ข่าว

ศิลปะโต๊ะอาหาร ยุติค้างาช้าง

ศิลปะโต๊ะอาหาร ยุติค้างาช้าง

03 ธ.ค. 2556

ไลฟ์สไตล์ : ศิลปะโต๊ะอาหาร ยุติค้างาช้าง

 

                        การรณรงค์ต่อต้านอาชญากรรมค้าสัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่หลายหน่วยงานพยายามดำเนินการให้เห็นผลสำเร็จมาหลายสิบปี และเพื่อให้การช่วยเหลือสัตว์ป่าเข้าถึงได้กับเข้าเมืองมากขึ้น สโตน แอนด์ สไตล์ และไซล์สสโตน ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์จากหิน จึงจัดโปรเจกท์ "อะ เทเบิล เด็ท เซฟส์ ลีฟส์" สร้างสรรค์โต๊ะอาหารออกแบบพิเศษ โดย ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี ศิลปินชั้นนำของประเทศไทย จำนวน 12 ตัวเท่านั้น พร้อมนำรายได้จากการจำหน่ายสนับสนุนองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ-ประเทศไทย) ในการต่อต้านการค้างาช้างในประเทศไทย โดยมีการบอกเล่าที่มาของโครงการในงาน บริเวณทีซีดีซี กรุงเทพฯ เมื่อวันก่อน

                        เกรียงศักดิ์ จิวานันต์ ประธานบริหาร บริษัท สโตน แอนด์ สไตล์ จำกัด กล่าวว่า ได้รับแรงบันดาลใจในการจัดทำโปรเจกท์นี้มาจากการรณรงค์ หยุดค้างา หยุดฆ่าช้าง ของดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ-ประเทศไทย จึงชักชวนศิลปินมาร่วมสร้างสรรค์งาน สนับสนุนความพยายามในการปกป้องช้าง ซึ่งเป็นสัตว์บอกถึงความอุดมสมบูรณ์ในป่าเขตร้อนของไทย และแม้จะมีการรณรงค์มานานแค่ไหน ปัจจุบันเราก็เห็นได้ว่า ธรรมชาติได้ลดลงเรื่อยๆ จึงอยากให้การรณรงค์เข้าถึงคนที่ยังไม่สนใจเรื่องนี้มากขึ้น ให้เขาได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผ่านการซื้องานศิลปะ ที่มีคุณค่าและและได้ร่วมอนุรักษ์ไปด้วยกัน

                        ขณะที่ ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี บอกถึงลายละเอียดของโต๊ะชุดพิเศษนี้ว่า ปกติตัวเองเป็นนักวาดรูป แต่โจทย์นี้ให้ทำเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทาย จึงออกแบบมาให้เป็นเหมือนงานประติมากรรมที่เรียบง่าย มีความอบอุ่น ใช้โจทย์เรื่องช้างตัดทอนส่วนต่างๆ ให้ออกมาเป็นรูปทรงช้างหมอบ นับเป็นสัญลักษณ์ของโครงการที่ผู้ใช้งานเห็นแล้วจะไม่นิ่งเฉยในการอนุรักษ์
 ปิดท้ายที่การบอกเล่าสถานการณ์การค้างาช้างในปัจจุบัน จาก เพชร มโนปวิตร ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์ ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ-ประเทศไทย ที่บอกว่า องค์กรได้เน้นสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐ และองค์กรท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีให้เกิดเป็นการอนุรักษ์ที่ได้ผลมากขึ้น

                        “ในโครงการนี้เราอยากให้คนหันมาสนใจปัญหาการค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องการค้างาช้าง ในประเทศไทยยังมีการอนุญาตให้ขายงาช้างบ้านได้ จึงมีการนำงาช้างแอฟริกาที่หลุดลอดจากการตรวจสอบมาขายในประเทศไทย และเพราะไม่มีกฎหมายจริงจังมาจัดการตรงนี้ จึงเป็นช่องโหว่ให้เกิดการสวมงามาขายมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังเป็นทางผ่านสำคัญไปถึงประเทศจีนด้วย จึงอยากให้คนเมืองและนักท่องเที่ยวปัจจุบันที่เห็นงาช้างวางขายอยู่ได้รู้ว่าที่มาเป็นยังไง ให้รู้ว่า การสนับสนุนของเขาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา การไม่ซื้อจึงถือว่าเป็นการช่วยกันอนุรักษ์ช้างได้ อีกปัญหาคือ ป่าหลายที่ในประเทศไทยเป็นป่าผืนเล็ก ไม่พอจะรองรับสัตว์ใหญ่อย่างช้างหรือเสือโคร่งได้ ซึ่งรายได้จากโครงการนี้จะนำไปสนับสนุนการจัดการผืนป่าพื้นที่คุ้มครองสัตว์ป่าให้เข้มแข็ง รวมถึงสนับสนุนการทำงานอนุรักษ์ช้างของเจ้าหน้าที่ และคนในชุมชนต่างๆ" ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์ กล่าวทิ้งทาย