ข่าว

ท็อปเท็น(1)

ท็อปเท็น(1)

01 ธ.ค. 2556

ท็อปเท็น (1) : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

               ปลายเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ถ้าไม่มีอะไรติดขัด ผิดพลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมการลงทุนภายใต้ชื่อ "เซ็ต อิน เดอะ ซิตี้" (SET in the City) ขึ้นทุกปี แนวคิดการจัดงานจะเน้นเรื่องการลงทุน ไม่เหมือน "มันนี่ เอ็กซ์โป" ที่ทำไปทำมา จากมหกรรมการเงินกลายเป็นมหกรรมสินเชื่อ เพราะทุกสถาบันการเงินจะประชันโปรโมชั่นสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษให้คนที่สนใจแบบลด แลก แจก แถม
 
               ส่วน "เซ็ต อิน เดอะ ซิตี้" นั้น ชัดเจนว่า จะเน้นเรื่องของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหุ้น ทอง กองทุน รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่ลงทุนได้ ซึ่งนอกจากจะมีโปรโมชั่นเปิดบัญชีลงทุนแล้ว ยังมีเวทีสัมมนาให้ความรู้เรื่องการลงทุนแบบจัดเต็ม สำหรับคนที่ต้องการแสวงหาผลตอบแทนที่มากกว่าการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์
 
               ถือเป็นโชคดีอีกเช่นกัน ที่ทุกปีจะได้ไปร่วมงานในฐานะผู้ดำเนินรายการ ซึ่งต้องขอบคุณสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนที่อุตส่าห์เชื้อเชิญให้ไปทำหน้าที่เป็นประจำทุกปี ที่บอกว่าโชคดีและขอบคุณ ก็เพราะการได้สนทนาและรับรู้ข้อมูล ได้พูดคุย ได้ซักถามจากคนที่อยู่ในแวดวงการลงทุนโดยตรง
 
               สองท่านที่ขึ้นเวทีสนทนาด้วยในวันนั้น ท่านแรกเป็นเลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน "คุณสมบัติ นราวุฒิชัย" ซึ่งวิเคราะห์เจาะลึกทั้งเรื่องของภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางตลาดหุ้น โดยในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจนั้น หลังจากที่สภาพัฒน์ประเมินว่า ปี 2556 เศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ไม่เกิน 3% โดยการส่งออกอาจจะขยายตัว 0% แปลว่า ไม่เติบโตเลยเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว คุณสมบัติก็เชื่อว่า ในปี 2557 อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ดีที่สุดคงไปได้ไม่เกิน 4% หรืออาจจะเติบโตได้เพียง 3% กว่าๆ เท่านั้น
 
               ส่วนผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทย คาดว่า จะอยู่ที่ระดับ 6% เมื่อรวมกับผลตอบแทนจากเงินปันผลในราว 3% ผลตอบแทนโดยรวมก็น่าจะอยู่ประมาณ 9-10% ตัวเลขนี้มีความสำคัญ ก็ตรงที่เป็นตัวเลขที่นักลงทุนใช้เป็นค่าเฉลี่ยสำหรับผลตอบแทนเป้าหมายในปี 2557 ของตัวเองได้ หมายความว่า ถ้าอยากได้มากกว่านี้ ก็ต้องออกแรงบริหารจัดการให้มากขึ้น
 
               ขณะที่ผู้บริหารอีกท่านหนึ่ง คือ คุณฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยนแอนด์ฟิวเจอร์ส ซึ่งเป็นผู้ให้บริการซื้อขายทองคำ ทั้งทองคำแท่งและสัญญาซื้อขายทองในตลาดอนุพันธ์หรือโกลด์ ฟิวเจอร์ส
 
               คุณฐิภายอมรับว่า ราคาทองคำยังมีความผันผวนต่อเนื่อง และแนวโน้มของทองก็ยังเป็นขาลง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะลงทุนในทองไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่ต้องการเก็บทองคำสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยกรอบราคาทองคำในปี 2557 ที่เธอประเมินไว้จะอยู่ที่ 1,100-1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งคุณสมบัติและคุณฐิภา เห็นตรงกันว่า ถึงอย่างนั้น สินทรัพย์ที่น่าลงทุนที่สุดในปีหน้า ก็ยังคงเป็นหุ้น ส่วนทองคำ แม้ควรจะมีในพอร์ตการลงทุน แต่ก็ต้องลดน้ำหนักการลงทุนลง เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่มากกว่า
 
               คุณสมบัติยังให้จัดสรรเงินลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล รวมถึงกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ด้วย
 
               ขณะที่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณต่อ อินทวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด ในรายการเงินทองต้องรู้ ปรากฏว่า คุณต่อแนะนำการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นอเมริกา ที่ตอนนี้ปรับตัวสูงสุดทำลายสถิติอย่างต่อเนื่อง ชอบที่คุณต่อบอกว่า เดี๋ยวนี้การเข้าถึงข้อมูลทำได้ง่าย การกระจายการลงทุนไปต่างประเทศก็สามารถซื้อขายผ่านกองทุนรวมที่มีผู้จัดการมืออาชีพคอยดูแลให้ นักลงทุนไม่ต้องห่วงว่า การลงทุนข้ามโลกจะเป็นเรื่องยากเย็นหรือไกลเกินไป
 
               เขายังยกตัวอย่างว่า ถ้าเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว นักลงทุนจัดสำรับการลงทุนด้วยการลงทุนหุ้นไทย ซึ่งให้ผลตอบแทน 2.5% และกระจายไปลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ 5% รวมทั้งลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ให้ผลตอบแทน 8% ก็เท่ากับว่า นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการลงทุนในหุ้นไทยเพียงอย่างเดียว
 
               ทั้งนี้เพราะสิ่งที่เราเห็นและเป็นอยู่ คือ เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่ยังไม่ชัดว่า จะเดินไปในทางไหน รวมถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ชีพจรแผ่วลงทุกที ดูอย่างล่าสุด แบงก์ชาติก็ยังสร้างความประหลาดใจให้ตลาดเมื่อประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สะท้อนการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
 
               ในขณะที่เศรษฐกิจนอกบ้านหรือที่เรียกว่า "โกลบอล" กำลังฟื้นตัว แม้การฟื้นตัวบางช่วงจะล่าช้า แต่แนวโน้มที่เห็นชัดเจนก็ยังสดใสกว่าในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ยุโรป รวมถึงญี่ปุ่น หรือแม้แต่จีน
 
               ลองนั่งค้นข้อมูลย้อนหลังแล้วเปรียบเทียบผลตอบแทนจากตลาดหุ้นสำคัญๆ ก็พบว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนติดลบประมาณ 3% ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ให้ผลตอบแทนสูงถึง 22% ดัชนีแนสแดค ซึ่งเน้นหุ้นในกลุ่มไอที ให้ผลตอบแทนสูงถึง 33% และดัชนีเอสแอนด์พี 500 ซึ่งเป็นหุ้นใหญ่ 500 บริษัท ให้ผลตอบแทนกว่า 26%
 
               ทางซีกโลกยุโรปก็เช่นกัน แม้ผลตอบแทนจะไม่สูงเท่ากับสหรัฐ แต่ก็พบว่า ผลตอบแทนของตลาดหุ้นลอนดอนอยู่ที่ 10% ตลาดหุ้นเยอรมนีเกือบ 20% และตลาดหุ้นปารีสของฝรั่งเศสอยู่ที่เกือบ 15%
 
               ดูเหมือนคำแนะนำของคุณต่อ จะทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศผ่านกองทุนรวมน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อลองสำรวจข้อมูลของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศที่จัดทำโดยสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ก็ค้นพบว่า นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน มีกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศมากมายที่ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดย 10 อันดับแรกของกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดนั้น ผลตอบแทนอยู่ระหว่าง 30-43%
 
               ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทย ก็พบว่า หุ้นต่างประเทศเหนือกว่ามาก และถ้ายิ่งเทียบกับกองทุนที่ลงทุนในทอง ก็แทบจะเทียบไม่ได้ เพราะปีนี้กองทุนทองล้วนให้ผลตอบแทนติดลบทั้งนั้น
 
               เพราะมัวแต่สาธยายว่า โน่นก็น่าสนใจ นี่ก็น่าสนใจจนหมดเนื้อที่ ดังนั้น ที่จั่วหัวว่า "ท็อปเท็น" จึงไม่เพียงพอที่จะอธิบายในสัปดาห์นี้  จึงต้องขอยกยอด "ท็อปเท็น" (จริงๆ) ไว้เป็นสัปดาห์หน้า
 
......................
 
(ท็อปเท็น (1) : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )