
แยกหน้า-ประชาธิปไตย?
แยกหน้า-ประชาธิปไตย? : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับประภัสสร เสวิกุล
แม้ว่าคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเป็นฝ่ายชนะในการออกเสียงลงมติไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้รับชัยชนะอย่างงดงามในการเปิดปากแผลของรัฐบาล ในเรื่องนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดิน ที่พัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชั่นในหลายต่อหลายเรื่อง และสร้างความเสียหายแก่แผ่นดินอย่างมากมายมหาศาลแก่ประเทศชาติ ซึ่งการอภิปรายของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ มีการทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ทั้งในส่วนของประเด็น ข้อมูล พยานหลักฐาน และผู้อภิปราย ทำให้เน้นเนื้อหาล้วนๆ ชัดเจน และตรงประเด็น ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถประหมัด หรือปัดป้องตัวเองได้ นอกจากจะใช้การประท้วงอย่างพร่ำเพรื่อ
แม้ว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะมีเสียงเรียกร้องให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่เหลืออยู่ทั้งหมดลาออก ไม่ร่วมสังฆกรรมกับสภาและรัฐบาลชุดนี้ พร้อมกับแสดงจุดยืนของการต่อสู้ที่แน่นอน ในการเข้าร่วมกับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ล้มล้างระบอบทักษิณ แต่ที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงแทงกั๊ก ด้วยการมีมติไม่ให้ ส.ส.ลาออก แต่อนุญาตให้ขึ้นเวทีของกลุ่มผู้ชุมนุมได้ ซึ่งอาจเป็นด้วยพรรคต้องการจะรักษาสถานภาพของตนในสภา หรือไม่แน่ใจว่า การต่อสู้นอกสภาจะจบลงอย่างไร เพราะถึงแม้คุณสุเทพเป็นฝ่ายชนะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ การปฏิรูปการเมืองที่มุ่งขจัดนายทุนผูกขาด และสถาปนาสภาปฏิรูปประเทศไทยที่มาจากประชาชนโดยตรง ซึ่งตรงจุดนั้นบทบาทของพรรคการเมืองและนักการเมืองอาชีพก็จะลดลงโดยทันที ทั้งยังผลักดันให้เกิดกลุ่มการเมืองที่มาจากวิชาชีพ หรือนักวิชาการขึ้นมาแทนที่
สำหรับคุณสุเทพเองก็คงตระหนักดีว่า การต่อสู้กับคุณทักษิณ ชินวัตร ตามกระบวนการประชาธิปไตยทั่วไป คงยากที่จะมีทางเอาชนะได้ เพราะพรรคการเมืองของคุณทักษิณย่อมจะได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้ง และมีโอกาสอย่างสูงที่จะเป็นรัฐบาลอีก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้ “วิธีพิเศษ” ดังเช่นการทำให้กลุ่มคุณเนวิน ชิดชอบ แยกตัวออกมาตั้งพรรคภูมิใจไทย และอาศัยพลังสีเขียว ทำให้คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อคุณอภิสิทธิ์ยุบสภา พรรคเพื่อไทยก็ยังกลับมามีอำนาจได้อีก
ดังนั้นหนทางที่น่าจะดีที่สุดก็คือ การกันคุณทักษิณออกไปจากสารบบของการเมืองไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของหลายๆ ฝ่าย และจังหวะดีที่สุดมาถึงเมื่อมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ทำให้ความอดทนของประชาชนจำนวนมากต่อพฤติกรรมของรัฐบาลมาถึงขีดสุดท้าย และนำไปสู่การเข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่มย่อยที่มีขึ้นก่อนหน้านี้ แล้วขยายตัวอย่างมโหฬาร ทำให้คุณสุเทพสามารถยกเป็นข้ออ้างว่าคุณยิ่งลักษณ์หมดความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป และนำผู้ชุมนุมเข้ายึดสถานที่ราชการ และตัดน้ำ ตัดไฟ เพื่อให้รัฐบาลอยู่ในสภาพเป็นง่อย ไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายกบฏในราชอาณาจักรก็ตาม แต่ลูกผู้ชายใจนักเลงอย่างคุณสุเทพคงไม่พรั่นกับข้อหานี้
ประเทศไทยขณะนี้มาถึงทางแยกสำคัญว่าจะใช้กระบวนการประชาธิปไตยทั่วไป หรือจะใช้ “วิธีพิเศษ” ในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ย่อมไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ตอนนี้ และที่จะติดตามมา คงจะไม่ใช่ม้วนเดียวจบหรอกครับ



