ข่าว

กองทัพขอ'สุเทพยุติม็อบ-ปูถอย'

กองทัพขอ'สุเทพยุติม็อบ-ปูถอย'

02 ธ.ค. 2556

เผยเบื้องหลังถก3ฝ่าย กองทัพขอ'สุเทพยุติม็อบ-ปูถอย' เผย 'กองทัพ-รบ.' ต่างไม่ไว้ใจ ลั่นทหารไม่ 'ปฏิวัติ' ตามเกมแน่

              วันที่ 2 ธ.ค.56 รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเบื้องหลังในการพูดคุยกันทั้ง 3 ฝ่ายระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ผบ.เหล่าทัพ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) นั้น เริ่มจากเวลา 16.30 น. วันที่ 1 ธ.ค. ก่อนที่นายสุเทพจะขึ้นแถลงข่าวที่เวทีศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ ได้มีโทรศัพท์ปริศนาโทรมาหานายสุเทพ โดยระบุว่า หลังการแถลงข่าวเสร็จจะมีรถมารับเดินทางไปยังกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1รอ.)

              ทั้งนี้ภายหลังจากที่นายสุเทพแถลงข่าวเสร็จในเวลา 17.20 น. ได้หายตัวไปจากเวทีศูนย์ราชการทันที พร้อมกับการ์ดส่วนตัว ทั้งที่ปกตินายสุเทพจะเข้าพักผ่อนที่รถบัสประจำตัวไว้ติดตามสถานการณ์ ขณะที่เวลาเดียวกันน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ได้หายตัวไปจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเช่นกันในเวลาประมาณ 18.00 น. โดยทราบภายหลังว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1 (บชภ.1) ถ.วิภาวดี ซึ่งมีผบช.ภ.1 ให้การต้อนรับ

              รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น.นายสุเทพพร้อมการ์ดรักษาความปลอดภัยได้เดินทางถึงร.1รอ. เพื่อเข้าพูดคุยกับผบ.เหล่าทัพ ทั้งนี้ในโต๊ะการพูดคุยประกอบด้วย  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ โดยได้มีการต่อสายพูดคุยกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ผ่านวิดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ โดยใช้ห้องประชุมของกองบัญชาการในการพูดคุย เพื่อหาทางออกต่อสถานการณ์การชุมนุมภายหลังตลอดทั้งวันที่ 1 ธ.ค.ที่มีการชุมนุมใหญ่ กลุ่มมวลชนได้มีการปะทะกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีผบ.เหล่าทัพเป็นผู้ที่ประสานทั้งทางฝ่ายนายสุเทพ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อให้มีการพูดคุยกัน เนื่องจากผบ.เหล่าทัพมีความสนิทสนมและสามารถประสานต่อสายพูดคุยได้ทั้งนายสุเทพ และน.ส.ยิ่งลักษณ์

              แหล่งข่าวนายทหารระดับสูง เปิดเผยว่า การพูดคุยระหว่างน.ส.ยิ่งลักษณ์กับนายสุเทพ โดยมีผบ.เหล่าทัพเป็นตัวกลางประสานพูดคุยกันนั้น ใช้เวลาในการพูดคุยประมาณ 1 ชั่วโมง โดยในการพูดคุยร่วมกัน ทางนายสุเทพยืนยันต้องการให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ คืนอำนาจให้ประชาชนจัดตั้งสภาประชาชนหรือมีรัฐบาลแห่งชาติ โดยคัดเลือกคนจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านขึ้นมาทำงานร่วมกันก่อนยุบสภา แล้วคืนอำนาจให้กับประชาชน ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ระบุว่า ข้อเสนอของนายสุเทพ ไม่อาจกระทำการตามได้ เพราะไม่มีกฎหมายใดรองรับ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีทำได้เพียงยุบสภาหรือลาออกเท่านั้น

              ขณะที่ทางผบ.เหล่าทัพต้องการให้ประเทศกลับคืนสู่ความสงบโดยเร็วจึงเสนอแนะให้ถอยคนละก้าวด้วยการให้นายสุเทพและกลุ่มผู้ชุมนุมยุติการเคลื่อนไหวยึดสถานที่ราชการ และวิงวอนให้รัฐบาลอย่าใช้ความรุนแรงในการปราบปรามประชาชน พร้อมทั้งขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อความสงบของประเทศชาติ ซึ่งตลอดการพูดคุยยังไม่ได้ข้อสรุป โดยนายกรัฐมนตรีรับปากว่า จะนำข้อเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหากลับไปพิจารณา

              “ขณะนี้รัฐบาลและกองทัพต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพราะรัฐบาลไม่กล้าที่จะประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อให้ทหารออกมารักษาความสงบเรียบร้อย เพราะไม่มั่นใจว่า ทหารจะออกมาช่วยรัฐบาลในการดูแลรักษาความสงบ ส่วนทางกองทัพก็มองว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังพยายามบีบให้กองทัพทำการปฏิวัติ เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความวุ่นวาย แต่กองทัพมองว่าหากปฏิวัติจริงจะเข้าทางรัฐบาล อีกทั้งเห็นว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศในหลายด้าน และต่างประเทศจะพากันไม่ยอมรับประเทศไทย การพูดคุยบนโต๊ะอาจจะไม่มีอีกแล้ว แต่กองทัพจะเป็นผู้ประสานคอยพูดคุยกับทั้งน.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายสุเทพในทางลับ เพื่อหาข้อยุติแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้โดยเร็ว” แหล่งข่าวเปิดเผย

 


กลุ่มพลเมืองเพื่อสันติเสนอ3ข้อยุติปัญหาประเทศ


              รศ.ดร.โคทม. อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดลแถลงข่าวหลังจากประชุมกลุ่มพลเมืองเพื่อสันติซึ่งประกอบด้วยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยและเอกชนได้แก่จุฬาฯ ม.รามคำแหง ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ม.สยาม ม.รังสิต ม.ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ม.แม่ฟ้าหลวง ม.มหาสารคามกว่า20คนเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศอย่างสันติที่ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาว่า กลุ่มพลเมืองเพื่อสันติมีข้อเสนอไปยังรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุม3ข้อได้แก่1.ขอให้ทุกฝ่ายไม่ใช้ความรุนแรงและมีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง หยุดคำพูดและการกระทำที่ปลุกเร้าอารมณ์ สร้างความเกลียดชังและผู้นำดูแลการชุมนุมต้องดูแลไม่ให้มีการใช้อาวุธ หลีกเลี่ยงการปะทะและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินต้องดูแลทุกฝ่ายตามหลักสิทธิมนุษยชน

              2.การดำเนินการให้มีการเจรจากันระหว่างสองฝ่ายทั้งที่ไม่เป็นทางการในหลายช่องทางและเป็นทางการโดยหน่วยงานที่เป็นคนกลางต้องไม่มามีอิทธิพลหรืออำนาจเหนือผู้เจรจาทั้งสองฝ่าย3.ขอให้รัฐบาล สื่อมวลชน ภาคสังคม นักวิชาการนักธุรกิจและหน่วยงานต่างๆเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อหาทางออกและผู้ทำหน้าที่บริหารวิชาการต้องเปิดพื้นที่อำนวยความสะดวกให้นักวิชาการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเจาะจง ทั้งนี้ กลุ่มพลเมืองเพื่อสันติจะนำข้อเสนอนี้ส่งไปยังนายกรัฐมนตรีและนายสุเทพต่อไป

              นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฏหมายอิสระ กล่าวว่า การกลุ่มได้ที่ออกมาแถลงคร้งนี้ไม่ใช่เพราะออกมาสนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่ออกมาแถลงช่วงสายวันนี้หรือต้องการสนับสนุนรัฐบาลแต่กลุ่มต้องการเสนอทางออกให้แก่ประเทศโดยให้ทั้งสองฝ่ายแก้ปัญหาอย่างสันติ  ไม่ใช้ความรุนแรง

              ศ.ดร.สุริชัย หวันแก้ว ผอ.ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬา กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลและกลุมผู้ชุมนุมเปิดใจแล้วเจรจากัน ไม่ใช่เอาชนะกันแบบเอาเป็นเอาตายจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

              ด้านนายเอกชัย  ไชยนุวัติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.สยาม กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการที่ผู้นำเหล่าทัพมาเป็นคนกลางในการเจรจาเพราะผู้นำเหล่าทัพอยู่ใต้บังคับบัญชาของนา ยกรัฐมนตรีและวันนี้สังคมไทยไม่ต้องการรัฐประหารและขอเสนอให้องค์กรอิสระที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับมาเป็นคนกลางในเจรจาเพื่อหาทางออกซึ่งเริ่มแรกทั้งสองฝ่ายต้องยุติการเคลื่อนไหวและหันมาคุยกัน หากคุยไม่สำเร็จก็คุยต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้ข้อยุติ

              ผศ.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและนายสุเทพหยุดเอาชนะกันเพราะเป็นชัยชนะบนความพินาศของบ้านเมืองและขณะนี้รัฐบาลควรแสดงความจริงใจด้วยการขอโทษประชาชนและและนายสุเทพต้องลดเงื่อนไขความรุนแรงอย่าเคลื่อนผู้ชุมนุมออกจากที่ตั้งและหันมาเจราจากับรัฐบาลโดยให้องค์กรอิสระเป็นคนกลางรวมทั้งรัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความรุนแรงที่ม.รามคำแหงด้วย