
ไทยโปร่งใสแย่ลง14อันดับอยู่ที่102
องค์กรเพื่อความโปร่งใสเผย ไทยร่วงลำดับคอร์รัปชั่น อยู่ที่ 102 จาก 177 ประเทศทั่วโลก จากปีที่แล้วอันดับ 88 ด้าน ป.ป.ช.จี้ภาครัฐเร่งกู้ภาพลักษณ์
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นางจุรี วิจิตรวาทการ เลขาธิการมูลนิธิองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย (Transparency Thailand) เปิดเผยผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นประจำปี 2556 พบว่าประเทศไทยได้ 35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อยู่อันดับที่ 102 จากการจัดอันดับทั้งหมด 177 ประเทศทั่วโลก เท่ากับประเทศเอกวาดอร์ มอลโดวา และปานามา และอยู่อันดับที่ 16 จาก 28 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ปี 2555 ไทยอยู่ลำดับที่ 88 ได้ 37 คะแนน จาก 100 คะแนน
นางจุรี กล่าวว่า ผลคะแนนภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นประจำปีนี้ ปรากฏว่าร้อยละ 70 ของจำนวนประเทศที่นำมาจัดอันดับสอบตกหรือมีคะแนนต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง มีเพียง 54 ประเทศเท่านั้นที่สอบผ่าน หรือได้คะแนนเกิน 50 คะแนน โดยประเทศเดนมาร์กและนิวซีแลนด์สามารถครองแชมป์อันดับหนึ่ง ได้ 91 คะแนนจาก 100 คะแนน ส่วนอันดับสุดท้ายที่ได้คะแนนต่ำที่สุด ได้แก่ อัฟกานิสถาน เกาหลีเหนือ และโซมาเลีย ได้ 8 คะแนนจาก 100 คะแนน และประเทศซีเรีย เป็นประเทศที่มีคะแนนลดลงจากปีที่แล้วอย่างมาก
สำหรับในกลุ่มประเทศอาเซียน มีเพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่ได้คะแนนเกินครึ่ง ได้แก่ สิงคโปร์ ได้ 86 คะแนน บรูไน 60 คะแนน และมาเลเซีย 50 คะแนน ส่วนประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทยยังคงมีคะแนนต่ำกว่าครึ่ง และเป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศลาว และพม่า แม้จะมีคะแนนค่อนข้างต่ำ แต่ก็ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า CPI (Corruption Perceptions Index) คือดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชั่นของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่มีค่าคะแนนตั้งแต่ 0 (คอร์รัปชั่นมากที่สุด) -100 (คอร์รัปชั่นน้อยที่สุด) จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระนานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นและมีเครือข่ายใน 120 ประเทศทั่วโลก และได้จัดทำดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของประเทศต่างๆเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งในปี 2556 นี้ ได้จัดอันดับจากประเทศต่างๆ จำนวน 177 ประเทศ โดยจัดอันดับจากผลสำรวจของสำนักโพลล์ต่างๆ จำนวน 13 แห่ง
ด้าน นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงการจัดลำดับความโปร่งใสว่า แสดงถึงภาพลักษณ์การทุจริตคอร์รัปชั่นของหน่วยงานภาครัฐที่ย่ำแย่มาก จำเป็นต้องเร่งช่วยกันกอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศ ด้วยการทำงานที่ซื่อสัตย์สุจริต และช่วยกันกำจัดผู้กระทำการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกองค์กรโดยด่วน อย่างไรก็ตาม แม้ค่าคะแนนความโปร่งใสของประเทศจะลดลง แต่ยังมีโอกาสในการแก้ไขภาพลักษณ์ประเทศให้ดีขึ้นได้ เพราะปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ยังมีจิตสำนึกคุณธรรม ไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่น และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
"ล่าสุดมีผลสำรวจของศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สำรวจเรื่องพฤติกรรมและปัจจัยการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยมีข้อสรุปจากผลการสำรวจว่า ประชาชนที่เคยกระทำพฤติกรรมในลักษณะทุจริตคอร์รัปชั่นมาก่อนนั้น ส่วนใหญ่แสดงเจตนาที่จะไม่กระทำพฤติกรรมทุจริตอีก ซึ่งเป็นสัญญาณอันดีที่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนในสังคมยังมีแนวความคิดยึดมั่นในเรื่องคุณธรรม ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากการทุ่มเทดำเนินงานอย่างน่าชื่นชมของเครือข่ายรณรงค์ป้องกันทุจริตในภาคส่วนต่างๆ ที่ได้มีส่วนกระตุ้นสำนึกคุณธรรม ประชาชนส่วนใหญ่รังเกียจการทุจริตคอร์รัปชั่น" นายวิชา กล่าว
นายวิชา กล่าวด้วยว่า ประเด็นสำคัญของผลสำรวจชี้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับไม่ได้กับพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ โดยมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดเรียงตามลำดับคือ การใช้อำนาจหน้าที่และตำแหน่งในทางมิชอบ ร้อยละ 96.86 การวิ่งเต้นให้ได้ตำแหน่งหรือซื้อตำแหน่ง ร้อยละ 94.13 การยอมถูกรีดไถจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร้อยละ 93.49 การให้ของขวัญหรือติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร้อยละ 90.21 การรับเงินเพื่อลงคะแนนเสียงให้นักการเมือง ร้อยละ 87.05 ระบบอุปถัมภ์และการให้สิทธิพิเศษแก่เครือญาติหรือบุคคลใกล้ชิด ร้อยละ 80.68 เป็นต้น
นอกจากนี้พฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่นที่ประชาชนกลุ่มตัวอย่างเคยทำมากที่สุด คือ การขับรถผิดกฎจราจร ร้อยละ 54.70 รองลงไปคือ การยอมถูกรีดไถจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร้อยละ 31.39 การรับเงินเพื่อลงคะแนนเสียงให้นักการเมือง ร้อยละ 26.87 ระบบอุปถัมภ์และการให้สิทธิพิเศษแก่เครือญาติหรือบุคคลใกล้ชิด ซึ่งคะแนนเท่ากับการแซงคิวผู้อื่น ร้อยละ 18.19 ทั้งนี้พฤติกรรมส่วนใหญ่ชาวบ้านอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำมากกว่าตัวกระทำการ และจากคำถามว่า ในอนาคตจะทำพฤติกรรมต่อไปอีกหรือไม่ ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่า ไม่ทำ โดยเรียงลำดับจากคะแนนเฉลี่ยมากสุด คือ การใช้อำนาจหน้าที่และตำแหน่งในทางมิชอบ ร้อยละ 97.72 การวิ่งเต้นให้ได้ตำแหน่งหรือซื้อตำแหน่ง ร้อยละ 95.52 การติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร้อยละ 89.32 การรับเงินเพื่อลงคะแนนเสียงให้นักการเมือง ร้อยละ 79.11
นายวิชา กล่าวอีกว่า ในรายงานผลการสำรวจยังชี้อีกว่า ปัจจัยที่ทำให้การทุจริตคอร์รัปชั่นในความคิดเห็นของประชาชนเรียงตามลำดับความสำคัญคือ การบังคับใช้กฎหมายไม่จริงจังไม่เด็ดขาด, กฎหมายมีช่องโหว่, สังคมวัฒนธรรมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ ระบบเครือญาติ ระบบพรรคพวกเอื้อต่อการทุจริต, การได้รับผลประโยชน์มีความคุ้มค่ามากกว่าบทลงโทษทางกฎหมาย, ปัญหาจากภาวะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง รายได้น้อย, การได้รับผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายจึงไม่มีการแจ้งความผิด และประชาชนเบื่อหน่ายเพิกเฉยต่อการต่อต้านการทุจริต
"ขณะเดียวกันแนวทางแก้ไขปัญหา ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยเรื่องควรเพิ่มหน้าที่และอำนาจของ ป.ป.ช., ป.ป.ท., สตง.ในการเข้าตรวจสอบทุจริต และห้ามมิให้จำเลยและผู้ต้องหาในคดีทุจริตคอร์รัปชั่นเดินทางออกนอกประเทศหรือกักบริเวณ รวมทั้งไม่ให้มีการประกันตัว แต่ในกรณีที่จะให้ประกันตัวต้องวางหลักประกันเป็นวงเงิน ร้อยละ 50-80 ของมูลค่าความเสียหายจากการทุจริตคอร์รัปชั่น" นายวิชา กล่าวในตอนท้าย
ป.ป.ช.ขยายเวลาไต่สวนเพิ่มจำนำข้าว
นายวิชา ยังได้แถลงข่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนโครงการรับจำนำและระบายข้าวกรณีที่มีการกล่าวหานายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนโครงการจำนำข้าวเพื่อติดตามความคืบหน้าคณะทำงานแต่ละชุด ที่ได้รับมอบหมายให้การตรวจสอบเอกสาร การตรวจคลังสินค้า การเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำต่างๆ ซึ่งจากการไต่สวนได้ความว่าการเจรจาที่อ้างว่าเป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ ระหว่างรัฐบาลไทยกับผู้แทนหน่วยงานสาธารณรัฐประชาชนจีน ปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานว่ายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะให้เห็นได้ว่าเป็นการซื้อขายรัฐต่อรัฐ และยังพบด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่นมีส่วนร่วมกระทำผิดในโครงการดังกล่าวเพิ่มเติม ซึ่งยังไม่ได้ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหามาตั้งแต่เดิม ดังนั้นจึงมีมติให้ขยายการไต่สวนไปถึงบุคคลเหล่านั้นคือ 1.ผู้แทนเจรจาฝ่ายไทย ประกอบด้วย นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักบริหารการค้าข้าว และนายอัครพงษ์ ทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ
2. นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ที่เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงครั้งนั้น 3.ผู้แทนเจรจาฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบด้วย GUANGDONG (กวางตุ้ง) STATIONERY & SPORTING GOODS IMP. & EXP. CORP. และ HAINAN (ไห่หนาน) GRAIN & OIL INDUSTRIAL TRADING COMPANY และตัวแทนของหน่วยงานทั้งสอง 4.กลุ่มบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากผู้แทนฝ่ายจีน ประกอบด้วย นายรัฐนิธ โสจิระกุล นายสมคิด เอื้อนสุภา และนายลิตร พอใจ ซึ่งมีส่วนสำคัญเกี่ยวข้องกับ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด และ 5.บ.สยามอินดิก้า จำกัด ที่จากข้อเท็จจริงจากการไต่สวนเกี่ยวกับสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องพบว่า การชำระเงินกับหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายของจีนนั้น ส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับบ.อินดิก้า จำกัด ประกอบกับบริษัทนี้เคยเป็นนายจ้างของนายสมคิด และนายลิตร
นอกจากนี้คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ยังตรวจพบว่า การกำหนดให้เป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐก็เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคา ทำให้เกิดความเสียหายจากการขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาดนับตั้งแต่เดือน ส.ค.54 -มิ.ย.56 มีปริมาณส่งมอบข้าวไปยังจีนทุกรายเพียง 375,000 ตันเศษ จากปริมาณที่ต้องส่งมอบตามสัญญา จำนวน 4.8 ล้านตัน ซึ่งกรมศุลกากรยืนยันว่าในห้วงเวลาดังกล่าวไม่มีข้าวส่งออกโดยผ่านวิธีการศุลกากรแต่อย่างใด อย่างไรก็ดีคณะอนุกรรมการฯ จะได้เร่งดำเนินการไต่สวนเพื่อพิจารณาว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอีกหรือไม่ และจะได้พิจารณาดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ถูกกล่าวหาต่อไปโดยเร็ว โดยเรื่องนี้มีการอ้างว่า ไม่ได้ซื้อแบบส่งออก แต่ส่งที่หน้าคลังสินค้า ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องของส่งออก
“เหตุที่ยังไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้ในขณะนี้ เพราะมี ผอ.ท่านหนึ่งดูแลคลังสินค้า ไม่ยอมมอบเอกสารหลักฐานที่สำคัญมาซึ่งเราได้ให้โอกาสท่านแล้ว แต่เราเห็นว่ามีความจำเป็นเหลือเกินที่ต้องเร่งดำเนินการเพราะว่า บ้านเมืองลุกเป็นไฟ เอกสารอาจจะถูกเผาทำลายไปด้วย ” นายวิชา กล่าวและว่า ในการติดตามเอกสารดังกล่าวหากไม่ได้รับความร่วมมือก็จะดำเนินการตามมาตรการต่อไป ซึ่งภายใน 1-2 วันนี้ จะให้สื่อมวลชนลงพื้นที่กับเรา เพื่อจะได้เห็นว่า ป.ป.ช.จะไปเอาเอกสารอะไร พร้อมกับประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในการลงพื้นที่ด้วย ซึ่งการไต่สวนเรื่องนี้จะเสร็จเร็วหรือไม่ขึ้นอยู่ว่า ผอ.คลังสินค้าจะส่งมอบเอกสารให้เมื่อใด
เมื่อถามว่าเอกสารที่จะนำมานั้นสามารถเป็นหลักฐานชี้มูลความผิดและแจ้งข้อกล่าวหาได้เลยหรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า แน่นอน เมื่อถามว่าในส่วนของผู้แทนประเทศจีน จะไม่ให้ความร่วมมือกับ ป.ป.ช.ได้หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า จีนมีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ความร่วมมือก็ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางจีนมีหนังสือแจ้ง ป.ป.ช. ไม่มีข้อมูลอะไรเลย แต่กลับมากระทำการลักษณะจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของ ป.ป.ช.เห็นว่าความสัมพันธ์ เป็นคนละเรื่องกับการไต่สวนข้อเท็จจริงคดีนี้ เมื่อถามว่า การไต่สวนความผิดจะไปไม่ถึงนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า กรณีของนายกฯ มีการกล่าวหาแยกอีสำนวนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาว่าจะให้คณะอนุกรรมการไต่สวนหรือไม่
ด้านนายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า เรื่องเอกสารดังกล่าวมีความจำเป็นมากเพราะว่าเราปฏิบัติงานเพื่อจะรวบรวมเอกสารโดยเฉพาะใบส่งสินค้าตามจังหวัดต่างๆ ที่เราลงพื้นที่ ซึ่งได้พบหัวหน้าคลังสินค้ากลางจังหวัดในพื้นที่ แต่มีความขัดข้องในการส่งมอบใบส่งสินค้าให้เราทั้งที่ได้ประสานเบื้องต้นบอกว่าส่งมอบ แต่สุดท้ายไม่ได้ เราจึงจำเป็นต้องใช้กฎหมาย ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการให้ได้มาซึ่งเอกสาร โดยวันนี้จึงมีมติให้ขอความร่วมมือส่งมอบเอกสาร แต่ถ้ามีความจำเป็นก็ต้องใช้กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 25 ยึดอายัดเอกสารมาเพื่อตรวจสอบ ก่อนที่จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนไต่สวนและแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องนี้ต่อไป อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้ครอบครองเอกสารหากไม่ส่งมอบเอกสารให้แล้วจะมีความผิดหรือไม่ ก็ต้องพิจารณาอีกครั้ง ซึ่ง ป.ป.ช.อาจจะกันบุคคลที่ให้ความร่วมมือไว้เป็นพยาน โดยไม่ดำเนินคดีก็ได้



