ข่าว

'ศอ.รส.'วอนปชช.มีสติร่วมชุมนุม

'ศอ.รส.'วอนปชช.มีสติร่วมชุมนุม

30 พ.ย. 2556

'ศอ.รส.' วอนปชช.มีสติร่วมชุมนุมเพื่อความปลอดภัย เพิ่มกำลังเข้มรับมือยกระดับการชุมนุม เน้นเจรจาเป็นหลัก

 

                          30 พ.ย.56 พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ศอ.รส. แถลงสรุปสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง หลังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)ได้ประกาศยกระดับการชุมนุม และจะบุกยึดสถานที่สำคัญหลายแห่ง ว่า ขณะนี้ยังมีการชุมนุมอยู่หลายพื้นที่ มีประชาชนที่เวทีถนนราชดำเนิน 3,000 คน กระทรวงการคลัง 250 คน ศูนย์ราชการ 2,100 คน และกลุ่มผู้ชุมนุมและในวันนี้จะเคลื่อนไปชุมนุมที่ บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) สะพานมัฆวาน 600 คน แยกนางเลิ้ง 200 คน สนามรัชมังคลากีฬาสถาน 14,000 คน

                          พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า เมื่อเวลา 03.37 นาที ของวันนี้ สน.นางเลิ้ง ได้ตั้งจุดตรวจบริเวณแยกประชาเกษม สามารถจับกุมนายเอกพล เถาทอง อายุ 31 ปี พร้อมอาวุธปืนโค้ว ขนาด 11 มม.และกระสุนปืน จึงแจ้งข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน โดยไม่ได้รับอนุญาต แสดงให้เห็นว่ายังปรากฏมีอาวุธในการชุมนุม ขณะที่แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมนยังมีการประกาศ นำเสนอผ่านทางโทรทัศน์ แบะโซเชียลมีเดียร์ ชักชวนให้มวลชน เคลื่อนไปชุมนุม ใกล้กับสนามราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งมีการชุมนุมของกลุ่ม นปช.เพื่อให้เกิดการปะทะกัน ซึ่งคาดว่าแกนนำจะไม่สามารถควบคุมมวลชนที่มีจำนวนมากได้ จึงขอให้ประชาชน ตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านและอย่าหลงเชื่อคำยุยงปลุกปั่น ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเลี่ยงการถูกดำเนินคดี เนื่องจากขณะนี้ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การชุมนุมไม่ได้เป็นไปอย่างสงบและการบุกสถานที่ราชการก็ผิดกฎหมาย ตลอดจนมีการตรวจพบอาวุธในพื้นที่การชุมนุม

                          พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า ทางศอ.รส.ยืนยันด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ยอมให้กลุ่มผู้ชุมนุมบุกรุกสถานที่ราชการสำคัญอย่าง ทำเนียบรัฐบาล, รัฐสภา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กองบัญชาการตำรวจนครบาล เนื่องจากกระทบต่อการบริหารประเทศ เราจะรักษาพื้นที่ทรัพย์สินทางราชการ ยึดตามหลักสากล เน้นการเจรจาเป็นหลัก ทำไปตามขั้นตอน เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะเราจะทุกวิถีทางรักษาผืนแผ่นดินเท่าชีวิต ตอนนี้ตำรวจได้เพิ่มความเข้มในการดูแลหน่วยงานสำคัญ และท่าอากาศยานต่างๆ ตอนนี้มีข่าวลือมากมายให้ประชาชนฟังข้อมูลอย่างรอบด้านและคำนึงถึงความปลอดภัย

                          โฆษกศอ.รส. กล่าวอีกว่า เรามีความยินดีและเชิญตัวแทนและหน่วยงานต่างๆอาทิ คณะกรรมการสิทธมนุษย์แห่งชาติ ตลอดจนองค์กรด้านสิทธิมนุษย์ชน นักวิชาการ ตลอดจนสื่อมวลชน ร่วมสังเกตุการณ์และเป็นพยานในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมระบุในส่วนของตำรวจสากล ได้แสดงความห่วงใยผ่านทางสถานฑูต และหลายประเทศได้แจ้งพลเมืองให้ทราบถึงการชุมนุมในประเทศไทยและหลีกเลี่ยงจุดที่มีความเสี่ยงต่างๆ

 

'บช.น.' เตรียมเครื่องดับเพลิงรับมือม็อบ สั่งตร.ห้ามลาห้ามหยุดห้ามขาด

 

                         กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลพื้นที่ด้านใน บช.น. ทำการซักซ้อมปฏิบัติแผนเผชิญเหตุกรณีไฟไหม้และกรณีถูกผู้ชุมนุมปิดล้อมตัดน้ำตัดไฟพร้อมเตรียมถังดับเพลิงมาวางไว้พร้อมเตรียมพร้อมแผนเผชิญเหตุไฟไหม้ และกรณีผู้ไม่หวังดีเผาทำลายทรัพย์สินราชการ โดยติดตั้งสัญญาณเตือนภัย 2 แบบ คือสัญญาณเตือนว่าเกิดเหตุไฟไหม้ และสัญญาณเตือนเตรียมให้อพยพ พร้อมทั้งแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือสำนักงานผู้บังคับบัญชา และฝ่ายอำนวยการ โดยกำหนดหน้าที่ในการรับผิดชอบไว้ชัดเจนว่าใครดูแลพื้นที่ใดโดยเตรียมถังน้ำยาดับเพลิงไว้ 50 ถัง แจกจ่ายให้กับ ฝ่ายอำนวยการฝ่ายละ2 ถังและเก็บสำรองไว้เป็นของส่วนกลาง

                         นอกจากนี้ ยังมีไฟฉาย แฟลชไดรฟ์ และกล่องสำหรับเก็บเอกสาร มอบให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อใช้เก็บข้อมูลและเอกสารสำคัญ คาดว่าการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมสถานการณ์ได้

                         ขณะเดียวกัน บช.น.มีคำสั่งให้ตำรวจทก.ส่วนหน้าทุกจุดและด่านความมั่นคงรวม 23 จุดตรวจสอบเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดรอบการชุมนุมของทุกกลุ่มและให้แต่ด่านตรวจ บก.น.1-9 ตรวจค้นเข้มข้นเน้นการพกพาอาวุธเข้ามาในพื้นที่และมีคำสั่งไปยังทุกหน่วยห้ามลาห้ามหยุดห้ามขาดงานในระยะนี้ไม่มีกำหนดจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันกองบัญชาการตำรวจนครบาลมีคำสั่งกำชับไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแล ความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยที่ทำการส่วนหน้าสะพานมัฆวานฯและพื้นที่ โดยรอบทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภาไม่ให้ผุ้ชุมนุมบุกรุกเข้ามาในเขตต้องห้ามเด็ด ขาดและให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ชุมนุมที่ก่อความไม่สงบเรียบ ร้อยไม่เคารพกฎหมายตามคำสั่ง ศอ.รส. โดยให้นายตำรวจทำหน้าที่ผู้บังคับการที่ทำการส่วนหน้า ทก.ต่างๆเข้มงวดกวดขันในการทำหน้าที่ให้ตรวจตราความเรียบร้อยตลอดแนวกั้น พื้นที่ให้เตรียมพร้อมกองกำลังในการทำหน้าที่อยู่ตลอดเวลาและมีการฝึกทบทวน มาตรการปฏิบัติกองร้อยปราบจลาจลอย่างต่อเนื่อง กรณีมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นให้ฟังคำสั่งการปฏบัติของกองบัญชาากรตำรวจ นครบาลและ ศอ.รส. เท่านั้น

 

'รอง ผบช.น.' จัดกำลังดูแล 'ศธ.-บช.น.' เต็มที่

 

                         พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ รามสูต รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงมาตรการดูเเลรักษาความสงบเรียบร้อย กระทรวงศึกษาธิการ หลัง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. จะเคลื่อนไหว เข้ายึดพื้นที่หน่วยงานราชการ ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ โดยระบุว่า เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการ เป็นอีกสถานที่ที่ทางแกนนำผู้ชุมนุมมีการประกาศจะเข้ายึดพื้นที่ และห้ามให้ข้าราชการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นตำรวจจึงได้มีการวางกำลังไว้จำนวน 3 กองร้อย ในการดูเเลความสงบเรียบร้อย โดยยืนยันว่าจะไม่ให่ผู้ชุมนุมเข้ามาภายในพื้นที่ของกระทรวงอย่างเด็ดขาด

                         สำหรับบรรยากาศการรักษาความสงบเรียบร้อยทั่วไป ภายในกระทรวงศึกษาธิการ มีตำรวจตรึงกำลังอย่างเต็มที่ ทั้งจากกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด รวมทั้ง มีการนำลวดหนามมาวางบริเวณริมรั้วกระทรวงศึกษาธิการ โดยรอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมปีนรั้วเข้ามาภายในพื้นที่ได้

 

ใช้กำลังพลเต็มพิกัด 2 หมื่นนาย รับมือม็อบ

 

                         พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ประชุมเข้มแผนดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา และสถานที่ราชการสำคัญรับมือการชุมนุมทางการเมืองภายหลังแกนนำประกาศปิดล้อมบุกยึดสถานที่ราชการหลายแห่งในวันที่ 1 ธ.ค. รวมถึงที่ตั้งกองบัญชาการตำรวจนครบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมซักซ้อมทำความเข้าใจแผนปฏิบัติขั้นตอนยุทธวิธีการปราบจลาจล การสลายการชุมนุมตามหลักขั้นตอนสากลพร้อมประเมินสถานการณ์การชุมนุมกลุ่มต่างๆ โดยมีนายตำรวจที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

                         รายงานข่าวว่า มีการพูดถึงขั้นตอนการปราบจลาจลและการสลายการชุมนุมกรณีที่มีเหตุรุนแรงมีการกระทำผิดกฎหมายโดยให้ผู้บังคับการที่ทำการส่วนหน้าจุดต่างๆมีอำนาจควบคุมสั่งการปฏิบัติได้ทันทีและให้ชี้แจงการใช้อุปกรณ์เครื่องมือควบคุมฝูงชนชนิดต่างๆให้ชัดเจนก่อนปฏิบัติจริงในกรณีที่เกิดสถานการณ์รุนแรงให้ตำรวจปฏิบัติตามหลักการควบคุมฝูงชนสา กลทุกขั้นตอนวึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการซักซ้อมยุทธวิธีปราบจลาจลมาโดยตลอดและเตรียมความพร้อมด้านกำลังกายอุปกรณ์เครื่องมือ พร้อมใช้งานในสถานการณ์จริงได้ทันที โดย ศอ.รส.และกองบัญชาการตำรวจนครบาล ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจรับมือสถานการณ์ครั้งนี้เต็มอัตราศึกจำนวน 21,550 นายแบ่งเป็นส่วนการบริหารสั่งการและควบคุมการปฏิบัติจำนวน 440 นาย ส่วนการระวังป้องกันมือที่ 3 เข้าแทรกแซงสถานการณ์รุนแรงในจุดต่างๆรอบทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภาเป็นกำลังตำรวจสืบสวนนอกเครื่องแบบสืบสวนหาข่าวและติดตามสถานการณ์จำนวน 775 นาย และส่วนการปฏิบัติจำนวน 20310 นาย โดยมีเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารและ กทม.เข้าร่วมด้วย ตามโครงสร้างการปฏิบัติของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยสำนักงานตรำวจแห่งชาติ (ศอ.รส.)

                         ผู้บังคับบัญชาระดับสูงเน้นย้ำผู้ปฏิบัติให้ทำตามแผนที่เตรียมไว้อย่างเข้มงวดโดยเฉพาะเรื่องการเคลื่อนกำลังของเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมผู้ชุมนุม กรณีปีนฝ่าข้ามแท่นแบริเออร์เข้ามาเพื่อไม่ให้ มีการบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่ายรวมถึงเรื่องการใช้แก๊สน้ำตาที่จะต้องไม่ให้เกิดความรุนแรง

                         ขณะเดียวกันกองบัญชาการตำรวจนครบาลมีคำสั่งไปยังตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยที่ทำการส่วนหน้าสะพานมัฆวานฯและพื้นที่โดยรอบทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภาซึ่งเป็นที่ทำการส่วนหน้าตามแยกต่างๆทั้ง 14 แห่งพร้อมปฏิบัติป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกรุกเข้ามาในเขตต้องห้ามเด็ดขาดและให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ชุมนุมที่ก่อความไม่สงบเรียบร้อยไม่เคารพกฎหมายตามคำสั่ง ศอ.รส.

                         นอกจากนี้ บช.น.มีคำสั่งกำชับสั่งการไปยังตำรวจ สน.ต่างๆ เข้มงวดกวดขันตรวจตราความเรียบร้อยจัดกำลังเข้าไปดูแลสถานที่ราชการในพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยงจุดล่อแหลมและเป้าหมายการบุกรุกเข้าปิดล้อมและตั้งจุดตรวจจุดสกัดตลอด 24 ชั่วโมงและให้นำแท่งแบริเออร์ขนาดใหญ่ ขึงตาข่าย วางรั้วลวดหนาม รวมถึงด่านตรวจความมั่นคงคัดกรองบุคคลเข้าออกบริเวณโดยรอบอย่างเข้มงวด

                         เจ้าหน้าที่ปิดการจราจรเส้นทางโดยรอบ บช.น.ทั้งหมดตั้งแต่แยกวัดเบญฯ จนถึงแยกพล.1 และแยกนางเลิ้ง ถึงแยกวังแดงไม่ให้ผ่านเข้าออกเพื่อความปลอดภัยพร้อมตรึงกำลังตำรวจแน่นหนารอบที่ทำการส่วนหน้าตั้งแต่แยกวัดเบญฯ ถึงแยกพล 1 ซึ่งห่างจากประตูทางเข้าด้านหน้า บช.น. 200 เมตร โดยเพิ่มกำลังตามจุดต่างๆมากขึ้นและให้ผู้ปฏิบัติทำตามคำสั่งของผู้บัญชาการเหตุการณ์พื้นที่อย่างเคร่งครัด

 

ตร.งัดอุปกรณ์เครื่องมือควบคุมฝูงชน-ปราบจลาจล

 

                         ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศโดยรอบที่ตั้งกองบัญชาการตำรวจนครบาล( บช.น.) ว่า เต็มไปด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากตรึงกำลังคุมเข้มรอบบริเวณไม่อนุญาตให้รถเข้าออกพร้อมเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือในการสลายการชุมนุมควบมือในที่ตั้งอาทิโล่ กระบอง รถดับเพลิงฉีดน้ำขนาดใหญ่ รวมถึงอุปกรณ์แก๊สน้ำตาซุกซ่อนอยู่ในรถตู้กำลังพลและรถควบคุมผู้ต้องหาที่นำมาจอดเรียงรายไว้จำนวนมาเช่นเดียวกันในที่ทำการส่วนหน้า 14 จุดรอบทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา ขณะที่เส้นทางการจราจรใกล้เคียงพื้นที่ดังกล่าวรถน้อยคล่องตัวดีเพราะเป็นวันหยุดราชการ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้นำแท่นแบริเออร์มาวางเพิ่มเติมเพิ่อความแน่นหนารวมถึงขึงรั้วลวดหนามให้แข็งแรงมามีการตั้งด่านตรวจความมั่นคงบริเวณแยกขัตติยานี แยกนางเลิ้ง แยกวังแดง ไม่อนุญาตให้รถผ่าน รวมถึงคัดกรองบุคคลเข้าออกบริเวณแยกวัดเบญจมบพิตร ถึงแยกพล.1

                         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบัญชาการตำรวจนคบาลและ ศอ.รส.มีคำสั่งกำชับไปยังผู้ปฏิบัติว่าให้ใช้ความอดทนอดกลั้นเป็นพิเศษไม่ให้มีการใช้กำลังใช้อาวุธและความรุนแรงกับผู้ชุมนุมยกเส้นกรณีที่มีเหตุรุนแรงและมีการกระทำความผิดกฎหมายเกิดขึ้นโดยให้ยึดแนวปฏิบัติตามหลักการปราบจลาจลสากลอย่างเคร่งครัดโดยใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักมีการประกาศแจ้งเตือนการปฏิบัติในทุกขั้นตอนอย่างละเอียดและให้ใช้แก๊สน้ำตาในขั้นตอนสุดท้ายและให้ใช้อย่างถูกต้องในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมที่ก่อเหตุความวุ่นวายตามกฎหมาย และตามหลักมาตารฐานสากล

                         ผู้สื่อข่าวรายว่า แต่ละขั้นตอนการควบคุมฝูงชนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปฏิบัติในครั้งนี้มีการใช้อุปกรณ์ 4 ชนิดในการควบคุมฝูงชนคือ โล่ กระบอง กระสุนยางและแก๊สน้ำตา โดยโล่และกระบองนั้น ถือเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ตำรวจปราบปรามจลาจลใช้ในการผลักดันฝูงชนและป้องกันตัวเอง โดยตำรวจที่ถือโล่และกระบอง จะถูกจัดให้อยู่แถวหน้าในการเผชิญเหตุ และเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับบาดเจ็บมากที่สุด

                         ส่วนกระสุนยางนั้นจะมีปืนยิงลูกกระสุนยางอีกทีโดยลูกกระสุนยางจะไม่ทำอันตรายต่อร่างกาย แต่สามารถใช้ระงับคนที่กำลังคลุ้มคลั่งหรือจับตัวประกัน เพื่อเปิดทางให้กับเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปช่วยเหลือเหยื่อได้ทันท่วงทีเช่นเดียวกับปืนยิงตาข่าย ที่จะนำมาใช้ไม่บ่อยครั้งนัก แต่จะใช้ระงับคนก่อเหตุคลุ้มคลั่งที่มีอาวุธ พร้อมใช้ทำร้ายคนรอบข้างให้ได้รับอันตราย

                         ส่วนอุปกรณ์ในการปราบปรามจลาจลชิ้นสุดท้ายที่กฎหมายอนุญาติให้ใช้ได้ คือ ปืนยิงแก๊สน้ำตา ซึ่งในประเทศไทยนั้นจะมีเจ้าหน้าที่อยู่ 3หน่วยงานที่ได้รับอนุญาติให้ใช้แก๊สน้ำตาได้ คือ ตำรวจกองปราบปราม, ตำรวจหน่วยปราบปรามจลาจล บชน.และ ตำรวจ ตชด.สำหรับขั้นตอนในการดำเนินการสลายฝูงชนนั้นมีด้วยกัน 4 ขั้นตอน คือ การแสดงกำลัง โดยการปรากฎตัวของตำรวจอย่างเป็นระเบียบ พร้อมประกาศสถานการณ์ แจ้งให้กับฝูงชนได้ทราบว่า กำลังกระทำผิด สั่งให้ออกจากพื้นที่ที่กำหนด และขั้นตอนสุดท้ายคือ การใช้กำลัง ทั้งการใช้โล่กระบอง การใช้รถฉีดน้ำ ยิงกระสุนยาง แก๊สน้ำตา รวมถึงการใช้ปืนยิงตาข่ายจับตัวผู้นำ แต่ขั้นตอนทั้งหมดต้องผ่านการเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาและฝ่ายวิเคาระห์สถานการณ์ก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียให้ได้มากที่สุด