่อทวงคืนอำนาจอธิปไตยของประชาชน ตามที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 3 บัญญัติไว้ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ซึ่งเมื่อรัฐบาลและรัฐสภาทรยศต่อเจตนารมณ์ของปวงประชา เราจึงมีความชอบธรรมจะดึงอำนาจนั้นกลับมาเป็นของเราในสถานการณ์ที่ไม่ปกติอย่างนี้ การดำเนินการตามมาตรา 7 นั้น มีบทบัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ว่าต้องดำเนินการอย่างไรในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ให้วินิจฉัยตามประเพณีการปกครองบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การที่สภาและรัฐบาลทรยศต่อประชาชนนั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้เพราะคาดไม่ถึงว่าจะมีคนทรยศต่อประชาชนได้ขนาดนี้ เราจึงต้องกลับไปใช้มาตรา 7 พอเราพูดอย่างนี้ มีคนคัดค้านด้วยความไม่รู้ เข้าใจผิดว่า มาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญคือการไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาทพระเจ้าอยู่หัว ไปคิดเอาเองว่าการใช้มาตรา 7 คือไปขอนายกฯคนใหม่และรัฐสภาใหม่ ไม่ใช่แบบนั้น พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ไม่เคยลงมาแทรกแซงการเมือง พระองค์ทรงอยู่เหนือการเมือง เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เป็นตัวอย่างบทบัญญัติการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ที่ใช้มาแล้วในประเทศไทย
วันนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ประชาชนลุกฮือขึ้น จอมพลถนอมลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และจอมพลประภาส ลาออกจากรองนายกฯ ทั้งสองคนเดินทางออกนอกประเทศเพื่อให้เหตุการณ์สงบ รองประธานวุฒิสภาขณนั้น ก็เข้ากราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว ขอให้พระองค์โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกฯ ต่อจากจอมพลถนอม ไม่ใช่อยู่ๆ พระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานลงมา แต่รองประธานวุฒิฯ ขณะนั้น เห็นว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าได้ ต้องมีคนมาเป็นนายกฯ และเห็นว่านายสัญญา มีความเหมาะสมเป็นนายกฯ ได้ จึงนำความกราบบังคมทูลและพระองค์ก็โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งลงมา เป็นตัวอย่างที่เรานำมาเทียบเคียงได้ว่า หากวันหน้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีลาออกจากนายกฯ ลาออกจากรักษาการ ประเทศไม่มีนายกฯ คนที่มีอำนาจหน้าที่ที่เหลืออยู่ สามารถนำความกราบบังคมูลพระเจ้าอยู่หัว แต่งตั้งนายกฯ ส่วนเราจะทำอย่างไรให้ยิ่งลักษณ์พ้นจากนายกฯ และรักษาการนายกฯ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำ คือถอนความชอบธรรมในการใช้อำนาจของเขา พวกที่พูดไม่รู้ความจริง หรืออาจไม่รู้ หรืออาจแกล้งโง่
นายสุเทพกล่าวว่า ในวันที่ 6 ธันวาคม การต่อสู้ยกสุดท้ายจะเริ่มขึ้น วันเผด็จศึกจะประกาศวันที่ 6 ธันวาคมนี้ เราจะประกาศร่วมกัน เราจะลั่นกลองรบและจะเป็นการรบขั้นเผด็จศึก เตรียมตัวต่อสู้กันยกสุดท้าย พี่น้องฟังแล้วต้องตัดสินใจร่วมกัน เพราะจะเป็นการเดินทางไปสู่การเผด็จศึกและได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด
ทั้งนี้นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลรับข้อเสนอเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะมาตรา 7 จะดำเนินการได้อย่างไร ในเมื่อนายกรัฐมนตรียังอยู่และไม่ได้ทำอะไรผิด การออกจากสถานการณ์การเมืองตอนนี้ อย่างมากก็ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ทั้งนี้การต่อสู้ทางการเมืองต้องสู้ด้วยนโยบาย ผลงาน หลักการ เหตุผล ถ้าแพ้การเลือกตั้งแล้วบอกไม่เอา จะเอาอีกแบบ ทั่วโลกไม่ยอมรับ อย่าตะแบงไปด้วยความไม่มีเหตุผล ถ้ามีเรื่องอะไรก็ควรเปิดสภาพูดคุยกัน หากเห็นไม่ตรงกันก็ลงมติ ไม่ใช่อ้างว่าต้องรับฟังเสียงข้างน้อย แล้วจะทำอะไรก็ได้โดยไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ แบบนั้นจะมีประโยชน์อะไร ยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเสียงข้างน้อยด้วยเช่นกัน แต่ขอให้มีสปิริต ยอมรับเสียงที่เป็นความเห็นต่างที่ตัวแทนประชาชนได้มาให้ความเห็น นี่คือรากฐานของประชาธิปไตย ต้องฟังเสียงประชาชน หากเห็นต่างต้องลงมติ คนที่ได้น้อยกว่าก็ต้องยอมรับความจริง
"ศอ.รส."เปลี่ยนโฆษกคนใหม่
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. เปิดเผยว่า ศอ.รส. ได้มีการปรับเปลี่ยนทีม IO จาก พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย เปลี่ยนเป็น พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี เป็น หัวหน้า และ พล.ต.ท.อำนาจ อันอาตย์งาม เป็น รองหัวหน้า นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.คำรบ ปัญญาแก้ว เป็นโฆษก โดยในส่วนของ โฆษก ตร. และทีมงานโฆษก ตร. เป็นส่วนหนึ่งของทีมนี้ โดยทีม IO จะประกอบด้วย ส่วนของตำรวจ ทหาร และกรมประชาสัมพันธ์
นอกจากนี้ ศอ.รส. ได้กำหนดให้ทีมงาน IO ใช้ห้องทำงานที่ ห้องประชุม 1 โซน c อาคาร 1 ตร. เพื่อสะดวกต่อการทำงานและ จะมีการประชุมเพื่อกำหนดทิศทางข่าว และหัวข้อการทำ IO หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ศอ.รส. อีกด้วย
นักวิชาการหนุนยุบสภา-ลาออก
สมาคมรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ 13 ภาคีภาควิชารัฐศาสตร์ จากหลายมหาวิทยาลัย ร่วมจัดเสวนาหัวข้อ "นักเรียนรัฐศาสตร์ ประกาศทางออกประเทศ" โดยมีนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมเสวนา
นายนครินทร์ เห็นว่า ความพยายามของ ส.ส.ที่ผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ด้วยการลักหลับของ ส.ส.แล้วถูกตีกลับจาก ส.ว.เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น และควรมีคนรับผิดชอบ โดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ควรประกาศยุบสภา ตั้งแต่ตอนนั้น ไม่ใช่ปล่อยให้เหตุการณ์บานปลายจนถึงทุกวันนี้ ขณะที่การประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภาเป็นสิ่งที่นานาอารยประเทศไม่ทำกัน และไม่ยอมรับ ดังนั้น ตอนนี้นายกรัฐมนตรีควรยุบสภาเป็นทางออกที่ดีที่สุด ส่วนยุบแล้วจะรักษาการ หรือไม่ก็อยู่ที่ดุลพินิจ แต่เห็นว่า ขณะนี้ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อนายกรัฐมนตรีเหลือน้อยแล้ว
ชี้สภาประชาชน-ม.7สร้างความขัดแย้ง
ขณะที่ นายประภาส มองว่า ประเทศไทยไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยเต็มรูปแบบได้ เพราะประชาชนยังไม่พร้อม และยังมีการใช้อำนาจทางกฎหมายไม่ชอบธรรม โดยเฉพาะผู้ถืออำนาจรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลใด สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ การถ่ายโอนอำนาจให้แก่พวกพ้อง มากกว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญสำหรับการพัฒนา ส่วนข้อเสนอเรื่องสภาประชาชนขณะนี้ เป็นการโอนอำนาจขึ้นข้างบน ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่มีความสมบูรณ์ และอาจเลวร้ายมากขึ้น เพราะไม่ใช่การกระจายสู่ระดับล่าง นอกจากนี้ยังเห็นว่า ข้อเสนอเรื่องนายกรัฐมนตรีมาตรา 7 เท่ากับผลักให้แบ่งฝ่าย สร้างความขัดแย้งมากขึ้น และขอเรียกร้องว่า อย่านำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ 14 ตุลา เพราะต่างกัน วันนั้นคือการต่อสู้ของประชาชนกับเผด็จการทหาร แต่วันนี้ที่สังคมพัฒนาไปมาก การดำเนินอะไรย่อมมีคนได้ คนเสีย ดังนั้นข้อเสนอแบบนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะไม่สามารถครอบคลุมความต้องการของประชาชนทั้งหมด
"เสรี"แนะใช้ม.7ฟื้นสนช.แก้วิกฤติชาติ
นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาบ้านเมืองและการเมืองเพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ขอเสนอแนวทางโดยไม่ต้องปฏิวัติรัฐประหาร มีขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญดังนี้ 1.ให้นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูล ให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 108 ประกอบมาตรา 106 และ 180 (2) 2.ให้นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูล ให้รัฐมนตรีทุกคนพ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 183 โดยไม่ตั้งใครเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี 3.ให้ปลัดกระทรวง ดูแลรับผิดชอบงานในทุกกระทรวง ให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ให้เรียบร้อย ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมาตรา 21
4.หลังจากนั้นให้นายกรัฐมนตรีประกาศลาออก ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182(2) อันเป็นการยืนยัน ครม.ทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180(1) 5.เมื่อนายกรัฐมนตรีและ ครม.พ้นจากตำแหน่งแล้ว จากนั้นให้นายกรัฐมนตรีประกาศลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง คือ ประกาศไม่อยู่ในตำแหน่งนายกฯ อีกต่อไป 6.จะเกิดสุญญากาศ เนื่องจากไม่มีสภาผู้แทนราษฎร และไม่มีรัฐบาล จากนั้นให้นำรัฐธรรมนูญมาตรา 7 มาใช้บังคับ กราบบังคมทูล เพื่อทรงตั้งคณะรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีรักษาการ และตั้งสภาประชาชนชั่วคราว หรือจะเรียกว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็ได้ต่อไป



