ข่าว

ทางออกรบ.-ปท.และทางลง'สุเทพ'

ทางออกรบ.-ปท.และทางลง'สุเทพ'

04 ธ.ค. 2556

ทางออกรัฐบาล ทางออกประเทศ และทางลง'สุเทพ' : โอภาส บุญล้อม สำนักข่าวเนชั่นรายงาน

              หลังรัฐบาลโดยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แสดงท่าทีชัดเจนว่ายินดีทำทุกอย่างเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ และพูดว่า "การยุบสภา" และ "ลาออก" เป็นสิ่งที่ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเสนอให้ "คืนอำนาจ" ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่มีแนวทาง วิธีการ ทางกฎหมายรองรับ 

              ถ้าแปลความตามสิ่งที่นายกฯ พูดแบบตรงไปตรงมา คือ "ไม่ขอทำตามข้อเรียกร้องของสุเทพ" แต่ในทางการเมืองหากจะพูดตรงๆ แบบนั้น ก็จะดูเป็นว่ารัฐบาล "แข็งขืน" เกินไป ไม่รับฟังข้อเรียกร้องของ "มวลมหาประชาชน" นายกฯ จึงเล่นบทอ่อนน้อม พร้อมเจรจาพูดคุย และขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันคิดหาวิธีที่จะทำตามข้อเสนอของนายสุเทพ โดยล่าสุดได้มอบหมายให้ พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ และ ชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม เปิดเวทีระดมความเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง
 
              ถามว่า แนวทางการเมืองต่อจากนี้ จะเป็นอย่างไร
 
              แนวทางแรก คือ "ยุบสภา" ตามปกติโดยไม่มีเงื่อนไขเมื่อรัฐบาลถึง "ตาจน" แนวทางนี้รัฐบาลเสียเปรียบน้อยที่สุด เพราะมั่นใจว่ายังจะได้ "ชัยชนะ" จากการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพียงแต่ยังเป็นคำถามว่า หลังยุบสภาแล้วอาจจะไม่จบ เพราะนายสุเทพประกาศมาตลอดว่า ยุบสภาก็ไม่จบ เพียงแต่จนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า ยุบสภาแล้วจะไม่จบจริงหรือไม่ ฝ่ายรัฐบาลเชื่อว่าหากยุบสภาแล้ว มวลชนส่วนหนึ่งจะหยุด เพื่อกลับไปสู่การเลือกตั้ง ขณะที่แกนนำกลุ่ม กปปส. เอง ก็ยอมรับว่า หากรัฐบาลยุบสภาจริง ก็ต้องประเมินสถานการณ์กันอีกทีว่าจะ "ไปต่อ" ได้หรือไม่ หากมวลชนกลับมาชุมนุมอาจจะไปต่อได้ ถึงตรงนั้นอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการเคลื่อนไหว เป็นรณรงค์ให้พรรคการเมืองทำเรื่อง "ปฏิรูปประเทศไทย" หรือไม่ ก็อาจจะมีการตั้ง "พรรคการเมือง" ขึ้นมาเป็น "ทางเลือก" ให้ประชาชน โดยชูธงเรื่องปฏิรูปประเทศ
 
              แนวทางที่สอง คือ ยุบสภาแบบมีเงื่อนไข คือ
 
              1.ดำเนินการให้มีกระบวนการ "ปฏิรูปการเมือง" ก่อนยุบสภา โดยช่วงนี้รัฐบาลหยุดภารกิจเรื่องอื่นไว้ก่อน อยู่เพื่อการปฏิรูปให้เสร็จเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาจะอยู่ที่ประมาณ 3-6 เดือน มองกันว่าแนวทางนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุด เพียงแต่รัฐบาลจะ "ยอมถอย" หรือไม่
 
              2.มีการเสนอจาก ผศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการจากนิด้า หนึ่งในนักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ให้ยุบสภาแล้วนายกฯ และคณะรัฐมนตรีลาออกทั้งคณะ เพื่อให้เกิดภาวะ "สุญญากาศ" นำไปสู่การใช้มาตรา 3 ที่บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และมาตรา 7 ที่ให้นำประเพณีการปกครองประเทศมาใช้ โดยภาคประชาชนร่วมกับวุฒิสภา เสนอว่าจะให้ใครมาเป็นคณะผู้บริหารชั่วคราวและเพื่อให้เกิดการปฏิรูป ก็อาจมีการประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ
 
              แต่ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ในกรณีคณะรัฐมนตรีลาออกทั้งคณะ ซึ่งทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง มาตรา 181 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีใหม่จะเข้ามาทำหน้าที่ นั่นหมายความว่า คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันยังปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไปมีอำนาจทุกประการเหมือนคณะรัฐมนตรีจริง
 
              ดังนั้น หากต้องให้เกิดภาวะ "สุญญากาศ" ตามข้อเสนอของนักวิชาการกลุ่มนี้ คณะรัฐมนตรีรวมทั้งนายกฯ ต้องแสดงเจตจำนงว่าจะไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยเพื่อให้เกิดภาวะ "สุญญากาศ" นำไปสู่การใช้มาตรา 7 เช่น การมีคณะผู้บริหารชั่วคราวหรือนายกฯ พระราชทาน
 
              3.มีการเสนอจาก ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ยุบสภา จากนั้นคณะรัฐมนตรีทั้งคณะกราบบังคมทูลขอไม่ทำหน้าที่ แต่เนื่องจากประเทศจำเป็นต้องมีผู้ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ทำให้ต้องมีการแต่งตั้งบุคคลที่มาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี และ ครม. แต่เมื่อมีการยุบสภา ทำให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะประธานรัฐสภาต้องพ้นตำแหน่งไปด้วย ดังนั้น จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของประธานวุฒิสภาต้องนำรายชื่อบุคคลที่เหมาะสม เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายนำรายชื่อขึ้นโปรดเกล้าฯ ให้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี โดยให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้เสนอชื่อ ซึ่งผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทำหน้าที่นายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. เพราะเป็นเพียงผู้ที่ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
 
              และในระหว่างที่มีการจัดการเลือกตั้ง ให้ผู้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีดำเนินการให้มีการลงประชามติว่า จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้งสภาประชาชนขึ้นหรือไม่
 
              แนวทางที่สาม ยุบสภาและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ รวมทั้งนายกฯ ลาออก จากนั้นแสดงเจตจำนงว่าไม่ขอปฏิบัติหน้าที่ เกิดภาวะ "สุญญากาศ" เพื่อนำไปสู่มาตรา 3 ที่บัญญัติว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย จากนั้นตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" โดยผู้บริหารสูงสุดของคณะรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเรียกว่า "นายกรัฐนมตรี" ทำให้ไม่ต้องมาจาก ส.ส. และ "รัฐบาลแห่งชาติ" จะทำหน้าที่ช่วงสั้นๆ ในการวางกรอบกติกาต่างๆ จากนั้นจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่ง ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีนิด้า มีแนวคิดนี้

.........................

(หมายเหตุ : ทางออกรัฐบาล ทางออกประเทศ และทางลง'สุเทพ' : โอภาส บุญล้อม สำนักข่าวเนชั่นรายงาน)