ข่าว

"3รมต."แจงเหตุทุบรถนายกฯเผยเสียงปืนช่วยชีวิต

"3รมต."แจงเหตุทุบรถนายกฯเผยเสียงปืนช่วยชีวิต

17 มิ.ย. 2552

“สุเทพ-ประวิตร-ชวรัตน์ ” เช้าชี้แจงเหตุทุบรถนายกฯบริเวณก.มหาดไทย รมว.กลาโหมเผย ถาม “ สุเทพ ” แล้ว “ คิดดีหรือ ” เจ้าตัวปัด “ ล่อเป้าแดง ” เผย เสียงปืนช่วยชีวิต ด้านมาท.1 บอกไม่เคยคิดเผื่อหาทางหนีออกจากกระทรวง “ พท. ” ข้องใจ ทำไมจับกุมไม่ได้เลย

คณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่บริเวณกระทรวงมหาดไทย ที่มีนางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ เป็นประธาน ได้เชิญ รัฐมนตรีที่อยู่ในเหตุการณ์การประกาศพ.ร.ก.บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ประกอบด้วยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และนายชวรัตน์ ชาญวีระกูล รมว. มหาดไทย เข้าชี้แจง

 โดยนายสุเทพ ได้เล่าเหตุการณ์ในวันที่ 12 เม.ย. ที่ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯนั้นไม่ได้คาดคิดว่าจะมีเกิดความรุนแรงทั้งทุบรถและทำร้ายร่างกาย และที่ตัดสินใจเลือกกระทรวงมหาดไทยนั้นเพราะมีความพร้อมในอุปกรณ์และเอกสารที่เตรียมพร้อม โดยเฉพาะได้มอบหมายให้ นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องกฎหมายเป็นผู้ร่างประกาศ และไม่มีใครไม่เห็นด้วย ส่วนเรื่องการรักษาความปลอดภัยก็ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษแต่ได้โทรศัพท์ขอ ผบ.ตร. ส่งตำรวจมาดูแล ในส่วนทหารตนไม่ได้สั่งการ แต่คาดว่าจะเป็นประสานกันระหว่างผบ.ตร. และผบ.ทบ.

 ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าทหารที่มาเป็นกองร้อยจำนวน 150 นาย แต่กลับไม่ได้เข้ามาช่วยขณะที่ถูกทุบรถนั้น รองนายกฯคิดว่า เสื้อแดงยั้วะเยี้ยะไปหมดเป็นพันๆคนทั้งข้างนอกข้างใน ใครก็คงเอาไม่อยู่ ทั้งนี้ยอมรับว่าเห็นทหารที่เป็นทีมรปภ.ยิงปืนพกสั้นขึ้นฟ้า ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงชะงักจึงเป็นโอกาสที่รถที่ตนนั่งขยับออกมาได้ และได้พุ่งชนประตูออกไป โดยเป็นการตัดสินใจของคนขับรถ ไม่ได้มีการปรึกษาหารือตนและนายกฯแต่อย่างใด

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อนุกรรมการในปีกพรรคเพื่อไทย ได้ให้ความสนใจซักถามการโยนสิ่งของเข้าไปในรถเบนซ์สีดำประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งทางกลุ่มนปช. ตั้งข้อสังเกตว่าไม่น่าจะมีนายกฯและรองนายกฯนั่งอยู่ ซึ่งนายสุเทพ ได้ยืนยันว่าได้นั่งอยู่ในรถตลอด และเมื่อขึ้นรถแล้วก็ไม่ได้เปิดประตูหรือกระจกรับของจากเจ้าหน้าที่รปภ.แต่อย่างใด ซึ่งถือว่าขัดแย้งกับคำชี้แจงของรปภ.ของนายสุเทพ ที่ระบุว่าได้ยื่นซองพลาสติกให้กับนายสุเทพขณะที่นั่งอยู่ในรถ อีกทั้งมีหลักฐานเป็นเทปบันทึกภาพข่าวในสื่อยืนยัน

 นายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.มหาสารคาม อนุกรรมการฯ พรรคเพื่อไทย ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่มีการดำเนินการจับกุมผู้ที่ทุบรถ ทั้งๆที่มีภาพถ่าย เห็นหน้าชัดเจน แต่กลับประกาศจับคนที่ไม่ได้เข้ามาในกระทรวง และมี 2-3 รายที่กลุ่มคนเสื้อแดงจับไปให้ตำรวจเอง นอกจากนี้เหตุใดไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยในกระทรวงมหาดไทย มีเพียง ศรภ. และทีมรปภของนายกฯและรัฐมนตรีประมาณ 30 ทหาร 1 กองร้อย อส. 40 นาย อีกทั้งเหตุใดจึงไม่ใช้พื้นที่ทหารทั้งกองทัพไทย หรือ รอ. 1 ในการประกาศ พ.ร.ก. โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยถือเป็นพื้นที่ล่อแหลม ซึ่งทางกลุ่มนปช.ระบุว่าเป็นลวงเพื่อใช้ล่อเป้าเพื่อประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่นายสุเทพ ยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาเพื่อล่อเป้าแต่อย่างใด

 ด้านพล.อ.ประวิตร ชี้แจงว่า ในการประกาศ พ.ร.ก.ฯตนไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่ได้รับการประสานจากนายสุเทพให้มาร่วมแถลงที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งยอมรับว่าการใช้พื้นที่กระทรวงมหาดไทยถือว่าล่อแหลมแต่ได้ถามนายสุเทพว่า คิดดีแล้วหรือ แต่ไม่ได้คัดค้านเพราะเป็นแค่รัฐมนตรีกลาโหม ท่านมีอำนาจเต็มและมากับนายกฯ ตนสั่งท่านไม่ได้ แต่ได้ประสานไปยังแม่ทัพภาคที่ 1 ให้ส่งทหารมาดูแลพื้นที่ด้วย ทั้งนี้เห็นเหตุการณ์ทุบรถนายกฯ ตนยังได้สั่งให้ลูกน้องไปช่วยนายกฯ และทราบว่าได้มีการยิงปืนขึ้นฟ้า ซึ่งก็ทำให้รถนายกฯขยับออกไปได้

 " วันนั้นถ้ารถนายกฯไม่ได้หุ้มเกราะก็คงเสร็จไปแล้ว อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่านายสุเทพไม่ได้คิดวางแผนป้องกันความปลอดภัย เหตุการณ์วันดังกล่าวว่าอุบัติเหตุ เหมือนกับเหตุการณ์ที่พัทยา เพราะคิดว่าอย่างไรก็เป็นคนไทยด้วยกัน แต่ต่อไปถือเป็นบทเรียน "รมว.กลาโหมระบุ

 จากนั้น นายชวรัตน์ ชี้แจงว่า ในวันที่ประกาศพ.ร.ก.ฯ ว่า ได้รับการประสานมาว่าจะมาประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยไม่เคยเข้าประชุมในเรื่องนี้ ส่วนการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ไม่ได้มีการซักซ้อมว่าจะหนีออกจากกระทรวงมหาดไทยอย่างไร แต่ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ อส.จำนวน 70 คนที่คอยดูแลรักษาความสงบอยู่ ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่เลือกพื้นที่ทหารนั้น ตนคิดว่าเป็นนิสัยของมนุษย์ หากเลือกไปที่ของทหารก็ต้องถูกถามอีกว่าทำไมไปพื้นที่ทหารอีก