
ฟื้นหนองเลิงเปือยชุบชีวิตเกษตรกร
ไลฟ์สไตล์ : ฟื้นหนองเลิงเปือย ชุบชีวิตเกษตรกร
หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับ "โครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือย จังหวัดกาฬสินธุ์" ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยความร่วมมือครั้งแรกของ 8 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานกรรมการพิเศษเพื่อประสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กองทัพบก กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) โดยมีสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เป็นผู้ประสานความร่วมมือ และมีหน่วยงานในพื้นที่ทั้งระดับจังหวัดและระดับอำเภอเป็นหน่วยปฏิบัติงาน ล่าสุดได้พาคณะผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ เยี่ยมชมการดำเนินงานพร้อมซักถามข้อมูลอย่างใกล้ชิด
สุวิทย์ สุบงกฎ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เล่าว่า พื้นที่แถบนี้มีปัญหาหลักๆ 2 อย่าง อย่างแรกคือน้ำท่วมขังทุกปี อีกปัญหาคือขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร หนองเลิงเปืยซึ่งเป็นหนองน้ำธรรมชาติในพื้นที่ ก็ไม่สามารถเก็บน้ำได้เพียงพอเนื่องจากมีความตื้นเขิน ความลึกเฉลี่ยเพียง 3 เมตร เก็บน้ำได้ราว 3.5 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เมื่อโครงการฟื้นหนองเลิงเปือยสำเร็จจะสามารถกักเก็บน้ำได้ราว 7 ล้านลูกบาศก์เมตร เกษตรกรจะสามารถทำนาเพิ่มได้กว่า 5,200 ไร่ ส่วนดินจากการขุดประมาณ 4.9 ล้านคิว จะนำไปถมที่นาบริเวณรอบหนองเพื่อปรับพื้นที่ให้สูงขึ้นเฉลี่ย 2 เมตร โดยเลือกพื้นที่รอบหนองในรัศมี 2.5 กิโลเมตร สำหรับการขุดมีการวางแผนขุดที่ความลึก 6 เมตร โดยขุดแบบขั้นบันไดตัดหน้า 2-3 เมตรให้ปลาสามารถวางไข่ได้ ส่วนหน้าดินชั้นที่ลึกลงไปมีการวางแผนปลูกต้นปอเทืองก่อนแล้วไถกลบ เพื่อให้ดินได้รับโปตัสเซี่ยมเหมาะสำหรับทำการเกษตรต่อไป
ด้าน พ.ท.ชินกาจ รัตนจิตติ รองเสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ในฐานะตัวแทนหน่วยรับผิดชอบดำเนินงาน กล่าวว่า ทางกองทัพบกจะเข้ารับผิดชอบกิจการด้านพลเรือน ใน 4 บทบาท บทบาทแรกคืองานประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจให้ประชาชน ภารกิจที่2 คือการขุดลอกหนองเลิงเปือย ซึ่งทางกองทัพส่งทหารมาร่วมในภารกิจ 6 กองพัน ได้แก่ กองพันทหารช่างที่ 3, 6,201,202,111 และกองพันทหารช่างเครื่องมือพิเศษ บทบาทที่3 เป็นการดำเนินการเรื่องมวลชนที่มาสนับสนุนโครงการ และบทบาทสุดท้ายคือ ทางกองทัพได้จัดทหารที่ปลดประจำการเมื่อเดือนตุลาคมทั้งทหารบกและทหารเรือ เข้ามาช่วยอีก 37 คน โดยตั้งระยะเวลาการทำงานไว้ประมาณ 5 เดือน คือจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2557 เพื่อให้ทันฤดูการเพาะปลูก
ปิดท้ายที่ ประยงค์ มะลิงาม ผู้ใหญ่บ้าน ม.11 ต.สามัคคี และ ถวิล จำปาชัย กำนัน ต.สามัคคี หนึ่งในคณะผู้ยื่นถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอพระราชทานโครงการขุดลอกหนองเลิงเปือย และซ่อมแซมฝาย บริเวณ ต.สามัคคี อ.ร่องคำ เมื่อปี 2553 เล่าว่า ประชากรในพื้นที่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ประกอบอาชีพเกษตรกร แต่เกิดปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากและฝนแล้งทุกปี เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่ม
"จากปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากมาตลอด ราษฎรจึงอยากให้ขุดลอกหนองเลิงเปือย เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการทำการเกษตรได้ จึงรวมตัวกันเพื่อยื่นถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะก่อนหน้านี้เคยยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือไปทางจังหวัดแล้วหลายครั้ง จนเปลี่ยนผู้ว่าฯ มาแล้วหลายสมัย แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เนื่องจากทางจังหวัดไม่มีงบประมาณเพียงพอ จึงต้องหาวิธีที่จะช่วยชาวบ้าน แต่ครั้งแรกที่ตัดสินใจยื่นถวายฎีกาก็ไม่ได้คิดว่าได้รับพระราชทานความช่วยเหลือ คิดแค่ว่าต้องลองดูก่อน ถ้าไม่ได้ค่อยหาวิธีอื่นต่อไป แต่พอรู้ข่าวว่าพระองค์ท่านทรงมีพระเมตตา ชาวบ้านดีใจกันมากโดยเฉพาะในอ.ร่องคำและอ.โพนงาม ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากนี้ไปชาวบ้านจะมีน้ำใช้ในการเกษตรเพิ่มขึ้น ทั้งยังสามารถเลี้ยงสัตว์ และทำประมงควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดปัญหาการทำงานนอกพื้นที่ อีกอย่างคือครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ลดการเกิดปัญหาภายในครอบครัวได้อีกทางหนึ่งด้วย นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงช่วยเหลือ" ชาวบ้านทั้ง 2 ผลัดกันเล่าด้วยน้ำเสียงตื้นตัน



