
'หมอประเวศ'แนะเปิดเวทีเจรจา
'หมอประเวศ' แนะเปิดเวทีเจรจา พลิกวิกฤตขัดแย้งสู่ 'ปฏิรูปประเทศ'
29 พ.ย.56 ในช่วงที่ประเทศไทยเข้าสู่วังวนความขัดแย้งอีกครั้ง หลังจากวิกฤติใหญ่เมื่อปี 2553 ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น ทำให้หลายฝ่ายต่างเป็นห่วงวิกฤตของประเทศที่กำลังเกิดขึ้นนี้ พร้อมกับต้องการหาทางออกเพื่อนำประเทศไทยให้สามารถก้าวไปข้างหน้าได้นั้น
ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) เปรียบสถาณการณ์ของประเทศขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่จุดพลิกพลันเหมือนกับกระดานหก โดยบอกว่า สถานการณ์จะพลิกนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นกลียุคมิกสัญญี หรือพลิกไปสู่ความร่วมมือเพื่อปฏิรูปประเทศไทยได้ทั้งสองทาง ซึ่งทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือกลุ่มผู้ชุมนุมน ต้องช่วยกันอย่าให้พลิกไปสู่ความรุนแรง เพราะชีวิตคนเป็นสิ่งที่มีค่า จึงไม่ควรนำไปสู่การบาดเจ็บล้มตาย และต้องไม่ให้เกิดมิกสัญญีเหมือนกับหลายๆ ประเทศ ถือเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน และต้องดึงให้พลิกมาสู่ความร่วมมือปฏิรูปประเทศไทย
ทั้งนี้ยอมรับว่า ปัญหาความวุ่นวายในประเทศนั้นเรื้อรังมานาน และที่ผ่านมาเราแก้ไขปัญหากันไม่ได้ ตั้งแต่การเกิดระบอบประชาธิปไตย เมื่อปี 2475 หรือ 81 ปีมาแล้ว ซึ่งแนวทางในการแก้ไขนั้น จะต้องให้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องหลักใหญ่ๆ ของประเทศ โดยเฉพาะที่นำมาสู่วิกฤตประเทศอย่างที่เป็นอยู่ กรณีการปรับโครงสร้างอำนาจ ซึ่งปัจจุบันเป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เป็นต้นตอของปัญหาร้อยแปด โดยเฉพาะความขัดแย้ง
เพราะการรวมศูนย์อำนาจทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจ ทางออกจึงต้องมีการกระจายโครงสร้างอำนาจ คืนอำนาจให้ประชาชนเพื่อปกครองกันเอง อย่างเช่นการกระจายอำนาจไปยังจังหวัด ท้องถิ่น โดยรัฐบาล หรือฝ่ายค้านมีหน้าที่ในการสนับสนุนทางนโยบายหรือทางวิชาการ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤติได้ การเมืองก็จะดีขึ้น เพราะเมื่อไม่มีอำนาจที่ส่วนกลางก็จะไม่มีแรงจูงใจให้ต่อสู้ขัดแย้ง
“หากยังคงโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง ความขัดแย้งก็จะไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเมื่อใครชนะก็จะกินรวบทั้งประเทศ ถือเป็นสิ่งจูงใจ แต่หากกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น ก็จะเป็นการตัดแรงจูงใจลง อย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนที่จะมีการกระจายอำนาจ มีปัญหาการต่อสู้แย่งชิงอำนาจเช่นกัน แต่หลักปฏิรูปกระจายอำนาจ ปัญหาก็หมดไป บ้านเมืองก็เดินไปได้” ราษฎรอาวุโส กล่าว
ศ.นพ.ประเวศ บอกว่า แต่การจะเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างอำนาจนั้น รัฐบาลชุดไหนก็ทำไม่ได้ นอกจากประชาชน จึงต้องส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมประชาชนให้เกิดขึ้น และให้เป็นผู้นำปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนโจทย์แก้ปัญหา เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าใครจะแพ้หรือชนะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้นประชาชนเองจึงเป็นทางออก และนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ
อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นขณะนี้ ควรมีการเปิดการเจรจา ให้ทุกฝ่ายมาร่วมพูดคุย เพื่อไม่ให้นำเหตุการณ์ไปสู่กลียุค หรือ ให้มีการทำปฏิญญาประเทศไทย ที่ทุกฝ่ายมาลงนามร่วมกัน ไม่ให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย หากไม่เช่นนั้นเหตุการณ์ก็จะเกิดขึ้นซ้ำซากอีก
ส่วนการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งจะเริ่มอย่างไร ศ.นพ.ประเวศ บอกว่า ตอนนี้มีหลายฝ่ายที่พูดถึงตรงนี้ และองค์กรต่างๆ น่าจะมีการรวมตัวกัน เรียกเป็น “คณะกรรมการประสานงานปฏิรูปประเทศไทย” และช่วยทุกฝ่ายเข้ามีส่วนร่วม เรียกว่าเปลี่ยนการต่อสู้ ความขัดแย้ง ให้เป็นความร่วมมือแทน และต้องปรับมุมมอง ซึ่งไม่ใช่มุ่งมองว่าใครผิดหรือถูก เพราะต่างมีหลายมุ่มมอง หลายแง่มุม
และหากมุ่งแต่จะชี้ว่าใครผิดถูกก็จะเกิดความขัดแย้งกันอีก แม้แต่เรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ขณะนี้จึงเป็นเรื่องความเสียสละ ว่าใครจะเสียสละอะไรได้บ้างเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง และมุ่งไปสู่กับจัดการปฎิรูปประเทศไทย
ศ.นพ.ประเวศ บอกด้วยว่า นอกจากการปฎิรูปโครงสร้างอำนาจแล้ว ที่ต้องปฏิรูปแน่นอนคือการคอรัปชั่น เพราะเป็นเรื่องที่คนมีความรู้สึกกันมาก แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านก็ยังนิยามให้กับประเทศไทยว่า เป็นประเทศที่มีการทุจริตและคตโกง ซึ่งหากแก้ปัญหานี้ได้จะทำให้คนรู้สึกดีขึ้น จึงต้องร่วมกันเพื่อต่อต้านและปราบการทุจริตคอรัปชั่น โดยอาจให้มีการลงนามเซ็นสัญญาสุจริต หรือจัดตั้งองค์กรเพื่อเข้าตรวจสอบ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้รัฐบาลสามารถอยู่ได้ เช่นเดียวกับการปฏิรูปความยากจน ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องแก้ไขให้ได้ แต่ไม่ใช่แก้ด้วยการใช้นโยบายประชานิยม เพราะจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้จริง
ซึ่งการปฎิรูปความยากจน อาทิ การปฏิรูปที่ดิน โดยให้ทุกครอบครัวมีที่ดินทำกิน จะทำให้ประชาชนหายจน สามารถเลี้ยงปลาหรือปลูกผักได้ และทำอาชีพอื่นประกอบ ต่างจากการทำนโยบายประชานิยมที่ทุกรัฐบาลหมดเงินไปมาก เรียกว่าเป็นการปฏิรูปโครงสร้างจัดสรรทรัพยากร
ต่อข้อซักถามว่า ก่อนหน้านี้ทางคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ หรือ คปร. ได้เคยเสนอ 4 แนวทางปฏิรูปประเทศ ศ.นพ.ประเวศ ยอมรับว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นเรื่องยาก ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปอำนาจ ทรัพยากร ไม่ว่าใครก็ทำไม่ได้ ซึ่งนอกจากต้องใช้เวลาแล้ว ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ปฏิรูป ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก แต่จากการเกิดวิกฤตินี้ เชื่อว่าจะทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจมากขึ้น
“การปฎิรูปต้องมีกระแส และตอนนี้กระแสกำลังเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งสื่อมวลชนต้องช่วยกันสื่อสารและทำความเข้าใจ และหันมาดูว่าประเทศไทยควรมีการปฏิรูปอะไรบ้าง ต้องให้ช่วยกันคิด และจะทำให้การทะเลาะกันลดลง แต่เกิดกระแสความร่วมมือแทน โดยอาจให้กลุ่มต่างๆ จากทุกภาคส่วน ส่งตัวแทนเข้ามาประชุม หรือเรียกว่า สภาประชาชน เพื่อเครื่องมือให้คนทั้งประเทศทำงานร่วมกันได้”
ส่วนการแก้ปัญหาความขัดแย้งจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ เพราะขณะนี้สังคมมีความขัดแย้งที่รุนแรง ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า หากเข้าใจก็ใช้เวลาไม่นาน ปัญหาตอนนี้เหมือนกระดาษหกที่สามารถพลิกได้ทันที หากหันมาร่วมมือกัน ตอนนี้เป็นวิกฤตที่ถือเป็นโอกาสที่จะทำการปฏิรูปเพื่อแก้ความขัดแย้งได้ ต้องไม่ใช้ความรุนแรง เน้นการเจรจาเพื่อดึงไปสู่การปฏิรูปประเทศ
ศ.นพ.ประเวศ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเคลื่อนของอำนาจในการพัฒนาประเทศมีปัจจัย 3 ส่วน คือ พลังอำนาจรัฐ หรือที่เรียกว่า รัฎฐานุภาพ พลังอำนาจเงิน หรือที่เรียกว่า “ธนานุภาพ” และพลังสังคม หรือที่เรียกว่า สังคมานุภาพ แต่ที่ผ่านมาจะติดอยู่ที่พลังอำนาจสองส่วนแรก ทั้งที่ควรให้น้ำหนักพลังสังคม ที่จะนำไปสู่สังคมที่เสมอกัน ลดความขัดแย้ง



