
'พงศ์เทพ'ลั่น!อย่าอ้าง'นายกฯม.7'ส่งเดช
'พงศ์เทพ'ชี้เวทีวิชาการหาทางออกประเทศ ต่างจากเวทีปฏิรูปของรัฐบาล แจงเหมือนถก'สภาปชช.'ลั่น'นายกฯ มาตรา 7'จะนำมาอ้างข้างๆ คูๆ ไม่ได้
4 ธ.ค.56 นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มอบหมายให้ร่วมหารือกับนายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ถึงการจัดเวทีเชิงวิชาการหาทางออกของประเทศ ว่า เบื้องต้นได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมรวบรวมข้อมูล โดยอาศัยข้อมูลของภาคเอกชนร่วมด้วย และจะดูว่า กลุ่มใดที่มีการแสดงความคิดเห็นมาแล้วแต่ไม่ได้เข้าร่วมในเวทีที่เอกชนจัด หรือกลุ่มใดที่ดูแล้วสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มอีก เราก็จะประมวลและเชิญเข้าร่วม หลังจากนั้นก็จะสรุปออกมาว่า มีแนวทางกี่แนวทางที่เป็นไปถูกต้องตามกฎหมายและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จากนั้นก็อยากให้มีเวลาให้สังคมนักวิชาการ สื่อมวลชนประชาชนทั้งหลายได้เห็นและวิพากษ์ โดยใช้เวลาสั้นๆ ประมาณ 10-15 วัน จากนั้นจะได้นำมาปรับปรุงแนวทาง ซึ่งคาดว่า จะใช้เวลาไม่นานที่จะได้แนวทางของทางออกที่มีการเสนอแนะกันมาและเป็นกระบวนการที่ทำได้ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
เมื่อถามว่า เวทีนี้จะคล้ายคลึงกับเวทีปฏิรูปการเมืองที่รัฐบาลมีการจัดขึ้นก่อนหน้านี้หรือไม่ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า แตกต่างกัน เพราะเป็นเรื่องจำเพาะเจาะจงมากกว่า เวทีปฏิรูปจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่กว้างมากและใช้เวลามากกว่า แต่เวทีนี้จะใช้เวลาสั้นกว่ามาก ส่วนจะต้องทำเป็นประชาพิจารณ์หรือไม่นั้น ตนเห็นว่า เมื่อพูดถึงการทำประชาพิจารณ์กระบวนการมันจะยาว แต่เราอยากทำให้เร็ว จึงน่าจะเปิดให้เป็นการวิพากษ์มากกว่า โดยเมื่อเราเปิดให้เห็นถึงข้อเสนอต่างๆ แล้ว มีการขัดเกลาแล้ว ผู้ที่เสนออาจจะฟังการวิพากษ์ แล้วมาปรับปรุงของตนเอง ก็ต้องมาดูว่ามีทางเลือกกี่ทาง และมีขั้นตอนอย่างไรในแต่ละทางเลือก เมื่อมีการวิพากษ์เสร็จแล้ว เราก็จะได้ทางเลือกที่สมบูรณ์ที่สุด เท่าที่จะทำได้
ส่วนกรณีที่ว่า เวทีดังกล่าวจะกลายเป็นกระดาษแผ่นเดียวที่มีผลออกมาให้ประชาชนอ่านหรือไม่ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ถ้าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ซึ่งตนก็อยากให้ทุกภาคส่วนมาร่วมเสนอ รวมทั้งตนเชื่อว่า หากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มาฟังคำวิจารณ์ก็จะปรับในส่วนของข้อเสนอของตนเองได้เช่นกัน ส่วนจะทำตามข้อเสนอทั้งหมดของข้อเสนอได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าข้อเสนอนั้นเป็นอย่างไร มีเหตุผลหรือถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งจะรับฟังทุกเรื่องตามที่นายกฯได้ระบุไว้ว่า จะรับฟังทุกฝ่ายเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้
ส่วนการที่ นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.เกษตรและสหกรณ์ เสนอว่า จะต้องหาคนกลางที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายนั้น ตนเห็นว่าในการจัดเวทีคนกลางจะต้องเป็นคนที่สรุปประเด็นต่างๆ ก็มีนักวิชาการหลายคนที่ต้องทำตามหน้าที่ของตนอยู่แล้ว
ขณะที่ การตั้งสภาประชาชนนั้น เมื่อมีการถกกันจริงๆ ถึงที่มาของสภาประชาชน ตนเชื่อว่า ไม่แตกต่างกัน เพราะเมื่อถกกัน มีการนำตัวแทนกลุ่มต่างๆ เข้ามา และก็ยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่ยังไม่เข้าร่วมอีกจำนวนมาก ซึ่งสุดท้ายตนเชื่อว่า จะไปจบอยู่จุดเดียวกันคือ มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งโดยสภาพมันเป็นอย่างนั้น แต่หากบอกว่า สภาประชาชนมาจากตัวแทนของประชาชนของกลุ่มตัวเอง ก็ต้องถามต่อว่าคนอื่นยอมรับหรือไม่ ซึ่งก็ไม่เป็นที่ยอมรับเหมือนกัน
"นายกฯ พระราชทานมาตรา 7 ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะใช้ได้ส่งเดช อ้างข้างๆ คูๆ มันไม่ใช่ มาตรา 7 เกิดขึ้นเพราะรัฐธรรมนูญ เพราะบทบัญญัติไม่ได้คิดว่า มันจะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างจะต้องมีวุฒิสภาอยู่ตลอดเวลา เพราะบางช่วงที่มีการยุบสภา ก็จะไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะเมื่อทำอะไรก็ต้องผ่านวุฒิสภาแต่สมมุติว่า วุฒิสภาเกิดมีอันเป็นไปทั้งหมด และช่วงนั้นเกิดจะต้องมีการพิจารณาในสภาแบบนี้ จึงจะใช้มาตรา 7 แต่เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก หรือไม่เกิดขึ้นเลย ไม่ใช่อยู่ดีๆ อ้างมาตรา 7 ไปเรื่อย และถามว่า หากนายกฯ ลาออกก็ยังมีสภาผู้แทนราษฎรอยู่ และนายกฯก็ต้องรักษาการณ์จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง จะอ้างมาตรา 7 แบบนี้ไม่ได้" นายพงศ์เทพ กล่าว
เมื่อถามว่า การทำชุมนุมจะทำให้การทำงานสะดุดหรือไม่ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า เรื่องการชุมนุมมีอยู่ทุกวันและมีอยู่ทั่วโลก แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกร้องว่า มีเหตุผลเพียงพอเป็นที่ยอมรับหรือ รวมทั้งมีความชอบธรรมหรือไม่ ซึ่งตนเห็นว่าการชุมนุมไม่ใช่เรื่องที่มีปัญหาอะไร แต่รัฐบาลต้องเป็นผู้ที่ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้



