
'สื่อต่างชาติ'ตีแผ่!การเมืองไทยเปราะบาง
'VOA'รายงานความเห็น'นักวิเคราะห์'ห่วงสถานการณ์-การเมืองไทยเปราะบางยิ่งกว่าเดิม ด้าน'BBC'ระบุคนไทยกลับมาชุมนุม-ปิดล้อมหน่วยราชการคล้ายปี 51
27 พ.ย.56 รอน คอร์เบน ผู้สื่อข่าว VOA รายงานเรื่องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประกาศขยาย พ.ร.บ การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ให้ครอบคลุมพื้นที่เกือบทุกส่วนของกรุงเทพฯ และพื้นที่ปริมณฑลบางส่วน ขณะที่ กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลยังคงชุมนุมตามจุดสำคัญและบริเวณอาคารของหน่วยงานรัฐบาล
คอร์เบน ยังรายงานความเห็นของ ดร.ฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ว่า เปราะบางและไม่แน่นอนอย่างยิ่ง และสัปดาห์นี้ จะเป็นสัปดาห์แห่งความสับสนวุ่นวายและไม่ปลอดภัย ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อจัดการกับความต้องการของกลุ่มผู้ประท้วง ที่พยายามเรียกร้องให้เกิดการชำระสะสาง หรือกำจัดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะปฏิบัติตาม
ส่วนความเห็นของ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อดีตโฆษกรัฐบาลสมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้ว่า เวลานี้รัฐบาลไทยกำลังประสบความติดขัดในการหาทางที่เหมาะสม เพื่อแก้ไขเรื่องนี้ และหากสถานการณ์ยิ่งยืดเยื้อออกไปก็หมายความว่า ความถูกต้องชอบธรรมของรัฐบาลก็จะยิ่งถูกทำลายไปด้วย โดยดร.ปณิธาน กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งไหนที่มีประชาชนออกมาประท้วงตามท้องถนนมากมายขนาดนี้ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน
คอร์เบน ยังได้รายงานการปักหลักชุมนุมของคนเสื้อแดงที่บริเวณสนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน ที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ หนึ่งในแกนนำ ระบุว่า รัฐบาลยังมั่นใจว่าจะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ และกลุ่มเสื้อแดงก็ไม่ต้องการกดดันให้เกิดความรุนแรง และจะพยายามเรียกร้องให้ประชาชนออกมาร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงมากขึ้น แต่ก็ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงและไม่ต้องการให้เกิดสถานการณ์ที่จะนำไปสู่การปฏิวัติ
นอกจากนี้ ยังมีนักวิเคราะห์การเมืองไทยบางคน มองว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การเมืองไทยมีเสถียรภาพพอสมควร แต่การประท้วงใหญ่ในขณะนี้ มีปัญหาเรื่อง พ.ร.บ นิรโทษกรรม มาสมทบ ซึ่งเป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่าการเมืองไทย กำลังเข้าสู่ช่วงใหม่ที่มีความเปราะบางยิ่งกว่าเดิม
"บทความบีบีซี"ระบุคนไทยกลับมาชุมนุมตามถนนอีกครั้ง-ปิดล้อมหน่วยราชการคล้ายปี 51
โจนาธาน เฮด นักข่าวบีบีซี ในประเทศไทย เขียนบทความระบุว่า จากภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏบนท้องถนนของกรุงเทพในช่วง 2-3 วันนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เมื่อมีกลุ่มผู้ประท้วงที่ไร้ซึ่งอาวุธ บ้างเป็นคนแก่ ที่ไม่มีทีท่าว่าจะแสดงออกถึงความรุนแรง ที่ล่าสุด รวมตัวกันไปประท้วงที่ด้านหน้ากระทรวงการคลัง
ทั้งนี้ บางกลุ่มไปล้อมกระทรวงมหาดไทย ทำให้เหล่าพนักงานราชการต้องถอนตัวออก หลงเหลือไว้เพียงกลุ่มการ์ดอาสาที่ด้านหลังรั้วลวดหนาม เพื่อป้องกันกระทรวงไม่ให้ถูกยึดเหมือนกระทรวงการคลัง ทั้งหมดนี้ เป็นผลจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ประท้วง ที่มีเพียงนกหวีด และมือตบเป็นอาวุธ ในการต่อต้านรัฐบาล
และตอนนี้ พวกเขากำลังทำในสิ่งที่คล้ายคลึงกับเมื่อปี 2551 เมื่อทำเนียบรัฐบาล และอาคารรัฐสภา ถูกล้อมไว้นานหลายเดือน ตามมาด้วยการบุกล้อมสนามบิน ทำให้ผู้โดยสารหลายพันเดือดร้อน
อีกทั้ง ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้งทางการเมือง ภาพของความวุ่นวายมันฉายกลับมาซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นเพราะอะไร?
โจนาธาน เฮด บอกว่า เขาได้คำตอบเดียวกันจากผู้ประท้วงมากมาย นั่นคือ "ทักษิณ ชินวัตร"
การประท้วงครั้งนี้ เป็นการประท้วงของชนชั้นกลาง คนเมือง และคนจากภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายค้าน ประชาธิปัตย์ และพวกเขากำลังเดินรอยตาม กลุ่มผู้ประท้วงเสื้อเหลืองในปี 2551 คือ การต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกข้อหาคอรัปชั่น และยังเป็นชนวนเหตุความขัดแย้ง มากไปกว่านั้น เขาคนนี้ ยังมีความพยายามที่จะควบคุมทุกอย่าง แม้จะเนรเทศตัวเองออกนอกประเทศ แต่ยังสามารถควบคุมประเทศได้ ผ่านน้องสาว นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีอำนาจเหนือพรรครัฐบาล และมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจใด ๆ ในรัฐบาลด้วย แม้จะอยู่เมืองนอกมานานราว 5 ปีแล้วก็ตาม หลายคนถึงกับต้องไปขอคำปรึกษากับเขาที่ฮ่องกง ดูไบ หรือที่ไหนก็ตามที่เขาปรากฏตัวอยู่
นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือที่ว่า มีหอบถุงเงินออกนอกประเทศ แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อยืนยันในเรื่องนี้ได้ พร้อมยังมีข้อสันนิษฐานว่า โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล ได้อนุญาตให้กลุ่มคนสนิทมาลงทุน
โจนาธาน ยังเขียนบทความต่อว่า รัฐบาลชุดนี้ ใช้จ่ายเงินอย่างสนุกสนาน รวมถึงโครงการรับจำนำข้าว ที่ทำให้สูญเสียเงินปีละหลายพันล้านดอลล่า, โครงการบริหารจัดการน้ำ และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งกลุ่มต่อต้านคุณทักษิณ กลัวว่า โครงการเหล่านี้ จะเป็นตัวสั่งสมเงินให้กับตระกูลชินวัตร ที่จะทำให้ตระกูลนี้ มีอิทธิพลมากพอที่จะดำรงตนเป็นผู้นำของประเทศในช่วงเวลาหลายปีต่อไปจากนี้
"บลูมเบิร์ก"รายงานสถานการณ์การประท้วงขับไล่"นายกรัฐมนตรีในไทย"
สำนักข่าวบลูกเบิร์ก รายงานสถานการณ์การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในไทยว่า มวลชนได้เข้ายึดกระทรวงหลายแห่งในกรุงเทพฯ และเรียกร้องให้ข้าราชการเข้าร่วมการขับไล่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และล้างเครือข่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นพี่ชายของเธอ
นอกจากมวลชนจะบุกเข้ายึดกระทรวงการคลังและกระทรวงต่างประเทศเมื่อวานนี้แล้ว พวกเขายังกระจายกำลังไปล้อมกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงานและกระทรวงคมนาคมอีกด้วย ทำให้ต้องอพยพข้าราชการ ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์เสนอขอเจรจากับแกนนำ และเรียกร้องให้ยุติการยึดสถานที่ราชการเหล่านี้
บลูมเบิร์ก ระบุว่า การชุมนุมได้เริ่มเมื่อ 1 เดือนก่อน ซึ่งตอนแรกเป็นการต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เกี่ยวข้องกับคดีทางการเมืองที่ย้อนไปถึงเมื่อครั้งการรัฐประหาร เมื่อปี 2549 ที่ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกโค่นอำนาจ ก่อนจะขยายไปเป็นการชุมนุมที่นายสุเทพ ระบุว่า เป็นการผลักดันเพื่อยุติการตกเป็นทาสภายใต้ระบอบของทักษิณและเหล่าบริวาร ซึ่งตำรวจได้ขอหมายศาลเพื่อจับนายสุเทพเมื่อวานนี้ จากการที่เขาเป็นแกนนำในการบุกเข้าไปในกระทรวงการคลัง
ด้านไมเคิล มอนเตซาโน่ นักวิจัยของสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า ผู้ประท้วงยังคงขาดกองกำลังที่มีความพร้อมและศักยภาพในการโค่นรัฐบาลได้อย่างรวดเร็ว ถ้าสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ขยายออกไป เราก็จะได้เห็นกันว่า กองกำลังที่ว่านี้จะนิ่งเฉยอยู่ได้นานเพียงใด อีกทั้ง ขณะเดียวกันเมื่อวานนี้ได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางคนของพรรคเพื่อไทย หลังจากฝ่ายค้านกล่าวหาเรื่องการคอรัปชั่นและพยายามผ่านกฎหมายล้างผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
ผู้ประท้วงยังคงปักหลักยึดกระทรวงการคลัง ที่ได้ชื่อว่าเป็นการแสดงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการประท้วงแบบอารยะขัดขืน ข้าราชการได้รับแจ้งให้ออกจากกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพลังงาน รวมทั้งพนักงานของบริษัท ปตท.ด้วย ในขณะที่ผู้ประท้วงเข้าปิดทางเข้า-ออกไว้
ทั้งนี้ รัฐบาลประกาศขยายพื้นที่ พ.ร.บ.ความมั่นคงใกล้กรุงเทพฯ รวมทั้งนนทบุรี และสมุทรปราการ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า จะไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อสลายผู้ประท้วง และหวังจะเจรจากับนายสุเทพ .
อย่างไรก็ตาม ความปั่นป่วนทางการเมืองยังส่งผลคุกคามต่อเสถียรภาพของตลาดเงินและตลาดทุน เมื่อกองทุนระดับโลกต่างดึงเงินทุนกลับออกจากไทย มีเงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นไทย เป็นมูลค่า 209 ล้านดอลล่าร์ โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยลดลง 6.3 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นระดับการลดสูงสุดในเอเชีย รองจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ขณะที่เงินบาทอ่อนตัวไปอยู่ที่ 31.970 บาทต่อดอลล่าร์ หลังจากขึ้นไปอยู่ที่ 32.11 บาทต่อดอลล่าร์ ซึ่งอ่อนที่สุดในรอบ 11 สัปดาห์



