ข่าว

"อภิสิทธิ์"แจงสภาฯงบปี53กระตุ้นศก.

"อภิสิทธิ์"แจงสภาฯงบปี53กระตุ้นศก.

17 มิ.ย. 2552

นายกฯ"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" มั่นใจงบประมาณปี 2553 สร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดศก.ขยายตัว 2.0-3.0 ด้าน สส.เพื่อไทยจวกรัฐมั่วตัวเลข- ไม่มีรายละเอียดชัดเจน

 (17มิ.ย.) ช่วงสายวันนี้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2535 ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยมีนายชัย ชิดชอบประธานสภา เป็นประธานในที่ประชุม ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  ได้ลุกขึ้นกล่าวนำเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯตอนหนึ่งว่า รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 53 จำนวนไม่เกิน 1.7 ล้านล้านบาท โดยกำหนดตามแนวนโยบายของรัฐบาลคือ สร้างความเชื่อมั่นและการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างเสถียรภาพอย่างยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทยตลอดจนสร้างความพร้อมเพื่อการแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งในปี 2553 คาดว่าจะเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณร้อยละ 2.0 ถึง 3.0 อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 0 ถึง 1 โดยแรงกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญมาจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศและการส่งออก การระดมทุนจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
 
 นายกฯกล่าวต่อว่า โดยเฉพาะโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ของรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้นควบคู่ไปกับการมีรากฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งในระยะยาว ในปีงบประมาณ พ.ศ.2553 รัฐบาลประมาณการว่าจะมีรายได้สุทธิทั้งสิ้นจำนวน 1.35 ล้านล้านบาท ภายใต้นโยบาย 6 ประการ คือ 1.ดำเนินนโยบายขาดดุลโดยคำนึงถึงกรอบความยั่งยืนทางการคลัง
 
 2. ทบทวนการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพท์ที่ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2552 ถึง 2554 และแผนบริหราราชการอย่างจริงจัง  3. เร่งรัดเพิ่มประสิทธิภาพการบริการจัดการเพื่อลดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ
 
 4. กำหนดรายจ่ายลงทุนในระดับที่เหมาะสมเพื่อสมทบกับรายจ่ายลงทุนที่สำคัญ ซึ่งรัฐบาลจะใช้แหล่งเงินอื่นนอกเหนือจากงบประมาณมาร่วมดำเนินการ 5.สนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดและ 6.ส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
 
 งบประมาณที่รัฐบาลตั้งขึ้น 1.7 ล้านล้านบาทหากเทียบกับงบรายจ่ายปี 2552 พบว่าจะลดลง 251,700 ล้านบาทหรือ 2.9 %โดยเป็นวงเงินรายจ่ายที่ขาดดุลจำนวน 350,000 ล้านบาทหรือ 3.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สำหรับฐานะทางการเงินของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ดี ปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 29 พ.ค. 2552 อยู่ที่ระดับ 121,498.2 ล้านดอล์ลาร์สหรัฐ คิดเป็น 4 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น
 
 สำหรับสาระสำคัญของการจัดงบประมาณครั้งนี้ เป็นไปตาม 8 ยุทธศาสตร์คือ 1.การสร้างความเชื่อมั่นและการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งได้รับการจัดสรรงบ 144,591.4 ล้านบาทหรือร้อยละ 8.5 ของวงเงินงบประมาณ  ซึ่งในส่วนนี้จะมีเรื่องการแก้ไขและพัฒนาชายแดนภาคใต้จำนวน 16,141.3 ล้านบาท
 
 2.การรักษาความมั่นคงของรัฐ จำนวน 173,192 ล้านบาทหรือร้อยละ 10.2 ของวงเงินงบประมาณ แบ่งเป็น การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศจำนวน 11,199.5 ล้านบาท 3.การพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตจำนวน 506,640.2 ล้านบาท
 
 4.การบริหารจัดการเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพวงเงิน 158,707.7 ล้านบาทหรือร้อยละ 9.3 ของวงเงินงบประมาณ 5.การบริหารจัดการที่ดิน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม วงเงิน 29,719.4 ล้านบาทหรือร้อยละ 1.8 ของวงเงินงบประมาณ
 
 6.การพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการวิจัยและนวัตกรรม วงเงิน 11,960.8 ล้านบาทหรือร้อยละ 0.7 ของวงเงินงบประมาณ 7.การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ วงเงิน 7,357.7 ล้านบาทหรือร้อยละ 0.4 ของวงเงินงบประมาณและ 8.การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี วงเงิน 241,228.3 ล้านบาทหรือร้อยละ 14.2 ของวงเงินงบประมาณ
 
 นอกจากนี้ยังมีการตั้งงบประมาณเป็นรายการค่าดำเนินภาครัฐวงเงิน 426,602.5 ล้านบาทหรือร้อยละ 25.1 ของวงเงินงบประมาณ โดยรัฐบาลขอยืนยันในความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตแก้ไขปัญหาของประเทศทุกด้านจึงหวังว่าส.ส.จะสนับสนุและรับหลักการร่างพ.ร.บ.นี้
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ แถลงหลักการและเหตุผลของร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2535 จากนั้นนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เพื่อไทย ใช้สิทธิ์ผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ว่า การพิจารณาพ.ร.บ.รายจ่ายประจำปี 2553 เป็นกฎหมายการเงินฉบับที่ 3 ภายในสัปดาห์นี้หลังจากที่พิจารณาพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท และพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินอีก 4 แสนล้านบาท ซึ่งในการพิจารณาเมื่อคืนวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ฝ่ายค้านวอร์คเอาท์และไม่ร่วมตั้งกรรมาธิการร่วมด้วย เพราะพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่มีรายละเอียดในการใช้เงินชัดเจน มีการมั่วตัวเลข ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายงบประมาณตามอำเภอใจ ไม่โปร่งใส และหากฝ่ายค้านร่วมเป็นกรรมาธิการฯด้วย ก็จะเกิดการพิจารณา 3 วาระรวด โดยที่ไม่มีการชี้แจงรายละเอียด
 
 นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า อย่างโครงการที่มีการมั่วตัวเลข อาทิโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ ซึ่งในพ.ร.บ.กู้เงิน เขียนวงเงินลงทุนไว้ 4.1 หมื่นล้านบาท แต่ก่อนหน้านี้ครม.อนุมัติไว้ 3.6 หมื่นล้านบาท ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมา 5 พันล้านบาท ยิ่งทำให้สงสัยถึงการประชุมครม.นัดพิเศษ ที่อนุมัติงบให้กระทรวงท่องเที่ยว 2 พันล้านบาท และให้กระทรวงมหาดไทยอีกเกือบ 2 พันล้านบาท ว่าเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของโครงการรถไฟฟ้าหรือไม่
 
 นายสุรพงษ์ กล่าวว่า หากดูการจัดทำงบประมาณรายรายจ่ายจะเห็นว่าไม่เพียงการกู้แค่ 8 แสนล้านบาทเท่าที่มีเท่านั้น แต่ยังมีตัวเลขการกู้เงินเพื่อนำมาปิดปีงบประมาณ 53 อีก 3.5 แสนล้านบาท เพราะงบประมาณปี 53 เป็นงบขาดดุล ดังนั้นเมื่อดูจากตัวเลขเงินกู้ของรัฐบาลนี้เมื่อรวมตัวเลขแล้วสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท เพราะรัฐบาลหาเงินไม่เป็น เป็นแต่การกู้ ดังนั้นขอเรียกว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่กู้จนแขกหนี เพราะกลัวว่ารัฐบาลจะไปกู้เขาอีก
 
 ด้านนายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า การพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินที่ผ่านสภา 3 วาระรวด เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่คิดมาก่อน เพราะเบื้องต้นต้องการให้ทุกฝ่ายร่วมเป็นกรรมาธิการฯเพื่อตรวจสอบการบริหารหนี้สาธารณะชัดเจน แต่เมื่อฝ่ายค้านไม่ร่วมเป็นกรรมาธิการฯ จึงจำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการเต็มสภา อย่างไรก็ตามการไม่เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการถือเป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้าน แต่เมื่อไม่ร่วมแล้วก็ขอให้อย่ามาว่าทีหลัง
 
 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องตัวเลขที่มีการปรับเปลี่ยน ไม่ใช่ว่ามั่วตัวเลข แต่เป็นเพราะการจัดทำงบประมาณเป็นการคาดการณ์การใช้จ่ายเงิน ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจผันผวนตลอดเวลา จึงต้องเผื่อไว้เพื่อเป็นงบในการดูแลการจัดทำอาชีพ และงบลงทุนต่างๆ อย่างเรื่องโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่เสนอเข้ามา 4.1 หมื่นล้านบาท จากที่ครม.สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อนุมัติไว้ 3.6 หมื่นล้านบาท ก็เป็นการประเมินการณไว้ แต่ตนก็ไม่เห็นด้วยและได้สั่งการสำนักงบประมาณให้จัดทำโครงการโดยใช้เงิน 3.6 หมื่นล้านบาททั้งโครงการ ส่วนเรื่องการเพิ่มงบประมาณในส่วนของกระทรวงท่องเที่ยวฯ จำเป็นต้องทำเพราะหากจะแก้ปัญหาต้องมีตัวเม็ดเงิน และในส่วนของกระทรวงมหาดไทย เรื่องศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ถือเป็นนโยบายของรัฐบาล
 
 “ผมยืนยันได้ว่าโครงการที่อนุมัติจากครม.คำนึงถึงความจำเป็นในการพัฒนาบ้านเมืองเป็นหลัก ไม่มีโครงการใดที่จะอนุมัติโดยหวังผลทางการเมือง หรือเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พรรคร่วมรัฐบาล และการกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงการ ถือเป็นสิ่งปกติที่รัฐบาลต้องทำในสถานการณ์ภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี ก็ต้องกู้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทรเวช หรือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ต้องกู้ทั้งนั้น แต่สำหรับรัฐบาลนี้เรากู้มาเพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐานของรัฐเป็นหลัก”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
 
 นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม กล่าวชี้แจงว่า ตัวเลข 3.6 หมื่นล้านบาทที่ครม.อนุมัติ เป็นเพียงโครงสร้างด้านโยธาเท่านั้น แต่หลังจากก่อสร้างเสร็จ จะต้องมีค่าระบบราง และค่าที่ปรึกษา เมื่อรวมแล้วจึงเป็น 4.1 หมื่นล้านบาท ดังนั้นนี่คือตัวเลขจริงไม่ใช่ตัวเลขเท็จ