การเมืองไทยป่วน'มศว'เล็งทำเป็นหลักสูตร
ความวุ่นวายทางการเมืองมาจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม 'มศว' ใช้ต้นแบบอังกฤษ ไต้หวัน บังคลาเทศ จัดทำหลักสูตรพลิกเมืองไทยมีชัยย้ำอย่าหวังพึ่งรัฐบาล เป็นแค่คนเช่าบ้าน
28พ.ย.2556 เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ ชั้น 4 อาคารนวัตกรรมศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี จัดงานสัมมนาวิชาการนานาชาติ เรื่อง Social Impact after SE Approach ธุรกิจเพื่อสังคม กับการเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งใหญ่ โดยผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นเกือบทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางการเมือง ฐานะทางเศรษฐกิจ โอกาสทางการศึกษา ซึ่งจะะนำพาไปสู่ความเกลียดชังกัน และนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างยากที่จะปฏิเสธได้ ซึ่งต้องช่วยกันคิดและหาหนทาง
"ผมแนะนำว่าควรจะใช้การเจรจาว่าเข้ามา อาจเป็นสานเสวนา และเป็นคนทั้งสองฝ่ายไว้วางใจ ตอนนี้อาจจะมีหาทางในการเจรจา เพราะทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในจุดด้อยด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครเสียเปรียบใคร การมาร่วมเจรจาจึงควรทำในเวลานี้อย่างยิ่ง และหากพ้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแล้ว ประเทศไทยจะต้องมาคิดว่าเราจะพ้นกับดักทางการเมืองได้อย่างไร เพื่อให้การเมืองมีความมั่นคง สิ่งหนึ่งที่ต้องเร่งทำคือ การทำความเหลื่อมล้ำของคนในชาติให้ลดลง" ผศ.นพ.เฉลิมชัย กล่าวและว่า
อย่าง Social Enterprise จะเรียกว่า กิจการเพื่อสังคม หรือธุรกิจเพื่อสังคมก็ได้ซึ่งกิจการเพื่อสังคมเป็นเครื่องมือที่ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอได้อย่างมีเหตุมีผล และมีประเทศที่ทำสำเร็จมาแล้ว อย่างน้อยสามประเทศได้ คือ บังคลาเทศ ไต้หวันและอังกฤษ อย่าง บังคลาเทศสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะประเทศเขามีความยากจนมาก อังกฤษเป็นประเทศที่เจริญก็ยังมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเขาก็แก้ปัญหาด้วยธุรกิจเพื่อสังคม ส่วนประเทศไต้หวันเขาใช้ศาสนาศาสนาเข้ามาขับเคลื่อนให้เกิดอาสาสมัครและขับเคลื่อนธุรกิจการเพื่อสังคม ดังนั้นองค์ความรู้ที่เราจะได้ครบถ้วนสมบูรณ์จาก 3 ประเทศนี้ มศว เลือกมาเป็นต้นแบบเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย
“มศวจะเปิดโรงเรียนผู้ประกอบการเพื่อสังคม ที่จะให้โอกาสกับคนทุกเพศทุกวัยมาเรียนทำธุรกิจเพื่อสังคม ที่จะสร้างนักธุรกิจที่มองเห็นคุณค่าของมนุษย์ เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและมีคุณธรรมจริยธรรมเห็นความดีเป็นเรื่องสำคัญ ถือเป็นการจัดการเรียนการสอนในรูปแแบบใหม่ โดยจะคัดนักเรียนจากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้าเรียนและใช้วิธีการสัมภาษณ์ โดยไม่ต้องดูคะแนนใดๆ ทั้งสิ้น มีอย่างเดียวที่จะดูคือแรงบันดาลใจ และการสอบสัมภาษณ์ คาดว่าจะเปิดได้ในช่วงปี 2557 ทั้งนี้ยังมีการเปิดอบรมระยะสั้นในช่วงเวลา 3 เดือน 6 เดือนอีกด้วย”
นายมีชัย วีระไวทยะ ผู้ก่อตั้งและนายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน กล่าวว่า ประเทศไทยมีปัญหามากมาย หนทางธรุกิจเพื่อสังคมจะเป็นทางออกของประเทศที่ลดความเหลื่อมล้ำและะตอบโจทย์ปัญหาประเทศได้อย่างครบวงจร สถาบันการศึกษาต้องลุกขึ้นมาทำหลักสูตรลักษณะนี้ อย่าหวังแต่รับบาล รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ มีแต่จะสร้างปัญหา พวกเราทุกคนเป็นเจ้าของบ้าน รัฐบาลเข้ามาแต่ละชุดเป็นเพียงผู้เช่าบ้าน ดังนั้นเราต้องดูแลบ้านของเรา อย่างหวังพึ่งรัฐบาล เราต้องไม่ทำตัวเองเหมือน กระบือห้องเย็น
ด้านว่าที่ ร.อ. ดร.วฤษฎิ์ อินทร์มา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกฎหมาย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้เสนอบทความเรื่อง "ความน่าสับสนของอำนาจอธิปไตย รัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญ" ความว่า
ภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นมีหลักพื้นฐานอยู่ว่า “อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” และตามทฤษฎีกฎหมายมหาชนประชาชนใช้อำนาจสูงสุดของตนเองนั้นก่อตั้งองค์กรทางการเมืองขึ้นมาเพื่อใช้อำนาจของตนเองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะก่อตั้งองค์กรที่ใช้อำนาจ 3 ลักษณะ ประกอบด้วย อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ แต่ก็มีอีกหลายประเทศที่ประชาชนให้อำนาจของตนก่อตั้งองค์กรทางการเมืองมากกว่า 3 องค์กร เช่น ประเทศสาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน) ที่มีการใช้อำนาจอธิปไตยผ่าน 5 องค์กร คือ สภาบริหาร สภานิติบัญญัติ สภาตรวจสอบและคัดเลือก สภาควบคุม และสภาตุลาการ
ทางทฤษฎีแล้วรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายซึ่งว่าด้วยโครงสร้างอำนาจของรัฐและองค์กรที่ใช้อำนาจทั้งหลายของประชาชนดังที่กล่าวไว้ข้างต้น จึงเรียกอำนาจของประชาชนดังกล่าวว่า “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ (Pouvoir Constituant)” และองค์กรที่เกิดขึ้นจะมีอำนาจที่ได้รับสืบต่อมาจากอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ (Pouvior Constitue’) เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน เช่น รัฐบาลมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน รัฐสภามีอำนาจออกกฎหมาย และศาลยุติธรรมมีอำนาจการตัดสินอรรถคดีทั้งหลาย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมีอยู่ว่า “หากต้องการจะแก้ไขโครงสร้างอำนาจของรัฐและองค์กรที่ใช้อำนาจทั้งหลายของประชาชนนั้น ผู้ใดมีอำนาจที่จะแก้ไข ผู้นั้นมีความชอบธรรมเพียงใดที่จะแก้ไข สามารถตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมได้หรือไม่ และหากมีผู้ใดจะมีอำนาจตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น”
คำตอบข้อแรกคือ เมื่ออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ผู้ที่สามารถแก้ไขได้คงมีเพียงแต่ประชาชนเท่านั้น หากแต่เป็นการยากที่ประชาชนจะมาแก้ไขด้วยตนเอง ดังนั้นในประเทศต่างๆ จึงมักเทียบเคียงเจตนารมณ์ของประชาชนผ่าน “ตัวแทนของประชาชน” และเทียบเคียงกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกับกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายแต่กำหนดให้ยากขึ้นโดยมีเงื่อนไขมากกว่าเดิม เช่น ผู้เสนอการแก้ไขต้องใช้จำนวนมากกว่าการแก้ไข เพื่อเติม หรือบัญญัติกฎหมายทั่วไป โดยกฎหมายรัฐธรรมนูณจะแก้ไขเพิ่มเติมได้ต้องมีผู้เสนอไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่น้อยกว่า 100 คนจาก 500 คน ในขณะที่การแก้ไข เพิ่มเติม หรือการบัญญัติทั่วไปนั้นมีผู้เสนอเพียง 20 คนเท่านั้น และด้วยการเทียบเคียงดังกล่าวมักจะมีความสับสนกันระหว่าง “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญกับอำนาจนิติบัญญัติ” ว่าเป็นอำนาจเดียวกัน ซึ่งที่ถูกต้องแล้วทั้งสองอำนาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน โดยอำนาจนิติบัญญัติเป็นเพียงอำนาจที่รับมอบมาจากอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเท่านั้น เปรียบได้ว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจแม่และมอบเพียงเฉพาะอำนาจการออกกฎหมายให้กับรัฐสภาเท่านั้นซึ่งเป็นเพียงอำนาจลูกเท่านั้น จึงเป็นที่ชัดเจนว่าอำนาจลูกซึ่งเล็กกว่าย่อมไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขอำนาจแม่ได้
แต่อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญไทยได้กำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญในกฎหมายรัฐธรรมนูญใช้กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมเช่นเดียวการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย จึงเป็นที่มาของคำตอบในข้อสองว่า “ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 รัฐสภามีความชอบธรรมที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ” แต่อย่างไรก็ตาม จากความที่ได้อธิบายมาในข้างต้น รัฐสภาเป็นเพียง “ผู้แทนปวงชน” ไม่ใช่ “ปวงชน” ดังนั้นการกระทำของรัฐสภาอาจไม่ใช้เจตนารมณ์ของประชาชนเสมอไป ในหลายประเทศจึงได้สร้างกลไกเพื่อควบคุมมิให้เกิดการที่ผู้แทนที่ถือเสียงข้างมากในรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญตามอำเภอใจ โดยกำหนดให้ต้องคืนอำนาจการตัดสินใจสู่ประชาชนอีกครั้งเพื่อให้สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนมากที่สุด ผ่าน 2 ลักษณะคือ ให้ประชาชนลงมติเห็นชอบต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น หรือการกำหนดให้ยุบสภาเมื่อจะมีวาระการให้ความเห็นชอบต่อร่างการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และให้ตัวแทนปวงชนที่ได้รับเลือกมานั้นเป็นผู้แสดงเจตนารมณ์แทนประชาชน
จากอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญที่มอบอำนาจการตรากฎหมายให้รัฐสภานั้น เพื่อไม่ให้มีการตรากฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นเจตนารมณ์สูงสุดของประชาชน รัฐธรรมนูญจึงได้ให้อำนาจในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายที่ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญต่อ “ศาลรัฐธรรมนูญ” คำถามที่ตามมาคือ “ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่” คำตอบคือ แล้วแต่กรณีซึ่งในประเทศต่างๆ มีแนวคิดที่ต่างกัน กล่าวคือ หากรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง ศาลย่อมมีอำนาจและความชอบธรรมในการวินิจฉัยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่มักจะกำหนดกรอบอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไว้ เช่น รัฐธรรมนูญของประเทศโรมาเนียกำหนดกรอบอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญให้มีอำนาจวินิจฉัยการแก้ไขเพิ่มเติมตราบเท่าที่ไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ เมื่อประชาชนให้ฉันทานุมัติโดยตรงแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่อาจก้าวล่วงได้ หรือ รัฐธรรมนูญของประเทศตุรกีที่กำหนดกรอบอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเพียงเฉพาะการตรวจสอบกระบวนการเท่านั้น แต่หากรัฐธรรมนูญไม่มีการกำหนดไว้อย่างชัดแจ้ง ศาลรัฐธรรมนูญมีแนววินิจฉัยอำนาจของตัวเองที่แตกต่างกันโดยศาลรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสจะวินิจฉัยว่าเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดจะถือว่าตนเองไม่มีอำนาจ ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญออสเตรียจะวินิจฉัยว่าตนเองมีอำนาจ
แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่กำหนดว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจนั้น หากกำหนดให้อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภาเพียงองค์กรเดียว เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้ตนเองมีอำนาจในการตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว เว้นแต่กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นประชาชนได้มีส่วนร่วมศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าตนเองไม่มีอำนาจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจของรัฐสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั่นเอง และเป็นที่มาของคำตอบในข้อ 3 และ 4
“ศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 นั้น มีอำนาจในการพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ตามมาตรา 291) หรือไม่?” หากพิจารณาตามแนวคิดในข้างต้นแล้วจะเห็นได้ว่าเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ไม่ได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้ง และอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภาเพียงองค์กรเดียว อีกทั้งไม่มีการกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว จึงควรมีกระบวนการถ่วงดุลขึ้นและการถ่วงดุลนั้นควรเป็นองค์กรที่มาจากอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันกับรัฐสภา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะใกล้เคียงอย่างยิ่งที่จะทำหน้าที่ดังกล่าว โดยอย่างน้อยที่สุดศาลรัฐธรรมนูญควรมีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพราะไม่เช่นนั้นหากกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ชอบและไม่มีการตรวจสอบ ย่อมทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติมาตรา 291 ไม่มีความหมาย ซึ่งจะนำมาซึ่งปัญหาที่ไม่อาจคาดการณ์ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้
ในท้ายที่สุดคำถามทั้งหมดถูกตั้งขึ้นมาเพื่อหาคำตอบว่า “สังคมไทยจะสงบสุข สมัครสมานสามัคคี เช่นที่เคยเป็นมาได้อย่างไร” ไม่ใช่การหาคำตอบเพื่อบอกว่า “เธอผิด” และ “ฉันถูก” จนกลายเป็นรอยร้าวที่แตกแยกจนยากจะสมานได้ คงถึงเวลาที่เราคงต้องหยุดและคิดถึงอนาคตว่าเราจะสร้างบ้านหลังนี้ให้กับลูกหลานเราอย่างไร บ้านที่เปี่ยมไปด้วยความสงบสุข เต็มไปด้วยรอยยิ้ม หรือบ้านที่ท่วมท้นไปด้วยความเกลียดชัง โกรธเกลียดกันทุกหย่อมหญ้า พวกเราทุกคนคือผู้เลือก
หมายเหตุ บทความนี้ผู้เขียนได้รับความกรุณาอนุเคราะห์ข้อมูลจากคุณชมพูนุท ตั้งถาวร นักวิชาการขึ้นตรงต่อเลขาธิการ ปฏิบัติงานสำนักวิจัย สถาบันพระปกเกล้า ผู้วิจัย “กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ และการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในต่างประเทศ” (ภายใต้โครงการปฏิรูปสถาบันการเมือง)



