ข่าว

หรือว่านี่คือปฏิวัติอย่างอ่อน

หรือว่านี่คือปฏิวัติอย่างอ่อน

04 ธ.ค. 2556

หรือว่านี่คือปฏิวัติอย่างอ่อน : ศรุติ ศรุตา ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน

              ภาพของนายทหารที่นั่งเคียงข้าง พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ขณะแถลงข่าวที่ปรากฏในหน้าจอโทรทัศน์ ยิ่งตอกย้ำว่า กองทัพได้ขอเข้ามาร่วมดูแลสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ หลังจากปฏิเสธมาตั้งแต่ต้นว่า จะไม่ขอเข้าร่วมเป็นกรรมการใน ศอ.รส.

              รูปธรรมของการก้าวเข้ามาของกองทัพในจังหวะที่ความขัดแย้งทางการเมืองได้เดินเข้าใกล้จุดวิกฤติ การปะทะกันระหว่างประชาชนที่มาชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มทวีความรุนแรง จนเกือบจะได้ใช้มาตรการสูงสุดในการควบคุมฝูงชน ผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง บก เรือ อากาศ ได้ร่วมหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำผู้ชุมนุม เพื่อหาทางออกให้แก่บ้านเมือง

              แต่ดูเหมือนว่า เพียงแค่วันแรกผ่านไป เงื่อนไขข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายก็ได้รับการปฏิเสธ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีถึงกับแถลงว่า สิ่งที่แกนนำผู้ชุมนุมเสนอนั้นไม่มีบทบัญญัติใดของรัฐธรรมนูญมารองรับ

              เป็นการปฏิเสธท่ามกลางเสียงระเบิดของแก๊สน้ำตาในพื้นที่ใกล้ทำเนียบรัฐบาล และใกล้กองบัญชาการตำรวจนครบาลกึกก้อง ต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ชุมนุมก็ล้มลงไปแล้วหลายราย บ้างก็สำลักควัน แสบตาเพราะแก๊ส บางรายถึงกับถูกยิงด้วยอาวุธปืน เหตุรุนแรงนี้ได้เกิดขึ้นต่อเนื่อง จนกระทั่งกลางดึกจึงค่อยๆ เบาบางลง แต่ก็ทำให้หลายคนเชื่อว่า เช้าวันที่ 3 ธันวาคม ความรุนแรงจะเกิดขึ้นอีกแน่ เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศว่าต้องยึด บช.น. และทำเนียบรัฐบาลให้ได้

              แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเช้าวันที่ 3 ธันวาคม กลับเป็น "หนังคนละม้วน" เมื่อ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.ประกาศให้ตำรวจทุกนายเปิดทางให้ผู้ชุมนุมเข้ามาเยี่ยม ห้ามปะทะ ห้ามยิงแก๊สน้ำตา

              คำถามคือ เกิดอะไรขึ้น เหตุใด ผบช.น.ถึงกลับลำเอาดื้อๆ ?

              มีกระแสข่าวว่า คืนวันที่ 2 ธันวาคม มีการพูดคุยเจรจากันระหว่างแกนนำผู้ชุมนุมกับฝ่ายรัฐบาล โดยมี "กองทัพ" เข้าไปเกี่ยวข้องอีกครั้ง

              แต่ในครั้งนี้กองทัพแสดงบทบาทมากกว่าครั้งก่อน เพราะเห็นว่า ไม่เพียงแค่ประชาชนที่จะได้รับบาดเจ็บเท่านั้น หากแต่ปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปก็จะกระทบกับวันเฉลิมฉลอง 5 ธันวามหาราช ซึ่งไม่ใช่แค่กองทัพ คนไทยทุกคนก็ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น

              "ถ้ายังไม่หยุด ยังยิงแก๊สน้ำตาอยู่ กองทัพคงต้องออกมา เพื่อจัดการให้ปัญหามันจบ" ประโยคหนึ่งของการเจรจาสันติภาพที่ไม่ต้องเดาว่าใครเป็นคนพูด

              แล้วยังมีการสำทับด้วยว่า ผู้ชุมนุมเลือกที่จะไปที่นั่นที่นี่ก็เพื่อประกาศชัยชนะ เป็นสัญลักษณ์ ไม่ได้ไปเพื่อเผาทำลายสถานที่ใดๆ ที่ผ่านมาก็ไปหลายแห่งแล้วก็ไม่เคยเกิดปัญหา แล้วทำไมต้องไปห้าม ถึงกับยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุม

              เนื้อหาการเจรจานั้น ได้ครอบคลุมไปถึงการตัดสินใจของรัฐบาล จากนั้นถกแนวทาง "ปฏิรูปประเทศ" เรื่องแก้กฎหมาย-แก้รัฐธรรมนูญ รวมทั้งในจังหวะที่เป็นสุญญากาศนั้นใครคือผู้ที่เหมาะสมที่สุด

              กระแสข่าวที่ว่ามานั้น "เริ่มเข้าเค้า" เมื่อการต่อต้านการชุมนุมของตำรวจได้ยุติลงอย่างสิ้นเชิง

              ตามมาด้วยการแถลงข่าวของ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ไปเดินหน้าเรื่องการปฏิรูปประเทศ

              ซึ่งก็มีเหตุมีผล เพราะเรื่องปฏิรูปนั้นต้องเป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง การที่รัฐบาลเสนอตัวเองเป็นเจ้าภาพก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ ถึงแม้ว่า ในวันนี้ "ความเชื่อมั่น" ต่อรัฐบาลนั้นเหือดหายไปพอสมควรแล้วก็ตาม

              และตามมาด้วยการแถลงข่าวของ พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ที่ระบุถึงข้อห่วงใยของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อกรณีการชุมนุมว่า กองทัพบกเชื่อมั่นว่า ผู้ชุมนุมจะอยู่เพียงภายนอกอาคารทำเนียบ พร้อมกับขอให้ผู้ชุมนุมออกมาในทันทีหลังทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เสร็จสิ้น โดยขอให้ผู้ชุมนุมพึงระลึกเสมอว่า สถานที่ราชการคือทรัพย์สินของประเทศและเป็นสมบัติของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันดูแลรักษา

              "ขอเรียกร้องให้ทุกคนร่วมกันทำให้ประเทศกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ด้วยการกลับมาเคารพกฎกติกาของสังคมและใช้วิธีทางที่ถูกต้อง เพื่อมุ่งไปสู่ผลสำเร็จตามที่มุ่งหวัง โดยไม่สร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมือง และขอให้ทุกกลุ่มแสดงออกเชิงสัญลักษณ์แต่พอควร โดยคำนึงถึงสิทธิพื้นฐานของผู้อื่น เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยในการคลี่คลายสถานการณ์"

              ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็กล่าวว่า ปัญหาการเมืองก็ต้องให้การเมืองแก้กันเอง ทหารจะดูแลอยู่ห่างๆ

              บางคนอาจเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ปฏิวัติอย่างอ่อน" หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตาม แต่โดยสภาพที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ที่แทบทุกฝ่าย ทั้งนักธุรกิจ นักวิชาการ ฯลฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องเพื่อให้บ้านเมืองกลับไปสู่ความสงบ แต่ดูเหมือนเป้าหมายที่ต้องการนั้นห่างออกไปทุกขณะ กระทั่งสถานการณ์เดินมาจนถึงจุดที่กองทัพจำต้องแสดงบทบาทนี่เองแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ถึงได้ปรากฏ

              เพียงแต่ว่า ในสังคมประชาธิปไตย การออกมาของกองทัพนั้น จะต้องมีขีดจำกัด เพื่อไม่ให้ก้าวล้ำไปจนถึงขั้นใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ แล้วมาฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้ง

.......................................


(หมายเหตุ : หรือว่านี่คือปฏิวัติอย่างอ่อน : ศรุติ ศรุตา ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)