
การปฏิวัติโดยประชาชน
การปฏิวัติโดยประชาชน : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
ถือเป็นเรื่องมีนัยสำคัญที่คนจำนวนหนึ่งที่ผมรู้จักได้พูดกับผมว่า เวลานี้ “การรัฐประหาร” ไม่ใช่สิ่งที่กระทำโดย “ทหารหรือกองทัพ” อีกต่อไป แต่การปฏิวัติที่ “สะเด็ดน้ำ” และสามารถท้าทายอำนาจรัฐทุกรัฐได้ คือ “อำนาจของประชาชน” ผู้พูดซึ่งเป็นบุคลากรในทางยุติธรรมผู้หนึ่งกล่าวกับผมว่า “เป็นอำนาจอันบริสุทธิ์” และเป็นอำนาจอันชอบธรรมตามแนวคิดทฤษฎีว่าด้วย “สัญญาประชาคม" (social contract) ที่ประชาชนมีอำนาจเต็มในการสถาปนาหรือ “เอาคืน” อำนาจรัฐที่พวกเขามองเห็นว่ามีความไม่ชอบมาพากลหรือถึงขั้นขาดความชอบธรรม
ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน" (Civil Disobedience) ของกลุ่มประชาชนแนวร่วมพรรคประชาธิปัตย์และคนที่เรียกตนเองว่า “กลุ่มปัญญาชน” หลากหลายกลุ่มในวันนี้ กำลังพยายามจะเขียน “ประวัติศาสตร์การเมืองไทยหน้าใหม่” ขึ้นมาอีกครั้ง ภายหลังที่มีผู้คนหลายๆ คนเคยเขียนเป็นผลสำเร็จได้รับการจารึกชื่อและถูกกล่าวขวัญถึงเมื่อมีการพูดถึงบทเรียนทางการเมืองในอดีตและเหตุการณ์สำคัญๆ ของสังคมไทย
การจะได้รับการหยิบยกมาเป็นตัวละครสำหรับประวัติศาสตร์การเมืองไทยไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีผู้ประสงค์อยากให้ประวัติศาสตร์จารึกชื่ออยู่หลายคน แต่เมื่อพิจารณาตรวจสอบไปยังภูมิหลัง ศักยภาพ และ “ความจริงใจที่มีให้แก่ประชาชนทุกชนชั้น ของคนเหล่านี้” เรามักพบบางด้านบางมุมที่สังคมตั้งคำถามและเกิดความคลางแคลงใจ
สิ่งที่คุณสุเทพและกลุ่มก้อนทางการเมืองหลายต่อหลายกลุ่มดำเนินการกันอยู่ในวันนี้มีความเหมือนในแง่ของ “เป้าหมาย” ที่ชัดเจนว่า ต้องการโค่นล้มรัฐบาลในอำนาจที่พวกเขาเห็นว่ามีข้อบกพร่องเกินกว่าจะแก้ไขเยียวยา ทำให้สิ่งที่คุณสุเทพกับพวกต้องการ คือ การเริ่มต้นใหม่แบบ “ล้างไพ่”
ต้องยอมรับว่า “การสื่อสารในถ้อยคำภาษาและวิธีการของกลุ่มการเมืองอารยะขัดขืนในวันนี้” ไม่ถือว่ามีความแหลมคมอย่างโดดเด่น เพราะสิ่งที่นำมาปฏิบัติหรือ “กดดันรัฐบาล” เป็นแนวทางวิธีการที่เคยกระทำมาก่อนหน้าดังในอดีตที่ผ่านมา เช่น การปิดล้อมหรือยึดสถานที่ราชการ การใช้กลุ่มสติปัญญาทางสังคมสะท้อนภาพความเสียหายหรืออันตรายร้ายแรงของการมีตัวตนดำรงคงอยู่ของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลอาจฟังไม่ได้ยิน หรือมองว่ากลุ่มต่อต้านเป็นฝ่ายต่อต้านการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพาะที่มาของหลายสิ่งหลายอย่างในวันนี้ เป็น “ผลพวง” ของการเข้ามาโดยอำนาจการปกครองของรัฐที่ไม่ถูกต้องตามแบบพิธีการสากล และฝ่ายรัฐเองมองว่าเป็น “ฝ่ายถูกกระทำ” มาตั้งแต่ความไม่สงบในทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเดือนกันยายน 2549
ความพยายามของผู้จะเข้ามาไกล่เกลี่ยประนีประนอมหรือหาหนทางแก้ไขปัญหาให้แก่สังคมไทย มีออกมาเป็นระยะๆ แต่เข้าใจว่าไม่มีฝ่ายใดอินังขังขอบหรือใส่ใจเปิดกว้างที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้คนที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม นี่คือความยากซึ่งแฝงตัวอยู่ในวังวนแห่งการแย่งชิงอำนาจ
ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ในการบริหารจัดการประเทศ ซึ่งเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งที่นักวิชาการสิงคโปร์เคยพูดและถ่ายทอดให้ได้ทราบกัน คือ สิงคโปร์มีภาคการเมืองที่มีความเข้มแข็ง นักการเมืองมีความรับผิดชอบ จึงทำให้ประเทศอย่างสิงคโปร์สามารถเลื่อนชั้นมาเป็นประเทศชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วันนี้ถ้าพวกเราอยากเห็นความก้าวหน้า การย้อนดูอดีตไม่ใช่เรื่องแปลก ในขณะเดียวกันต้องมองคนรอบตัวว่า เขาทำอะไรกันอยู่ และพวกเรากันเองต้องช่วยกันแสวงหาทางให้สังคมประเทศชาติอย่างปราศจากอคติและมีสติสัมปะชัญญะที่สมบูรณ์



